ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 สั่งปรับเงิน บ.เอวิเอ แซทคอมฯ 2.6 แสน คดีกำหนดคุณลักษณะเฉพาะใกล้เคียงกับพัสดุเครื่องตรวจหาสารระยะไกล indicator handset รุ่น GT 200 โดยไม่มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ให้ อบจ.สมุทรปราการ- ป.ป.ช.เห็นชอบตาม อสส. ไม่อุทธรณ์สู้แล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายอำนวย รัศมิทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) กับพวก กำหนดคุณลักษณะเฉพาะใกล้เคียงกับพัสดุเครื่องตรวจหาสสารระยะไกล (indicator handset รุ่น GT 200) โดยไม่มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 , 12 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 และพ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด เป็นจำเลยเพียงรายเดียว
ขณะที่ความผิดตามมาตรา 157 ขาดอายุความไปแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ในความผิดฐานนี้เป็นความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามกฏหมาย ลงโทษตามมาตรา 151
ปรับเงิน 260,000 บาท
หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 29
เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่อัยการสูงสุด (อสส.) หารือไม่อุทธรณ์คำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเครื่อง GT200 คือ อุปกรณ์ตรวจจับวัตถุระเบิดและสารเสพติดที่เคยถูกจัดซื้อโดยหน่วยงานรัฐของไทยหลายแห่ง ก่อนจะถูกพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และคำพิพากษาของศาลต่างประเทศว่าเป็น อุปกรณ์กลลวงที่ไม่มีระบบไฟฟ้าหรือวงจรภายในจริง
ขณะที่ในการสอบสวนไต่สวนคดีของ สำนักงาน ป.ป.ช.นั้น ในช่วงปี 2564 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและสารเสพติด GT200 และ Alpha6 รวม 20 สำนวน จากการไต่สวนทั้งหมด 25 สำนวน มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 ราย โดยถูกชี้มูลความผิดทั้งทางอาญา และทางวินัย โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกชี้มูลเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างฯ และคณะกรรมการตรวจรับงานจ้างฯ ของหน่วยงานนั้น ๆ
หน่วยงานรัฐ ที่มีการจัดซื้อ ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมราชองครักษ์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดน องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระแก้ว อบจ.สมุทรปราการ และกรมศุลกากร รวม 38 สัญญา 848 เครื่อง วงเงิน 767.106 ล้านบาท
โดยกองทัพบก เป็นหน่วยงานที่ขออนุมัติจัดซื้อมากที่สุดจำนวน 12 สัญญา จำนวน 757 เครื่อง วงเงิน 682.60 ล้านบาท ตามมาด้วย กองทัพเรือ จำนวน 8 สัญญา จำนวน 38 เครื่อง วงเงิน 39.30 ล้านบาท , กองทัพอากาศ จำนวน 7 สัญญา จำนวน 26 เครื่อง วงเงิน 20.89 ล้านบาท, กรมราชองครักษ์ 3 สัญญา 8 เครื่อง วงเงิน 9 ล้านบาท ,สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม 3 สัญญา 6 เครื่อง วงเงิน 6.80 ล้านบาท และ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท จำนวน สัญญา 1 เครื่อง วงเงิน 550,000 บาท
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 1 สัญญา วงเงิน 1,230,000 บาท กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระแก้ว จัดซื้อ 2 เครื่อง วงเงิน 2,380,000 บาท และ อบจ.สมุทรปราการ จัดซื้อ 3 เครื่อง วงเงิน 1,800,000 บาท กรมศุลกากร จัดซื้อจำนวน 6 เครื่อง วงเงินรวม 2,556,000 บาท ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 426,000 บาท
ขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างส่วนใหญ่ใช้วิธีพิเศษ อาทิ วิธีพิเศษ(กรณีจัดซื้อโดยตรงจากผู้ผลิต, วิธีพิเศษกรณีเร่งด่วน , วิธีพิเศษ กรณีข้อจำกัดทางเทคนิค ต้องระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะ
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561 เคยปรากฏข่าว ศาลแขวงดอนเมืองอ่านคำพิพากษาในคดีอาญา ระหว่างกรมราชองครักษ์ ที่มีอัยการคดีพิเศษที่ 1 เป็นโจทก์กับบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด และกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-4 จากกรณีบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด และสารเสพติด หรือเครื่อง GT200 แต่ปรากฎว่าไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งกรมราชองครักษ์ซื้อเครื่อง GT200 รวม 3 สัญญา รวมวงเงิน 9 ล้านบาท
ศาลพิพากษาให้นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหารบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ในฐานะจำเลยที่ 2 รับโทษจำคุกกรรมละ 3 ปี รวม 3 กรรมคงจำคุก 9 ปี ปรับกรรมละ 6,000 บาท รวมปรับ 18,000 บาท ตามความผิดมาตรามาตรา 347 ประกอบ มาตรา 83 ต่อมานายสุทธิวัฒน์ก็ได้ใช้หลักทรัพย์ประกันตัวเพื่อจะขออุทธรณ์คดีด้วยเงินสดจำนวน 9 แสนบาท
ส่วนจำเลยอื่นได้แก่ บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด จำเลยที่ 1 นายเดชพิภัทร์ วัฒนกิจ จำเลยที่ 3 และ นางศศกร ปลื้มใจ จำเลยที่ 4 ศาลพิพากษาให้ยกฟ้อง
ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เผยผลคำพิพากษาคดีพิเศษกรณีบริษัทเอกชนที่เป็นตัวแทนผู้ผลิต ผู้จําหน่าย หรือตัวแทนจําหน่าย เครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย GT200 และ ALPHA 6 มีพฤติการณ์ฉ้อโกงหรือลวงขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ต้องสงสัยที่ไม่มีคุณภาพตามที่กล่าวอ้าง กับหน่วยงานของรัฐ ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 ศาลแขวงดอนเมือง ได้อ่านคำพิพากษาในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 218/2555 คดีระหว่าง กองทัพบก โดย กรมสรรพาวุธทหารบก ผู้กล่าวหา กับ บริษัท เอวิเอ แซทคอม จากัด กับพวก ผู้ต้องหา โดยศาลเห็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามที่อัยการโจทก์ฟ้อง จึงพิพากษาจำคุก นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ กรรมการบริษัท ในฐานะส่วนตัว กรรมละ 3 ปี รวม 12 กรรม รวมจำคุก 36 ปี แต่ตามกฎหมายอาญากำหนดให้จำคุกได้ไม่เกิน 10 ปี ปรับ บริษัทเอวิเอฯ ในฐานะนิติบุคคล กรรมละ 6,000 บาท รวม 12 กรรม รวมปรับ 72,000 บาท ส่วนจำเลยอื่น ให้ยกฟ้อง
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ได้ตัดสินคดีความแพ่งระหว่าง กรมราชองค์รักษ์ ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ กับ บริษัทเอวีเอ แซทคอม จำกัด ในฐานะจำเลยที่ 1 นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ จำเลยที่ 2 นายเดชพิภัทร์ วัฒนกิจ จำลยที่ 3 นางศศกร ปลื้มใจ จำเลยที่ 4 และ น.ส.พันธวีทรัพย์ สุดยาใจ จำเลยที่ 5 ในคดีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดและยาเสพติดรุ่น GT200 จำนวน 2 ชุด วงเงิน1.8 ล้านบาท เครื่องตรวจสารระยะไกลและอุปกรณ์ยี่ห้อ Global Technical รุ่น GT200 จำนวน 3 ชุด วงเงิน 3.6 ล้านบาท เครื่องตรวจหา สสาร ระยะไกลและอุปกรณ์ยี่ห้อ โกลบอล รุ่น จีที 200 จำนวน 30 ชุด วงเงิน 3.6 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 9 ล้านบาท ที่มีปัญหาไม่สามารถใช้การได้
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ศาลแพ่ง ได้มีคำพิพากษาให้ บริษัท เอวีเอ แซทคอมฯ ชำระเงินจำนวน 9 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนกรมราชองค์รักษ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โดยศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจําเลยที่ 1 ในข้อที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นกําหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยไม่ได้กล่าวเฉพาะเจาะจงว่าขาดอายุความเรื่องใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องวินิจฉัยทุกประเด็นที่เกี่ยวกับอายุความ คดีนี้โจทก์ทราบเรื่องที่เครื่องตรวจจับอาวุธ ไม่สามารถทํางานได้เมื่อวันที่ 2 และ 3 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ภายในเวลา 1 ปี นับแต่ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 โจทก์ก็นําคดีมาฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ
จําเลยที่ 1 ไม่อาจทราบรายละเอียดสินค้าได้ทุกประเภท จึงไม่ทราบว่าเครื่องตรวจจับอาวุธดังกล่าวมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงไม่อาจอ้างเรื่องสําคัญผิดในสาระสําคัญของนิติกรรมเพื่อให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะได้หรือไม่นั้น ไม่เป็นปัญหาสําคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244 วรรคสองและข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 13 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 51
จึงมีคําสั่งไม่อนุญาตให้จําเลยที่ 1 ฎีกา ยกคําร้องและไม่รับฎีกาของ จําเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จําเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกา
ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะมีการตรวจสอบพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2563-2564 บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ยังได้งานจาก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ ไปจำนวน 12 สัญญา รวมวงเงิน 54.43 ล้านบาท หลายสัญญาใช้วิธีการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงอีกด้วย
ทั้งที่ บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด มีข้อพิพาทต่อสู้คดีในชั้นศาลกับหน่วยงานรัฐ และแพ้คดีไปแล้ว ผู้บริหารถูกตัดสินจำคุกหลายปี จึงนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่าหลังจากแพ้คดีขาย เครื่องจีที 200 แล้ว บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ถึงยังไม่ถูกขึ้นบัญชีดำผู้ทิ้งงาน (Blacklist) และยังขายสินค้าจำนวนมากให้กับ กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ ได้ ก่อนที่เรื่องนี้จะเงียบหายไป




