ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'จิรดา ดีชัยยะ หรือพูลสวัสดิ์' อดีตรักษาการสถานีวิทยุภูเก็ต เรียกรับเงินเอกชนเข้าทำสัญญาเช่าเวลาจัดรายการโฆษณา ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโทษ 8 ปี 24 เดือน ได้รอลงอาญา 1 ปี เหตุเอาเงินไปใช้เพื่อความสะดวกด้านต่าง ๆ สถานี ไม่ได้ข่มขู่บีบบังคับ พฤติการณ์ไม่ร้ายแรง เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาระบบงานในหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นางหรือนางสาวจิรดา ดีชัยยะ หรือพูลสวัสดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต เรียกรับเงินจากบริษัทเอกชนในการเข้าทำสัญญาเช่าเวลาจัดรายการโฆษณาสินค้าและบริการธุรกิจ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ กับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ,157 ประกอบมาตรา 91 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8
จากเดิม
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 149 (เดิม), 151 (เดิม) และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ซึ่งความผิดของจำเลยแต่ละกระทงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 4 กระทง
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี 24 เดือน และปรับ 40,000 บาท
พิเคราะห์ตามสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย ประกอบคำแถลงของจำเลยแล้ว เห็นว่าการให้เงินสนับสนุนสถานีวิทยุกระจายเสียงของบริษัทผู้เช่าเวลานั้น ก็เพื่อความสะดวกในด้านต่าง ๆ ขณะใช้บริการสถานีวิทยุที่จำเลยรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางข่มขู่หรือบีบบังคับให้ต้องจ่ายเงินตอบแทนในลักษณะดังกล่าว ประกอบกับยังได้ความว่า เงินที่จำเลยได้รับจำนวนหนึ่ง จำเลยยังได้นำไปใช้ในการบริหารกิจการของสถานีเรื่อยมา
พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก อีกทั้งในขณะจำเลยปฏิบัติงานในส่วนราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในภูมิภาค จำเลยได้เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาระบบงานในหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีและต่อเนื่อง จนกระทั่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาเป็นลำดับ โดยไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย
ต่อมาจำเลยได้รับการลงโทษทางวินัยถึงขั้นไล่ออกจากราชการ ถือเป็นการได้รับโทษตามความผิดที่ได้กระทำมาบ้างแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง
โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
แก้เป็น
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม), มาตรา 151 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
กับให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เห็นควรไม่ฎีกาคำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




