เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'วัฒนา แพกุล' อดีตผู้อำนวยการกองวิศวกรรมบำรุงรักษา สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 นครศรีธรรมราช เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อหาประโยชน์นำรถยนต์ตนเองให้หน่วยงานเช่าโดยมิชอบ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี รู้สึกผิดรับสารภาพ ลดเหลือ 2 ปี 6 เดือน ได้รอลงอาญา เหตุไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง ให้โอกาสกลับตัว - ป.ป.ช.เห็นควรอุทธรณ์สู้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายวัฒนา แพกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิศวกรรมและบำรุงรักษา สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคใต้) จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อหาประโยชน์ โดยนำรถยนต์ของตนเองให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคใต้) จังหวัดนครศรีธรรมราช เช่าโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 11 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาดังนี้
1. นายวัฒนา แพกุล จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 11 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 บทที่มีโทษหนักที่สุด ตามหลักกฎหมายว่าด้วยกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 40,000 บาท
2.จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท
3.พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่ารถยนต์คันที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเช่ามาใช้นั้นเป็นรถยนต์ออกใหม่ป้ายแดง สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ของการเช่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าค่าเช่ารถยนต์ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จ่ายไปนั้นเป็นค่าเช่าที่สูงเกินความเป็นจริง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้นำรถยนต์คันที่เช่าไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่ปรากฏความเสียหายที่เป็นตัวเงิน
จำเลยรู้สึกความผิดโดยให้การรับสารภาพ มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ทำงานเป็นกิจจะลักษณะนิสัย และความประพฤติไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้ทำงานบริการสังคมหรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 กรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกจำเลย
สำหรับ มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ระบุว่า ผู้ใดเป็นพนักงานขององค์การ บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐ และมีหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อ การทำ การจัดการ หรือการรักษาทรัพย์สินใด ๆ หากใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การหรือหน่วยงานนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 40,000 บาท
สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดคดีนี้ ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ปรากฏว่า เมื่อปี 2553 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคใต้) จังหวัดนครศรีธรรมราชมีความต้องการที่จะจัดหาเช่ารถยนต์เพื่อใช้งานในโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบนำจ่าย โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดหาเพื่อเช่ารถยนต์ คือ กองวิศวกรรมและบำรุงรักษา ซึ่งมีนายวัฒนา แพกุล ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้อำนวยการกอง ผู้ถูกกล่าวหาต้องการมีรถยนต์ส่วนตัวเพื่อไว้ใช้งานและครอบครองเป็นของตนเอง แต่ไม่อยากจะใช้เงินส่วนตัวในการเช่าซื้อรถยนต์ จึงอาศัยมูลเหตุที่มีโครงการดังกล่าว ขอให้นายนพวงค์ คันฉ่อง ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นน้องภรรยาตนเอง เช่าซื้อรถยนต์แทน เพื่อนำรถยนต์มาให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคใต้) จังหวัดนครศรีธรรมราชเช่า ซึ่งอยู่ในอำนาจของผู้ถูกกล่าวหาที่จะเป็นผู้ที่มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าได้เอง และอยู่ในกรอบวงเงินงบประมาณที่จะทำสัญญาเช่าไม่เกิน 300,000 บาท
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง เห็นชอบว่าการกระทำของนายวัฒนา แพกุล ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ฐานเป็นพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง และฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 11 และมีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่สนับสนุนนโยบายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




