ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 3 พิพากษาแล้ว คดีทุจริตจัดซื้อสื่อการเรียนรู้ 17.3 ล. สั่งลงโทษหนักจำคุกคนละ 6 ปี 'มนตรี ชาลีเครือ' อดีตนายกอบจ.ชัยภูมิ-พวก ไม่รอลงอาญา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายมนตรี ชาลีเครือ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยภูมิ และ นายมณเฑียร เลิศรัฐการ อดีตรองนายก อบจ.ชัยภูมิ กรณีกล่าวหากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โครงการจัดซื้อสื่อการเรียนรู้ชุดพัฒนาทักษะภาษาเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน ตามโครงการพัฒนาทักษะภาษาสู่ประชาคมอาเซียน งบประมาณ 17,360,200 บาท โดยวิธีพิเศษ ทั้งที่สามารถดำเนินการจัดซื้อด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ส่อไปในทางทุจริต
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาว่า นายมนตรี ชาลีเครือ จำเลยที่ 1 และนายมณเฑียร เลิศรัฐการ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฏหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี
คดีนี้ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ฟ้องแทน ป.ป.ช. บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันดำเนินโครงการจัดซื้อสื่อการเรียนรู้ภาษาอาเซียนให้แก่โรงเรียนในสังกัด อบจ.ชัยภูมิ โดยมีการโอนงบประมาณรายจ่ายจำนวน 17,360,200 บาท มาตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ เพื่อจัดซื้อหนังสือพจนานุกรมพูดได้ หนังสือประโยคสนทนาภาษาอาเซียนหลายระดับ และปากกาพูดได้ชุด WIZER ASEAN LANGUAGE LEARNING
ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความต้องการของโรงเรียนเป็นหลัก แต่มีผู้ประกอบการนำเสนอข้อมูลสื่อการเรียนรู้มาก่อน จากนั้นจึงมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำโครงการ บรรจุในแผนพัฒนาสามปี และโอนงบประมาณเพื่อรองรับการจัดซื้อ
ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การจัดซื้อโดย “วิธีพิเศษ” โดยศาลเห็นว่า การจัดซื้อดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเจ้าหน้าที่พัสดุและผู้อำนวยการกองพัสดุฯ ได้ทักท้วงแล้วว่า สามารถดำเนินการด้วยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ได้ทันตามกรอบเวลา และสื่อการเรียนรู้ดังกล่าวไม่ใช่พัสดุที่ต้องจัดซื้อโดยเร่งด่วน
นอกจากนี้ คำพิพากษายังระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อมีการทักท้วงการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ได้มีการย้ายผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในกองพัสดุฯ ไปช่วยราชการที่อื่น และแต่งตั้งบุคคลอื่นมารักษาราชการแทน เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อเดินหน้าต่อไป ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ หลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบางราย
ศาลพิเคราะห์ว่า หาก อบจ.ชัยภูมิดำเนินการจัดซื้อด้วยวิธีที่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างแท้จริง ราชการอาจได้ราคาที่ต่ำกว่าที่จัดซื้อจริง การใช้วิธีพิเศษโดยไม่มีเหตุจำเป็นจึงทำให้รัฐเสียโอกาสในการประหยัดงบประมาณ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
ท้ายที่สุด ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เดิม และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เดิม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี
สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลในช่วงเดือนเมษายน 2567 และได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฏหมาย โดยโครงการจัดซื้อสื่อการเรียนรู้ชุดพัฒนาทักษะภาษาเกี่ยวกับประเทศ สมาชิกอาเซียน วงเงิน 17,320,000 บาท เป็นหนึ่งในโครงการการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน ในช่วงปี 2557 ของ อบจ.ชัยภูมิ จากจำนวนกว่า 12 สัญญา วงเงินกว่า 100 ล้านบาท ที่ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของเอกชนกลุ่มหนึ่งที่เข้าเสนอราคางาน และมีข้อมูลธุรกรรมบางส่วนเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงาน และมีการส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. รับไปไต่สวนตามขั้นตอนทางกฎหมาย
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้ง 2 ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก




