ป.ป.ช. นครพนมแถลงผลคดีทุจริตซ่อมถนนลูกรังทิพย์ "น้ำก่ำ" อดีตนายกเทศฯตำบล กับพวก 21 คน ถูกศาลสั่งจำคุกสูงสุด 50 ปี พร้อมชดใช้กว่า 2.9 ล้านบาท – ป.ป.ช. เตรียมอุทธรณ์ต่อ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดนครพนม ได้แถลงข่าว กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ได้มีคำพิพากษาจำคุกและปรับนาย ส. อดีตนายกเทศมนตรีตำบลน้ำก่ำ กับพวกรวม 21 คน ซึ่งทั้งหมดถูกชี้มูลความผิดในคดีทุจริตการเบิกจ่ายเงินโครงการจ้างเหมาซ่อมแซมถนนลูกรังภายในหมู่บ้าน ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 33 โครงการ งบประมาณ 2,984,000 บาท
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าไม่มีการจ้างเหมาซ่อมแซมถนนลูกรังจริง แต่เป็นการเบียดบังเงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ซึ่งถูกชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, มาตรา 151, มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ได้มีคำพิพากษาลงโทษนาย ส. (จำเลยที่ 1) ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เบียดบังทรัพย์เป็นของตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) จำนวน 33 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 5 ปี แต่เนื่องจากให้การสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 66 ปี 198 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3)
จำเลยที่ 2 ถูกลงโทษในฐานความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 จำนวน 33 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท แต่ด้วยให้การรับสารภาพจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 2,500 บาท รวมเป็นจำคุก 66 ปี 198 เดือน และปรับ 82,500 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี พร้อมทั้งให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ถูกลงโทษในฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต โดยจำเลยที่ 3, 4, และ 6 ถูกจำคุก 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 และ 7 ถูกจำคุก 3 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 8 ถูกลงโทษในฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำนวน 3 กระทง โดยลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เนื่องจากให้การสารภาพ เหลือจำคุก 3 ปี 24 เดือน และปรับ 7,500 บาท พร้อมทั้งให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
สำหรับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 21 ถูกลงโทษในฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 โดยลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เนื่องจากให้การสารภาพเช่นกัน โดยจำเลยที่ 9 ถูกจำคุก 7 ปี 56 เดือน และปรับ 17,500 บาท จำเลยที่ 10 ถูกจำคุก 5 ปี 40 เดือน และปรับ 12,500 บาท จำเลยที่ 11, 12, 17 ถูกจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท จำเลยที่ 13, 15, 16, 18, 21 ถูกจำคุกคนละ 2 ปี 16 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท และจำเลยที่ 14 ถูกจำคุก 4 ปี 32 เดือน และปรับ 10,000 บาท โดยจำเลยที่ 18 และ 21 ได้รับการรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
นอกจากโทษจำคุกและปรับแล้ว จำเลยทั้งหมดต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่เทศบาลตำบลน้ำก่ำ โดยจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึง 7 ชดใช้ 2,534,000 บาท, จำเลยที่ 2 ถึง 7 ร่วมกันชดใช้ 2,984,000 บาท, จำเลยที่ 8 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 100,000 บาท, จำเลยที่ 9 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 613,000 บาท, จำเลยที่ 10 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 437,500 บาท, จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 87,500 บาท, จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 175,000 บาท, จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 350,000 บาท, จำเลยที่ 15 และ 20 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 77,776 บาท, จำเลยที่ 16 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 154,000 บาท, จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 86,625 บาท, จำเลยที่ 18 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 33,250 บาท, และจำเลยที่ 19 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 262,500 บาท สำหรับจำเลยที่ 12 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึง 7 ชดใช้ 100,000 บาทนั้น ได้ชดใช้เงินในส่วนนี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจึงยกคำขอในส่วนนี้
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ดังกล่าวต่อไป
อนึ่งการแถลงข่าวดังกล่าวมีนายธันยพัฒน์ ประมวลวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครพนม เป็นผู้แถลง




