News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช.ฟันอาญา-วินัยร้ายแรงนาย ตร.ใหญ่ อ้างบิ๊กโจ๊กช่วยชาวอังกฤษโดนขัง

ป.ป.ช.ฟันอาญา-วินัยร้ายแรงนาย ตร.ใหญ่ อ้างบิ๊กโจ๊กช่วยชาวอังกฤษโดนขัง

7 ก.ค. 2569 14:14
ผู้ชม 136 คน

ป.ป.ช. ฟันวินัย-อาญาร้ายแรง 6 ผู้ต้องหาคดีเรียกสินบน 6 ล้านบาท ช่วยประกันตัวชาวอังกฤษผิดกฎหมายเข้าเมือง ชี้มูล 'วิทยา สมศรีษมสกุล' กับพวก รวมนายตำรวจใหญ่ เอี่ยวคดีเรียกรับเงิน หวังจูงใจเจ้าพนักงานปล่อยตัว 'ริเทช พาเทล' ย้อนภูมิหลังมีแอบอ้างบิ๊กโจ๊กด้วย

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกเอกสารข่าวแจกกรณีชี้มูลความผิด นายวิทยา สมศรีษมสกุล กับพวก รวม 6 คน ประกอบด้วย นายวิทยา สมศรีษมสกุล, พันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน, นายอภิรักษ์ เที่ยงธรรม, นางสาวณัฐนรี บุญมา, นางสาวทิพย์สุดา อินสองใจ และนางบูรยา แก้วสูงเนิน ภรรยาของพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน กรณีร่วมกันเรียกรับทรัพย์สินจำนวน 6 ล้านบาท เพื่อตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานให้ดำเนินการปล่อยตัว (ประกันตัว) นายริเทช พาเทล (Mr. Ritesh Patel) ชาวอังกฤษ ซึ่งถูกควบคุมตัวเนื่องจากสวมข้อมูลการเดินทางของบุคคลอื่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายริเทช พาเทล (Mr. Ritesh Patel) สัญชาติอังกฤษ ในข้อหาสวมข้อมูลการเดินทางของบุคคลอื่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย และควบคุมตัวไว้ที่ห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ต่อมา นายริเทช พาเทล ได้แจ้งให้นางสาวธิรวรรณ เขียวงาม มาติดต่อและถือหนังสือเดินทางมาแสดง ซึ่งพบว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวถูกสถานทูตยกเลิกและถูกเพิกถอนวีซ่าไปแล้ว จากนั้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2565 นายริเทช พาเทล ถูกส่งตัวไปยังสถานกักกันผู้ต้องหาต่างด้าว สโมสรตำรวจ กรุงเทพมหานคร

เพื่อนของนายริเทช พาเทล (Mr. Ritesh Patel) ได้พยายามติดต่อบุคคลเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องประกันตัว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565 บุคคลดังกล่าวได้ติดต่อนายวิทยา สมศรีษมสกุล โดยนายวิทยาได้แจ้งว่ารู้จักกับพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจกับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น และมีหน้าที่ดูแลเรื่องการขออนุญาตอยู่ต่อของชาวต่างชาติและคดีความที่เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติในประเทศไทย จึงสามารถให้การช่วยเหลือ นายริเทช พาเทล ได้ โดยเรียกค่าดำเนินการเบื้องต้น 1,000,000 บาท ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ติดต่อนางสาวธิรวรรณ เขียวงาม และโอนเงินจำนวน 1,000,000 บาท ไปยังบัญชีของนายอภิรักษ์ เที่ยงธรรม ตามที่นายวิทยาแจ้ง

หลังจากนั้น นายวิทยา สมศรีษมสกุล ได้แจ้งยอดรวมค่าดำเนินการประกันตัวทั้งหมดเป็นจำนวน 6,000,000 บาท โดยอ้างว่าเพื่อให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ (พันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน) เป็นผู้ประสานงานพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ต่อมา บุคคลดังกล่าวและนายวิทยา สมศรีษมสกุล ได้นัดพบกัน ณ สถานกักกันผู้ต้องหาต่างด้าว สโมสรตำรวจ กรุงเทพมหานคร และนายวิทยาได้เดินไปยังบริเวณหน้าห้องกักกัน พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ก่อนจะโทรศัพท์ติดต่อพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน และส่งโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้กล่าวว่า “ไม่มีนโยบายให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหา อีกทั้งไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใดเข้าเยี่ยม” ทำให้บุคคลดังกล่าวและนายวิทยา สมศรีษมสกุล ต้องเดินทางกลับ

แม้จะไม่ได้รับการอนุญาตให้เยี่ยม นายวิทยา สมศรีษมสกุล ก็ยังคงแจ้งว่าจะต้องจัดการเรื่องเงินให้เรียบร้อยก่อน บุคคลดังกล่าวจึงได้โทรศัพท์แจ้งนางสาวธิรวรรณ เขียวงาม ให้เตรียมเงินไว้ และต่อมานายวิทยาได้แจ้งให้โอนเงินเพิ่มอีก 5,000,000 บาท ไปยังบัญชีธนาคารของนางสาวณัฐนรี บุญมา และนางสาวทิพย์สุดา อินสองใจ อย่างไรก็ตาม นายริเทช พาเทล (Mr. Ritesh Patel) ก็ไม่ได้รับการประกันตัวตามที่นายวิทยาอ้าง จากการตรวจสอบภายหลังพบว่า มีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีของนายวิทยา สมศรีษมสกุล, พันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน และนางบูรยา แก้วสูงเนิน ภรรยาของพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติชี้มูลความผิด ดังนี้ การกระทำของนายวิทยา สมศรีษมสกุล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175 ขณะที่การกระทำของพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 และมาตรา 175 รวมถึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง สำหรับนายอภิรักษ์ เที่ยงธรรม, นางสาวณัฐนรี บุญมา, นางสาวทิพย์สุดา อินสองใจ และนางบูรยา แก้วสูงเนิน มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการเรียกรับและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว โดยในส่วนของนางบูรยา แก้วสูงเนิน ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงอีกด้วย

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

สำหรับคดีมีภูมิหลังย้อนไปเมื่อปี 2569 พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ในขณะนั้น) ได้รับร้องเรียนจากนางสาวธิรวรรณ เขียวงามเพื่อนสนิทของนายพาเทล ระบุว่าถูกกลุ่มบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีความใกล้ชิดกับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ โดยสามารถช่วยเหลือคดีและประกันตัวนายริเทช พาเทล ได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงิน 6 ล้านบาทให้กลุ่มผู้ต้องหา แต่ปรากฏว่านายริเทช พาเทล ก็ยังไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด ซึ่งจากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้สั่งการให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ต้องหาที่แอบอ้างชื่อของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า มีการโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีของพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน และบัญชีอื่นๆ ของบุคคลในครอบครัว รวมถึงบัญชีของนายวิทยา สมศรีษมสกุล ซึ่งเชื่อได้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำในการกระทำความผิดดังกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ชี้มูล



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช. สุราษฎร์ฯ ลุยเกาะพะงัน! สั่งฟัน จนท.รัฐเอี่ยวขบวนการบุกรุกป่า
ป.ป.ช. สุราษฎร์ฯ ลุยเกาะพะงัน! สั่งฟัน จนท.รัฐเอี่ยวขบวนการบุกรุกป่า