ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'จรูญรัตน์ จันทร์เพ็ง' อดีตนายก อบต.บ้านหว้า ขอนแก่น ทุจริตเบิกจ่ายเงินโครงการฝึกอบรมศึกษาดูงานพัฒนาบุคลากร ผู้บริหาร สมาชิกสภา พนักงาน ผู้นำชุมชน ปี 2554 เป็นเท็จ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน พวก 3 ราย โดนโทษด้วย แต่ได้รอลงอาญา หลังรับสารภาพ ยกเหตุต้องการนำงบประมาณไปใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ชาวบ้านที่เข้าอบรมมีที่พัก-อาหารเพียงพอ บรรเทาผลร้ายคืนเงินแล้ว ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายจรูญรัตน์ จันทร์เพ็ง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านหว้า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กับพวก ทุจริตเบิกจ่ายเงินโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาบุคลากร ผู้บริหาร สมาชิกสภา พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง และผู้นำชุมชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหว้า ประจำปีงบประมาณ 2554 อันเป็นเท็จ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151, 157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ นายจรูญรัตน์ จันทร์เพ็ง เป็นจำเลยที่ 1 , นางสุภา แก้วชัยภูมิ จำเลยที่ 2 , นางเย็นแข จันทะรี จำเลยที่ 3 และ นางสาวสุดาสวรรค์ นามมนตรี จำเลยที่ 4
ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำพิพากษาดังนี้
1.จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) จำคุก 5 ปี และปรับ 40,000 บาท
2.จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 (เดิม) และมาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 147 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 40,000 บาท
3.จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 26,000 บาท
4.จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง
คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท
คงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท
จำเลยที่ 3 และที่ 4 คงจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 13,000 บาท
5.พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสี่ของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า ได้ความจากคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิด ก็เพราะต้องการนำเงินงบประมาณไปใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านที่เข้าอบรมมีที่พักและอาหารเพียงพอ
ภายหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่ร่วมกันบรรเทาผลร้ายด้วยการคืนเงินจำนวน 30,550 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหว้าแล้ว ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน เลขที่ 096 ลงวันที่ 9 กันยายน 2568 เอกสารท้ายคำแถลงของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 และเอกสารท้ายคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568
นิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยทั้งสี่ไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยทั้งสี่ได้กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี คุมประพฤติจำเลยทั้งสี่ไว้คนละ 1 ปี
โดยกำหนดเงื่อนไขให้มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ หรือทางจอภาพผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร จำนวน 4 ครั้ง ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30
6.ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงินจำนวน 30,550 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหว้า ผู้เสียหายด้วยนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหว้า ผู้เสียหายแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




