News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษา(1) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก พันคดีก๊วนรุกที่เรียก400 ล.

เปิดคำพิพากษา(1) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก พันคดีก๊วนรุกที่เรียก400 ล.

5 ก.ย. 2569 13:46
ผู้ชม 79 คน

"...จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต และมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานตามกฎหมายเช่นกัน ข้อกล่าวหาหลักของคดี คือ ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 14 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ และรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ป.ป.ช...."

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้อำนาจในตำแหน่งตุลาการโดยมิชอบ และมีพฤติการณ์ร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มบุคคล โดยมิชอบ จากการถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

โดยศาลฯ มีคำพิพากษา สั่งลงโทษจำคุก นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 12 เดือน นายยศกฤต ชูศรี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการเป็นประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต จำเลยที่ 2 มีโทษจำคุก 8 เดือน

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

สั่งจำคุก 1 ปี 12 ด. อดีตผู้พิพากษาพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล.

ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มคดีนี้

โดยในตอนแรก จะขอเริ่มต้น นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของจำเลยทั้ง 2 ราย และข้อกฏหมาย ที่เกี่ยวข้องก่อน

คดีนี้อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ (ฟ้องแทน ป.ป.ช.)

นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เป็นจำเลยที่ 1

นายยศกฤต ชูศรี เป็นจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว (ที่ถูกผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต) เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในศาลยุติธรรมหรือสำนักงานศาลยุติธรรม ตามมาตรา 11 วรรคสอง และมาตรา 6 (1) ประกอบมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ประกอบมาตรา 192 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16)

เนื่องด้วยมีคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 4/2553 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2553 เรื่อง การจัดองค์คณะผู้พิพากษาและกำหนดลำดับองค์คณะผู้พิพากษา โดยมีคณะที่ 1 ถึงคณะที่ 9 ซึ่งคณะที่ 1 มีจำเลยที่ 1 และนางสาวเพ็ญประภา ฤทธิ์ปัญญาวงศ์ คณะที่ 8 มีนายพรชัย ลื้อมงคลสิริกุล และนายพฤทธิ์ สันวงค์ และคณะที่ 9 มีนายทวีป เหมะรักษ์ และนายสฤษดิ์ พิพัฒน์วิไลกุล โดยบัญชีเวรชี้-เวรสั่ง ประจำเดือนกันยายน 2553 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 28 กันยายน 2553 เป็นของผู้พิพากษาคณะที่ 9

ดังนั้น ในวันที่ 28 กันยายน 2558 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เวรชี้-เวรสั่ง และไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคำร้องขอออกหมายจับ ตามคำสั่งของศาลจังหวัดภูเก็ตดังกล่าวข้างต้น

และนอกจากนี้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 ข้อ 12 กำหนดว่าให้ผู้ร้องขอหรือเจ้าพนักงานผู้รับหมาย ผู้รับมอบหมายจากผู้ร้องขอนำคำร้องพร้อมเอกสารประกอบตามข้อ 10 หรือข้อ 11 ในซองปิดผนึกประทับตรา "ลับ" ยื่นต่อศาลที่ขอให้ออกหมายนั้น และเมื่อได้รับซองคำร้อง ให้เจ้าหน้าที่ศาลลงเลขรับไว้บนซองและลงสารบบไว้โดยไม่ต้องเปิดซอง แล้วนำซองคำร้องเสนอต่อผู้พิพากษาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว

และในข้อ 19 ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 คำสั่งของศาลในการอนุญาตให้ออกหมายหรือยกคำร้องจะต้องระบุเหตุผลให้ครบถ้วนและชัดแจ้ง

นายยศกฤต ชูศรี จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชาการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการเป็นการประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต ระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2559 นักวิชาการที่ดินชำนาญการ ช่วยราชการเป็นการประจำทางสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 30 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2560 และนักวิชาการที่ดินชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2565 จึงเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ประกอบมาตรา 192 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้มีประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ พ.ศ. 2543 ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรจะได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ดังต่อไปนี้

(1) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมแก่ฐานานุรูป

(2) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติที่มีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท

(3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ทำการให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป

และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้มีประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ พ.ศ. 2563 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และจำนวนการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ พ.ศ. 2563"

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543

ข้อ 4 ในประกาศนี้ "การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา" หมายความว่า การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากบุคคลที่ให้กันในโอกาสเทศกาลหรือวันสำคัญ และให้หมายความรวมถึงการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในโอกาสการแสดงความยินดี การแสดงความขอบคุณ การต้อนรับ การแสดงความเสียใจ หรือการให้ตามมารยาทที่ถือปฏิบัติกันในสังคมด้วย

"ญาติ" หมายความว่า พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ลุง ป้า น้า อา คู่สมรส ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส บุตรบุญธรรม หรือผู้รับบุตรบุญธรรม

"ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้" หมายความว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

ข้อ 5 ห้ามมิให้เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้นอกเหนือจากการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรจะได้ตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

ข้อ 6 เจ้าพนักงานของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปนี้

(1) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใดซึ่งมิใช่ญาติที่มีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท

เมื่อระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2553 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 14 เมษายน 2561 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ดังที่กล่าวไว้ในฟ้องข้างต้น ได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการและกระทำความผิดอันเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรจะได้ตามกฎหมายหรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ....

........................

สรุปข้อมูลส่วนนี้ จะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต และมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานตามกฎหมายเช่นกัน

ข้อกล่าวหาหลักของคดี คือ ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 14 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ และรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ป.ป.ช.

รายละเอียดพฤติการณ์การกระทำความผิด พร้อมคำวินิจฉัยของศาลเป็นอย่างไร ?

ติดตามตอนต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ผู้พิพากษาภูเก็ต
เรียกเงิน
ป.ป.ช.
ศาลอาญาคดีทุจริต
วิชญ์ธรรมนาถ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กมธ. ตามขุดปม 'ทองเจือ' ประสาน มศว. ตรวจข้อสอบ 10 ศูนย์-โยง 'สาคร'
กมธ. ตามขุดปม 'ทองเจือ' ประสาน มศว. ตรวจข้อสอบ 10 ศูนย์-โยง 'สาคร'