News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาทุจริตเลือก สว.ชลบุรี สมยอมจับคู่แลกคะแนนผ่านไลน์

เปิดคำพิพากษาทุจริตเลือก สว.ชลบุรี สมยอมจับคู่แลกคะแนนผ่านไลน์

21 ส.ค. 2569 22:13
ผู้ชม 15 คน

"...'เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ มาจับคู่เลือกกันนะคะ' 'ยินดีค่ะ จับมือแน่นะคะ' จากการไต่สวนผู้คัดค้านทั้งสองให้ถ้อยคำรับว่า บทสนทนาดังกล่าวเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการสมยอมลงคะแนนให้แก่กันโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมิได้ลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย..."

สำนักข่าว Next News ติดตามรายงานคดีทุจริตเลือก สว. จึงสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รายงานคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีการทุจริตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีลักษณะเป็น 'เครือข่ายจัดตั้ง' ที่มีการจ้างให้คนลงสมัครเลือกตั้ง สว.เพื่อเข้าไปลงคะแนน และการวางแผนแลกคะแนน โดยนัดประชุมและเขียนลูกศรโยงชื่อผู้สมัครสว. ไปแล้ว

1784205770880-0cacaf5beb914812 (1)

เปิดคำพิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี 'กำพล' ทุจริตเลือกสว.-จ้างคนสมัครโหวตให้

จากการสืบค้นคำพิพากษาเพิ่มเติม พบคำพิพากษาที่น่าสนใจ โดยคดีนี้เป็นคำพิพากษาคดีเลือกตั้งสว. จังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 47/2568 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง กับ นางสาวกัญจน์ปริยา ปิยทัศน์ภูรี ผู้คัดค้านที่ 1 และ นางสาวเบญจวรรณ อินทรารักษ์สกุล ผู้คัดค้านที่ 2

เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง)

มีรายละเอียดดังนี้

@ กกต. ร้องสองผู้สมัคร สว.ชลบุรี สมยอมแลกคะแนน-ฝ่าฝืนกฎหมาย

สรุปคำร้อง: ก่อนประกาศผลการเลือก ผู้ร้องได้รับคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านทั้งสองสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนกันหรือสมยอมกันในการลงคะแนนเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็นการแนะนำตัวที่มิได้เป็นการปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการสมยอมโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่

@ แชตไลน์ชี้ชัด "จูยังไม่มีคู่-เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลย"

จากการไต่สวนพยานหลักฐานและภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์การสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ ได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 นางสาวฉันทนีย์ ตั้งธนปารมี ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดชลบุรี กลุ่มที่ 4 หมายเลข 5 ให้ถ้อยคำว่า มีการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งใช้ชื่อว่า "G 4/8 ****" กับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งใช้ชื่อว่า "หมอ****^-^Bj"

โดยผู้คัดค้านที่ 1 ส่งข้อความถึงผู้คัดค้านที่ 2 ว่า "จูยังไม่มีคู่ ขอแนะนำตัวค่ะ"

ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งข้อความตอบกลับผู้คัดค้านที่ 1 ว่า:

> "หมอกำลังหา อยู่พอดีเลยค่ะ"

> "ขอโทษที่ตอบไลน์ช้า พอดีติดธุระอยู่ค่ะ"

> "เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ มาจับคู่เลือกกันนะคะ... อาทิตย์นี้"

และผู้คัดค้านที่ 1 ส่งข้อความตอบกลับผู้คัดค้านที่ 2 ว่า "ยินดีค่ะ จับมือแน่นะคะ"

จากการไต่สวนผู้คัดค้านทั้งสองให้ถ้อยคำรับว่า บทสนทนาดังกล่าวเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการสมยอมลงคะแนนให้แก่กันโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมิได้ลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 107 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 11 และมาตรา 13

@ แลกคะแนนสำเร็จ ส่งผลให้ผ่านเข้ารอบเป็น 5 คนแรกกลุ่มสาธารณสุข

จากรายงานการสืบสวนและไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในการเลือกระดับจังหวัด:

ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับคะแนนจากการเลือกตนเอง 1 คะแนน จากผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 1 คะแนน และจากนางสาวฉันทนีย์ 1 คะแนน รวม 3 คะแนน

ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับคะแนนจากการเลือกตนเอง 1 คะแนน และจากผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1 คะแนน รวม 2 คะแนน

ส่งผลให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับห้าคนแรกที่เป็นผู้ได้รับเลือกขั้นต้นของกลุ่มสาธารณสุข กลุ่มที่ 4 ตามประกาศผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด จังหวัดชลบุรี

@ สมยอมจับคู่แลกคะแนนคือการ "ทุจริต" แม้ไม่มีประโยชน์ทางทรัพย์สิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 266 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่

เห็นว่า การสมยอมโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกันของผู้คัดค้านทั้งสอง แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน แต่การกระทำอันเป็นการทุจริต ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 นั้น มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินที่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง "การแสวงหาคะแนนจากผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยการกระทำที่มิชอบ" ด้วยเช่นกัน

การจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกันของผู้คัดค้านทั้งสองทำให้ได้รับคะแนนซึ่งกันและกันเป็นผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ตนเองได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทำให้ผู้สมัครรายอื่นได้รับความเสียหายและไม่เป็นธรรม และทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มเพื่อต้องการคนดีและบุคคลที่เหมาะสมซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพที่หลากหลายเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างชัดเจน

@ อ้าง "ระเบียบแนะนำตัวถูกเพิกถอน" ศาลชี้องค์ประกอบต่างกัน

ส่วนประเด็นข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านทั้งสองที่อ้างว่า คำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 971-972/2567 ที่สั่งเพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ข้อ 3, 7, 8, 11 (2) และ (3) ส่งผลให้การแลกคะแนนกันสามารถกระทำได้และไม่ทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม นั้น

เห็นว่า คำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวมุ่งเพิกถอนระเบียบแนะนำตัวของ กกต. เนื่องจากระเบียบดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแนะนำตัวของผู้สมัครเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แต่ "การแนะนำตัว" กับ "การสมยอมโดยจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน" มีองค์ประกอบของการกระทำที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และระเบียบแนะนำตัวที่ถูกเพิกถอนไปนั้นก็ไม่ได้มีข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการสมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน คำพิพากษาศาลปกครองกลางจึงไม่ได้มีผลทำให้การสมยอมโดยจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกันสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ แชตสนทนาการสมยอมจับคู่แลกคะแนนกันในแอปพลิเคชันไลน์นั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้คัดค้านทั้งสองกระบวนการแนะนำตัวเสร็จสิ้นไปแล้ว (หลังส่งรูปใบ สว. 3 และโปสเตอร์แนะนำตัว) พฤติการณ์นี้บ่งชี้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองทราบและเข้าใจเป็นอย่างดีว่า "การแนะนำตัว" กับ "การสมยอมโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนน" เป็นคนละกรณีกัน ข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้านทั้งสองในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

@ ข้ออ้างเชื่อเลขาฯ กกต.ฟังไม่ขึ้น-พี่ชายเคยเตือนแล้ว

สำหรับข้ออ้างที่ว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการตกลงแลกเปลี่ยนคะแนนกันโดยสุจริต เพราะเชื่อถือความคิดเห็นของนายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงาน กกต. ที่โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทำนองว่าการสมยอมจับคู่แลกคะแนนไม่เป็นความผิดทางกฎหมาย นั้น

เห็นว่า นายแสวงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวโดยสรุปว่า การกำหนดคำนิยามคำว่า แนะนำตัวเป็นเพียงเครื่องมือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกแบบเพื่อใช้ในการดูแลการแนะนำตัว โดยหากผู้สมัครไม่ทำตามระเบียบดังกล่าวถือว่าเป็นการแนะนำตัวไม่เป็นไปตามระเบียบก็จะเป็นความผิด คำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวที่ให้เพิกถอนคำนิยามดังกล่าว จะมีผลทำให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทำงานยากขึ้นเพราะขาดเครื่องมือตามมาตรา 36 ประกอบมาตรา 70 และมาตรา 77 นั้น เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวเท่านั้น ประกอบกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางที่วินิจฉัยก็ไม่มีผลทำให้การสมยอมโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกันสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

ประกอบกับในทางไต่สวนปรากฏว่า นายอานันท์ อินทรารักษ์สกุล ซึ่งเป็นพี่ชายและอาศัยอยู่ในรั้วบ้านเดียวกับผู้คัดค้านที่ 2 และทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลกลุ่มไลน์รวมถึงผู้ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่สมาชิกกลุ่มได้เบิกความว่า ตนเองรู้อยู่แล้วว่าผู้สมัครไม่สามารถแลกเปลี่ยนคะแนนกันได้ และได้แจ้งเตือนและพูดห้ามในกลุ่มไลน์แล้วว่า "การแลกเปลี่ยนคะแนนไม่ควรทำ" ซึ่งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นสมาชิกกลุ่มไลน์และเข้าร่วมประชุมรับทราบคำแจ้งเตือนดังกล่าว ย่อมต้องทราบดีอยู่แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไต่สวนมา จึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองตัดสินใจกระทำการสมยอมโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกันเพราะเชื่อถือความคิดเห็นของนายแสวง สำหรับข้อต่อสู้ในประเด็นปลีกย่อยอื่น ๆ ของผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีผลทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

@ พิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี

พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดชลบุรี อันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดชลบุรี มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 266 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 จึงให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเวลา 10 ปี

พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวกัญจน์ปริยา ปิยทัศน์ภูรี ผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวเบญจวรรณ อินทรารักษ์สกุล ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตเลือกสว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขุดธุรกิจ ‘ทองเจือ’ ที่ปรึกษา‘อนุทิน’ ถือหุ้น/กก. 5 แห่ง-บ.เนวินด้วย
ขุดธุรกิจ ‘ทองเจือ’ ที่ปรึกษา‘อนุทิน’ ถือหุ้น/กก. 5 แห่ง-บ.เนวินด้วย