เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา 'พิษณุ โสภาพันธ์' อดีตผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองลำตะคอง นครราชสีมา ปลอมเอกสารเอื้อเอกชนใช้ที่ดินรัฐ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 3 พิพากษาลงโทษ จำคุก 2 ปี 6 เดือน หลังรับสารภาพ ได้รอลงอาญา - ป.ป.ช.เห็นชอบตาม อสส.ไม่อุทธรณ์สู้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายพิษณุ โสภาพันธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา กับพวก ปลอมหนังสือของเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่คัดค้านการอนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินสงวนของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง และใช้เอกสารปลอมเพื่อขออนุญาตให้เอกชนและตนเองเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151 , 152 , 157 และ 268 ประกอบมาตรา 83 สำหรับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 มีคำพิพากษาว่า นายพิษณุ โสภาพันธ์ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และมาตรา 152 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำคุก 5 ปี และปรับ 40,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและข้อเท็จจริงทางไต่สวน บันทึกถ้อยคำสำนวนชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้บรรเทาความเสียหายให้ทางราชการ เป็นเงิน 10,000 บาท
ปัจจุบันจำเลยอายุ 74 ปี มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง นิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง และนอกจากคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก
เห็นว่า จำเลยยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองได้ สมควรให้โอกาสจำเลย โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
กรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 คมติเห็นชอบตามที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ดังกล่าว
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดี ของ ป.ป.ช.




