News Logo
หน้าแรก
ปิดฉาก สส.‘อนุรักษ์’ เรียก 5 ล.! ศาลฎีกาไม่รับคำร้องขอให้รื้อคดีใหม่

ปิดฉาก สส.‘อนุรักษ์’ เรียก 5 ล.! ศาลฎีกาไม่รับคำร้องขอให้รื้อคดีใหม่

8 ส.ค. 2569 11:03
ผู้ชม 88 คน

ปิดฉากบริบูรณ์! คดี ‘อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์’ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เรียกรับสินบน 5 ล. อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แลกผ่านงบฯ ล่าสุดองค์คณะฯ ที่ประประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ครั้ง 2  จบสิ้นบริบูรณ์

สืบเนื่องจาก นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย  ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุก 6 ปี   และให้พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่ 19 เม.ย. 2565 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งและเลือกตั้งเป็น ส.ส.  สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ กรณีเรียกรับเงินจำนวน 5 ล้านบาท จากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแลกกับการผ่านงบประมาณ (คดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 8/2566  วันที่ 25 เม.ย. 2566)  ต่อมาองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลฎีกา (คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.7/2566 หมายเลขแดงที่ อม.อธ.5/2567  วันที่ 9 ก.ค. 2567)

ต่อมานายอนุรักษ์ยื่นคำร้องและแก้คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ รฟ อธ1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ รฟ อธ 1/2569 วันที่ 9 กรกฎาคม 2569  มีคำสั่งไม่รับคำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ไว้พิจารณา กับให้ยกคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เรียบเรียงรายละเอียดดังนี้

@ เปิดรายละเอียดคำพิพากษา

ศาลฎีกา วันที่  9 กรกฎาคม 2569  ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ จำเลย 

เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่)

จำเลย โต้แย้งคัดค้าน คำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 26 กันยายน 2568

@ ที่มาแห่งคดี

 คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกา โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษา ว่า จำเลย (นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 173 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 149 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 6 ปี กับให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 19 เม.ย.2565 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้จำเลยหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

จำเลยยื่นคำร้องและแก้คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 29 และยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยว่า มาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 และมาตรา 46 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 

@ ศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องมาครั้งหนึ่งแล้ว

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณา เนื่องจากกรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ไม่มีเหตุที่จะขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และไม่จำต้องส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ  

จำเลย ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยว่า มาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2)

@ จำเลยใช้สิทธิครบถ้วนสมบูรณ์ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยแล้ว

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิเคราะห์คำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ประกอบคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ของจำเลยแล้ว มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า มาตรา 195 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นในศาลฎีกาเป็นการเฉพาะเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐให้เกิดความรวดเร็ว จึงกำหนดให้วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นระบบไต่สวน เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง พ.ศ.2560 ได้บัญญัติเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า เพื่อกำหนดวิธีพิจารณาพิพากษาและการอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมทั้งการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สำหรับคดีที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28  ถ้าศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยมีสิทธิที่จะขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ตามมาตรา 29 บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 28 และมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิด ถ้าภายหลังจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญจำเลยจะมาแสดงตนต่อศาลและยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แต่ต้องยื่นเสียภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้ศาลมีอำนาจสั่งซื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ตามที่เห็นสมควร คำสั่งของศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด  

ในส่วนองค์คณะผู้พิพากษา แบ่งออกเป็นองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตรวจคำร้องกับองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัย โดยข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2562 ข้อ 31 วรรคสองให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา และไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อนจำนวนเก้าคนทำหน้าที่เป็นองค์คณะตรวจคำร้อง ไต่สวน มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ คำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าว มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ข้อกำหนดดังกล่าวข้อ 31 วรรคสาม กำหนดให้ดำเนินการเลือกองค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา 11 ที่ไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน เพื่อทำหน้าที่ไต่สวนพยานหลักฐานใหม่และมีคำวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต่อไปอีกชั้นหนึ่ง

เห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลยและมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมกับมาแสดงตนต่อศาลด้วย ส่วนเหตุที่จะยกขึ้นอ้างในคำร้องต้องเป็นกรณีที่ภายหลังศาลมีคำพิพากษา จำเลยมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

@ คดีถึงที่สุดไปแล้ว-ไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย   

เมื่อคดีนี้ จำเลยมาศาลโดยศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจนแล้วเสร็จ ทั้งใช้สิทธิอุทธรณ์จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษา คดีถึงที่สุด โดยศาลออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดแก่จำเลยแล้ว สิทธิของจำเลยย่อมบริบูรณ์ยิ่งกว่าจำเลยที่ไม่ได้มาศาล กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นคนละกรณีกัน ไม่ต้องด้วยเหตุตามมาตรา 28 ที่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 29 ได้ ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้วินิจฉัยแล้ว

ดังนั้น เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา คำสั่งย่อมเป็นที่สุดตามข้องกันดูเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2562 ข้อ 31 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วย่อมไม่มีคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาที่จะต้องส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกต่อไป

จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ของจำเลยไว้พิจารณา กับให้ยกคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” คำสั่งศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำที่ รฟ อธ 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ รฟ อธ 1/2569 ลงวันที่ 9 ก.ค.2569 ระบุ

ปิดฉากอย่างสมบูรณ์

@ ย้อนคำพิพากษาจำคุก 6 ปี

กล่าวหรับคำพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท  (คดีหมายเลขแดงที่ อม. 8/2566 วันที่ 25 เม.ย.2566)  มีสาระสำคัญดังนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การกระทําของจําเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่

เห็นว่า จําเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 ใน คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว จึงเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าพนักงานของรัฐตาม

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติให้กําหนดกรอบแนว ทางการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 ดังนี้

1. ขอบเขตอํานาจหน้าที่ในการพิจารณางบประมาณ

2. กรอบแนวทางในการพิจารณา

และ 3. หลักเกณฑ์การปรับลดงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จํานวน 9 ข้อ ตามเอกสารหมาย จ.19 หน้า 926 ถึง 932 จําเลยในฐานะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 ย่อมมีอํานาจหน้าที่เสนอความเห็นตามกรอบแนวทางการพิจารณา รวมถึงสามารถเสนอความเห็นในการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติเห็นชอบได้และ เสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาต่อไป ดังนั้น จําเลยจึงสามารถซักถามและเสนอความเห็นต่อที่ประชุมได้ และมีสิทธิลงมติในทุกขั้นตอนของการพิจารณางบประมาณ โดยเฉพาะในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญฯ จําเลยมีสิทธิชี้แจงเสนอความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณต่อที่ประชุม หากจําเลยยังติดใจในงบประมาณส่วนใดก็มีสิทธิขอสงวนความเห็นเพื่ออภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย

และข้อนี้นายสรเดช ธรรมสาร นิติกรชํานาญการ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี สํานักกรรมาธิการ 1 สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และผู้ช่วยเลขานุการ ประจําคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 เป็นพยานเบิกความว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังคงมีอํานาจพิจารณาปรับลดงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการมาแล้วหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ หน่วยงานที่ถูกปรับลดงบประมาณสามารถยื่นอุทธรณ์ผลการพิจารณาของคณะ อนุกรรมาธิการต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ ซึ่งข้อเท็จจริงก็ฟังเป็นยุติว่า ท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ได้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล 15,000,000 บาท ตามที่คณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 เสนอ ดังนี้

แม้จําเลยเพียงคนเดียวจะไม่มีอํานาจเด็ดขาดในการปรับลดงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดังที่จําเลยอ้าง เพราะผลการพิจารณาต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมก็ตาม แต่การเสนอความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณในขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นอํานาจหน้าที่ของจําเลยซึ่งจําเลยอาจเสนอความเห็นให้คุณหรือให้โทษแก่งบประมาณของหน่วยราชการที่พิจารณา การที่จําเลยโทรศัพท์ไปเรียกเงินและของานจากนายศักดิ์ดาในการพิจารณางบประมาณของ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ย่อมเป็นการกระทําในตําแหน่งและอยู่ในอํานาจหน้าที่ของจําเลยโดยตรง การกระทําของจําเลยดังกล่าวจึงเป็นการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับ จําเลยโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งของจําเลย ไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และราชการ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้อง อนึ่ง เมื่อการกระทําของจําเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 173 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็นบท เฉพาะแล้ว จึงไม่จําต้องปรับบทความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

อนึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “...ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทําความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคําพิพากษานั้น พ้นจากตําแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้” และวรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ”

เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าว ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่า จําเลยกระทําความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ย่อมมีผลให้จําเลยพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่ 19 เมษายน 2565 อันเป็นวันที่ศาลมีคําสั่งให้จําเลยหยุดปฏิบัติหน้าที่ในคดีนี้ และต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ กับให้ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่เนื่องจากในคดีหมายเลขแดงที่ คมจ. 1/2566 ของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน (จําเลยคดีนี้) มีกําหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2566 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคําพิพากษาในคดีดังกล่าว ซึ่งการกระทําในคดีดังกล่าวเป็นการกระทําเดียวกันกับคดีนี้ จึงเห็นสมควรไม่สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจําเลยในคดีนี้อีก

@ จำคุก 6 ปี - ห้ามเป็นนักการเมืองตลอดชีวิต

พิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 173 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 การกระทําของจําเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149  อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 องค์คณะ ผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ลงโทษจําคุก 6 ปี กับให้จําเลยพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่ 19 เมษายน 2565 อันเป็นวันที่ศาลมีคําสั่งให้จําเลยหยุดปฏิบัติหน้าที่ในคดีนี้ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจําเลยตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง  (คดีหมายเลขแดงที่ อม. 8/2566 วันที่ 25 เม.ย.2566) 

a1111

ภาพ1

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีกา
อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.ชี้มูล 'สยาม'สส.บึงกาฬ คดีจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ10 ล. -อ้างไม่มีเจตนา
ป.ป.ช.ชี้มูล 'สยาม'สส.บึงกาฬ คดีจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ10 ล. -อ้างไม่มีเจตนา