เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'เฉลียว พงศาปาน' อดีต ผอ.โรงเรียนพรตพิทยพยัต กทม. ทุจริตต่อหน้าที่ ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้รอลงอาญา โทษจำคุก 28 ปี 224 เดือน -ปรับเงินเพิ่ม 84,000 บาท - ป.ป.ช.เห็นชอบไม่ฎีกาสู้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายเฉลียว พงศาปาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัต กรุงเทพมหานคร กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
จากเดิม
ที่มีคำพิพากษาว่า นายเฉลียว พงศาปาน จำเลย มีความผิดตามมาตรา 147 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามมาตรา 91 รวม 14 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี
ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม
คงจำคุกกระทงละ 6 ปี 16 เดือน รวม 14 กระทง
คงจำคุก 28 ปี 224 เดือน
แก้เป็น
จำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งปรับกระทงละ 9,000 บาท ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 14 กระทง คงปรับ 84,000 บาท
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบไม่ฎีกาคำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ระบุว่า ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 จําเลยได้กระทําความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจําเลยได้รับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนและเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จําเลยมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวโดยต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชําระเงินตามแบบของทางราชการและนําเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเป็นเงินรายได้ของโรงเรียนพรตพิทยพยัต
แต่จําเลยมิได้ดําเนินการดังกล่าวแล้วจำเลยอาศัยอํานาจที่เป็นผู้อนุมัติตามกฎหมายที่นําเข้าบัญชีที่มิได้ดําเนินการตามแบบของทางของทางราชการดังกล่าวเบิกจ่ายเงินจากบัญชีเพื่อจำเลยและบุคคลอื่นโดยเป็นรายจ่ายที่ไม่เหมาะสมหลายรายการอันเป็นการเบียดบังทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแก้ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตต่างกรรมต่างวาระกัน
ขณะที่จําเลยให้การรับว่าได้รับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนตามฟ้อง โดยออกใบเสร็จรับเงินในนามสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต รวมทั้งนำเงินดังกล่าวฝากในบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตจริง
แต่จำเลยทำไปโดยผิดหลงเนื่องจากเป็นแนวปฏิบัติเดิมก่อนที่จำเลยจะมารับตำแหน่งและเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินดังกล่าว ทั้งเคยหารือกับผู้อำนวยการโรงเรียนแล้วว่าสามารถทําได้
โดยโรงเรียนอื่น ๆ ก็กระทําเช่นเดียวกันกับจําเลย นอกจากนี้ได้เคยหารือกับผู้อํานวยการหน่วยตรวจสอบภายใน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กรุงเทพมหานครแล้วว่าสามารถทําได้เช่นกัน ต่อมาเมื่อจําเลยทราบว่าการกระทําตามฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทําได้
จําเลยก็ได้นําเงินระดมทรัพยากรผู้ปกครองนักเรียนแยกไปนําฝากเข้าบัญชีต่างหากให้ถูกต้อง ตามกฎระเบียบแล้วตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 เป็นต้นมา ส่วนการอนุมัติเบิกจ่ายเงินที่โจทก์อ้างว่าไม่เหมาะสม 25 รายการตามฟ้องนั้นเป็นการเบิกจ่ายเงินของสมาคมผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนพรตทิพยัตทั้งสิ้น
โดยการเบิกจ่ายเงินทั้ง 2 ประเภทจะใช้แบบฟอร์มเดียวกันคือแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินระดมทรัพยากรแต่หากเป็นการใช้เงินของผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนพรตพิทยพยัตจะมีการประทับตรายางคำว่า”สมาคมผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนพรตพิทยพยัต”และขีดฆ่าคำว่า “ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินระดมทรัพยากร” แต่กรณีใบเสร็จรับเงินที่ปรากฏในสำนวนไต่สวนมิได้ขีดฆ่าคำว่า “ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินระดมทรัพยากร”ออกน่าจะเป็นการหลงลืมโดยโรงเรียนพรตทิพยัตมีการจัดทำสรุปบัญชีเงินรายรับรายจ่ายระดมทรัพยากรไว้
ส่วนเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์นั้นจำเลยรับว่ามิได้นำเข้าไปเป็นรายได้สถานศึกษาแต่นำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตทิพยัตหรือบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัตเพื่อให้การจัดการเงินเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วอันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการโดยเฉพาะค่าเช่าตามฟ้องข้อ (13) และ (14) ได้นำเงินไปใช้จ่ายในการก่อสร้างห้องน้ำและปรับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนพรตทิพยัตและเมื่อมีเงินเหลือได้นำเข้าบัญชีเป็นรายได้ของสถานศึกษาแล้วจำนวน 448.35 บาท
แม้จำเลยจะปฏิบัติผิดกฎระเบียบแต่มิได้มีเจตนาทุจริตทั้งโรงเรียนพรตทิพยัตไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยทำคุณงามความดีให้กับโรงเรียนพรตพิทยพยัตมากมายจำเลยมิได้ร่ำรวยผิดปกติยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียงตามเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น
แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันเกี่ยวกับผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




