News Logo
หน้าแรก
เจาะคำพิพากษาบิ๊กธนาคารอิสลาม (1)อนุมัติสินเชื่อมิชอบ 117.5 ล.อย่างไร?

เจาะคำพิพากษาบิ๊กธนาคารอิสลาม (1)อนุมัติสินเชื่อมิชอบ 117.5 ล.อย่างไร?

11 ก.ย. 2569 11:37
ผู้ชม 52 คน

"...ทุนจดทะเบียนของบริษัทลูกค้ารายนี้แม้มีมากถึง 200,000,000 บาท แต่ทุนดังกล่าวแบ่งเป็นเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น 40,000,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 20 ของทุนทั้งหมด ที่เหลืออีกร้อยละ 80 คิดเป็นทุน 160,000,000 บาท เป็นมูลค่าของใบอนุญาตประกอบการค้าขายในการเดินอากาศและใบรับรองของผู้ดำเนินการเดินอากาศ ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับอนุญาต และมีกำหนดเวลาอนุญาตเพียง 5 ปี จึงไม่แน่ว่าจะสามารถบังคับชำระหนี้ได้หรือไม่..."

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายกฤษดา กวีญาณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ และนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา พร้อมส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

โดยศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในชั้นศาลสูงกว่านี้ได้อีก

สำนักข่าว Next News ตรวจสอบคำพิพากษาตัดสินคดีนี้ พบว่า คดีนี้มีจุดเริ่มจากการอนุมัติสินเชื่อให้ บริษัท ซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด วงเงินรวม 117.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อทั้งที่หลักประกันหลังหักส่วนลดมีมูลค่ารวมเพียง 14,852,000 บาท และรายได้ของบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ความต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีการอนุมัติเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันโดยไม่ปรากฏผลการตรวจสอบภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้อย่างเพียงพอ

ขณะที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนจากการร่วมเสนอขออนุมัติสินเชื่อและชี้แจงข้อมูลต่อที่ประชุม ภายหลังบริษัทเบิกใช้วงเงินสินเชื่อแล้ว ชำระได้เพียงดอกเบี้ยบางส่วน ก่อนผิดนัดและกลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จนนำไปสู่การดำเนินคดีต่ออดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ธนาคารรวม 4 ราย ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ โดยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1-3 ขณะที่จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ธนาคารได้ดำเนินคดีแพ่งกับลูกหนี้และโอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนขาดอายุความ

เบื้องลึก! คดีคุกอดีตปธ.แบงก์อิสลาม อนุมัติสินเชื่อ117 ล. ก่อนหนี้เสีย

ต่อไปนี้เป็นสรุปประเด็นสำคัญในคำพิพากษาคดีนี้ ในประเด็นการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 4 ที่ศาลฯ วินิจฉัยว่า กระบวนการเสนอและอนุมัติสินเชื่อของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ให้แก่ บริษัท ซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด วงเงินรวม 117.5 ล้านบาท มีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลักประกันที่นำมาค้ำสินเชื่อมีมูลค่าต่ำกว่าวงเงินกู้มาก โดยหลักประกันเป็นบ้านและที่ดินมีมูลค่าหลังหักส่วนลดเพียง 4.352 ล้านบาท ขณะที่วงเงินกู้บางส่วนรวม 60 ล้านบาท มีสัดส่วนสินเชื่อต่อหลักประกัน (CTV) สูงกว่า 1,300% และหากรวมวงเงินทั้งหมด CTV สูงถึง 791.14%

ศาลเห็นว่าแม้ระเบียบสินเชื่อจะเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานจำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับที่เพียงพอ ซึ่งกรณีนี้เหตุผลส่วนใหญ่เป็นเพียงการคาดการณ์ว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จในอนาคต และไม่ได้เพิ่มหลักประกันให้เหมาะสมกับความเสี่ยง

นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่า การเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันจาก “นางสาวสุภาพร” เป็น “นายปรีชา กองเกตุ” ด้วยการแจ้งด้วยวาจาในที่ประชุม เป็นการดำเนินการที่ข้ามขั้นตอนการตรวจสอบตามระบบของธนาคาร เพราะไม่มีการตรวจสอบข้อมูลเครดิต ภาระหนี้ หรือวิเคราะห์ฐานะทางการเงินของผู้ค้ำประกันรายใหม่ ทั้งที่ระเบียบ Credit Manual กำหนดให้ต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตของกรรมการ ผู้ถือหุ้น และผู้ค้ำประกันทุกคนก่อนเสนออนุมัติ ศาลระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้กระบวนการ Check and Balance ที่ธนาคารกำหนดไว้ถูกละเลย และเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยไม่มีข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจครบถ้วน

ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

@พิจารณาอนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด

ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด มีขั้นตอนเริ่มนับจากเมื่อลูกค้าติดต่อขอสินเชื่อจากโจทก์ร่วม เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 จะดำเนินการขอรายละเอียดข้อมูลและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ จากลูกค้า รวบรวมแล้วจัดทำรายงานข้อมูลพื้นฐานลูกค้าส่งไปยังฝ่ายสินเชื่อเพื่อวิเคราะห์สินเชื่อให้ความเห็นในประเด็นความเสี่ยงด้านต่าง ๆ พร้อมข้อเสนอแนะ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้องและเพียงพอต่อการตัดสินใจเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ แล้วส่งกลับไปยังฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2

หากเห็นว่าเป็นสินเชื่อที่เข้าข่ายหลักเกณฑ์ที่จะสามารถพิจารณาวงเงินสินเชื่อให้ได้ ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 จะจัดทำความเห็นเปิดประเด็นความเสี่ยงหรือแนวทางลดหรือป้องกันความเสี่ยง

โดยจัดทำบทสรุปผู้บริหารนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการสินเชื่อรายใหญ่และคณะอนุกรรมการสินเชื่อพิจารณาตามลำดับ หากได้รับความเห็นชอบจึงนำเสนอเพื่อขออนุมัติสินเชื่อต่อคณะกรรมการบริหารต่อไป

สำหรับข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 4 เสนอขออนุมัติ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายนี้ โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอำนวยสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ที่กำหนดไว้ว่า ในกรณีหลักประกันต้องคุ้มค่าพอเพียงกับวงเงินที่ขอสนับสนุนสินเชื่อ และกรณียอดขายหรือรายได้จะต้องเป็นรายได้ที่แน่นอนในแต่ละเดือนนั้น

@ชำแหละสินเชื่อ 117.5 ล้าน! หลักประกันบางวงเงินต่ำกว่า 5 ล้าน–CTV พุ่งกว่า 1,300%

สำหรับกรณีหลักประกัน ตามบทสรุปผู้บริหาร เอกสารหมาย จ.53 ได้ความว่า สินเชื่อที่เสนอขออนุมัติรายนี้มีวงเงิน 117,500,000 บาท แบ่งเป็นวงเงินเบิกถอนเงินสด 10,000,000 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจ วงเงินลงทุนระยะยาว 50,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายก่อนการดำเนินธุรกิจ (Pre-Operating) วงเงินหนังสือค้ำประกัน Standby Letter of Credit (L/C) 52,500,000 บาท เพื่อค้ำประกันการเช่าเครื่องบินสำหรับให้บริการแบบประจำทางและเช่าเหมาลำ และวงเงินหนังสือค้ำประกัน (L/G) 5,000,000 บาท เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายสินค้า (น้ำมันเพื่อใช้ขนส่ง)

การเสนอขออนุมัติสินเชื่อรายนี้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอำนวยการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ในกรณีหลักประกันต้องคุ้มค่าพอเพียงกับวงเงินที่ขอสนับสนุนสินเชื่อ

โดยมีหลักประกันเป็นที่ดิน เนื้อที่รวม 143 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยว สูง 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง เลขที่ 39 แขวงหัวหมากใต้ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ราคาประเมินหลังหักส่วนลด 4,352,000 บาท และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินฝากไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของวงเงินหนังสือค้ำประกัน Standby L/C ที่ออกในแต่ละครั้ง ราคาประเมิน 10,500,000 บาท รวมราคาประเมินหลังหักส่วนลด 14,852,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนสินเชื่อต่อหลักประกันหลังหักส่วนลด (CTV) สูงถึงร้อยละ 791.14

หากนับเฉพาะวงเงินเบิกถอนเงินสด 10,000,000 บาท และวงเงินลงทุนระยะยาว 50,000,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ไม่จำต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินฝากไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของวงเงินหนังสือค้ำประกัน Standby L/C ที่ออกในแต่ละครั้ง

ทั้งสองวงเงินดังกล่าวจึงมีเพียงที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน ราคาประเมินหลังหักส่วนลด 4,352,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน CTV สูงมากกว่าร้อยละ 1,300

แม้ตามบทสรุปผู้บริหารมีข้อความระบุว่า มีเงินฝากค้ำประกันร้อยละ 20 ของวงเงินออกหนังสือค้ำประกัน Standby L/C และจะมีเงินฝากทยอยเข้าตามสัญญา รวมทั้งวงเงินลงทุนระยะยาวจะทยอยลดลง ทำให้ CTV ดีขึ้น และมีกรรมการผู้อำนวยการและผู้ถือหุ้นทั้งหมด 3 คน ค้ำประกันเต็มวงเงินสินเชื่อ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นและการคาดการณ์เท่านั้น แม้ตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ (Credit Manual) เอกสารหมาย จ.40 บทที่ 2 ข้อ 2.3.3 (7) วรรคสอง หน้า 654 ระบุว่า มาตรฐานการอำนวยสินเชื่อเป็นเพียงกรอบหรือแนวทางซึ่งควรต้องปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่ใช่กฎ ข้อบังคับหรือข้อห้าม เจื่อสมกับที่จำเลยทั้งสี่ได้ทำการนำสืบต่อสู้ไว้

แต่ระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า การนำเสนอสินเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการอำนวยสินเชื่อจะต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่ดีพอ

@จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้

ซึ่งในส่วนนี้จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า ในการพิจารณาเสนอขออนุมัติและการอนุมัติสินเชื่อจะพิจารณาให้น้ำหนักในเรื่องความเป็นไปได้ของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก มากกว่าในเรื่องหลักประกันและผู้ค้ำประกัน

และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กำหนดเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติมไว้หลายข้อ เช่น กำหนดเงื่อนไขการออกหนังสือค้ำประกัน Standby L/C สำหรับเครื่องบินลำที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับว่า บริษัทต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานว่าลูกค้าบริษัททัวร์ได้มีการจองเข้ามาแล้ว และให้มีการติดตามการดำเนินธุรกิจอย่างใกล้ชิด โดยให้ทำการทบทวนวงเงิน 6 เดือนแรกหลังจากเบิกใช้วงเงินสินเชื่อนั้น

ศาลฯ เห็นว่า เงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กำหนดเพิ่มเติมดังกล่าวแม้อาจพอถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่ดี แต่เป็นประโยชน์ในแง่ช่วยลดหรือป้องกันความเสี่ยงได้บางส่วน มิใช่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดให้มีการเพิ่มหลักประกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยให้จำนำหุ้นของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 76 ไว้กับโจทก์ร่วม ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งนั้น

แต่ตามทางไต่สวนได้ความว่า ทุนจดทะเบียนของบริษัทลูกค้ารายนี้แม้มีมากถึง 200,000,000 บาท แต่ทุนดังกล่าวแบ่งเป็นเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น 40,000,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 20 ของทุนทั้งหมด ที่เหลืออีกร้อยละ 80 คิดเป็นทุน 160,000,000 บาท เป็นมูลค่าของใบอนุญาตประกอบการค้าขายในการเดินอากาศและใบรับรองของผู้ดำเนินการเดินอากาศ ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับอนุญาต และมีกำหนดเวลาอนุญาตเพียง 5 ปี จึงไม่แน่ว่าจะสามารถบังคับชำระหนี้ได้หรือไม่

ส่วนเงินทุน 40,000,000 บาท หากผลประกอบการของบริษัทประสบภาวะขาดทุน หุ้นของบริษัทที่จำนำไว้ย่อมเป็นการยากต่อการบังคับชำระหนี้เช่นเดียวกัน กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าการให้จำนำหุ้นของบริษัทลูกค้าเป็นหลักประกันที่ดีเหมือนหรือเทียบเท่ากับกรณีหลักประกันที่เป็นทรัพย์สินประเภทอื่นโดยทั่วไป

ส่วนกรณียอดขายหรือรายได้ของบริษัทที่ต้องมีความมั่นคงและแน่นอนในแต่ละเดือน และที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ว่า ได้พิจารณาเสนอขออนุมัติและอนุมัติสินเชื่อโดยให้น้ำหนักในเรื่องความเป็นไปได้ของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลักนั้น ตามบทสรุปผู้บริหาร เอกสารหมาย จ.53 ปรากฏข้อความระบุว่า MOU ที่บริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจให้เช่าเหมาลำเครื่องบินทำกับบริษัททัวร์คู่ค้าได้ระบุรายละเอียดและความชัดเจนในการจะมาใช้บริการ ส่งผลให้ไม่สามารถคาดการณ์รายได้ว่าจะมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ

แม้ตามบทสรุปผู้บริหารดังกล่าวจะมีข้อความต่อท้ายว่า MOU มีการระบุรายละเอียดตารางบิน และปัจจุบันมีลูกค้า 2 ราย ได้จองและโอนเงินค่าเช่าเหมาลำเครื่องบินของบริษัทมาแล้ว

สำหรับเครื่องบินลำแรกบริษัทได้ทำสัญญาเช่าและได้โอนเงินค่ามัดจำบางส่วนเป็นเงินประมาณ 7,500,000 บาท แล้ว

ส่วนที่เหลือจะออกเป็นหนังสือค้ำประกัน Standby L/C โดยจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ประมาณสัปดาห์ที่ 4 ของปี 2553 และจากประมาณการบริษัทสามารถชำระคืนสินเชื่อแก่โจทก์ร่วมได้ตามเงื่อนไขในปี 2554

@ยอดขายรายได้บริษัทยังคงไม่ปรากฏรายละเอียด

แต่ข้อความดังกล่าวคงพอฟังได้เพียงว่า บริษัทลูกค้ารายนี้ได้เริ่มลงทุนตามแผนและมีรายได้เข้ามาบางส่วนแล้ว แต่ในส่วนยอดขายหรือรายได้ของบริษัทยังคงไม่ปรากฏรายละเอียดการจองและจำนวนเงินค่าเช่าว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด

MOU ที่บริษัททำกับบริษัทคู่ค้าก็เป็นเพียงบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ตารางการบินและประมาณการกระแสเงินสด (Cash Flow) ของบริษัทก็เป็นเพียงแผนและการประมาณการที่จัดทำขึ้น โดยไม่ได้อ้างอิงจากผลประกอบการหรือข้อมูลทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเป็นบริษัทใหม่ที่เพิ่งจัดตั้ง ยังไม่มีผลประกอบการหรืองบการเงินใด ๆ

การพิจารณาความเป็นไปได้ของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทลูกค้ารายนี้ ตามบทสรุปผู้บริหารดังกล่าวส่วนใหญ่จึงเป็นการพิจารณาโดยให้ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานานและมีใบอนุญาตให้ประกอบการค้าขายในการเดินอากาศเป็นข้อหลักสำคัญ

แต่ตามบทสรุปผู้บริหารกลับได้ความว่า ผู้บริหารหลักดังกล่าวไม่ได้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท ทั้งนายปรีชา กองเกตุ หนึ่งในผู้บริหารหลักที่เป็นคนไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มาติดต่อขอสินเชื่อครั้งนี้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในอีกบริษัทหนึ่งซึ่งประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกัน และเป็นบริษัทใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนในปี 2553 เช่นเดียวกับบริษัทลูกค้าผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ฝ่ายสินเชื่อได้ให้ความเห็นไว้แล้ว

แม้ฝ่ายสินเชื่อให้ความเห็นว่า หากมีผู้บริหารหลักของบริษัทซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจมายาวนานร่วมค้ำประกันในครั้งนี้ ธนาคารน่าจะพอให้ความมั่นใจถึงโอกาสความสำเร็จของธุรกิจได้ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุมัติสินเชื่อโดยมีการเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชาแล้วก็ตาม

แต่ในข้อนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า การที่จำเลยที่ 4 แจ้งขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันด้วยวาจาและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุมัติเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันดังกล่าว

ไม่ปรากฏผลการตรวจสอบภาระหนี้ของนายปรีชา เป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยที่ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน และไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือประเมินฐานะหรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน อย่างเช่นสถาบันการเงินผู้ประกอบกิจการพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง

ขัดกับคำสั่งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ ธ. 119/2551 เรื่อง สินเชื่อต้องห้ามและสินเชื่อพิเศษแต่ละประเภท ข้อ 1.2.3 และข้อ 1.2.5 และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2551 เรื่อง การให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ข้อ 5.1.3 และข้อ 5.1.5

ซึ่งในส่วนนี้แม้ตามทางไต่สวนพยานจำเลยทั้งสี่อ้างว่า ในกรณีขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยหรือเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญมากนัก สามารถกระทำได้ โดยการแจ้งด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร และเคยมีการปฏิบัติในทำนองนี้มาก่อน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ด้านความคล่องตัวและความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันเป็นนายปรีชามีข้อดีหลายข้อ โดยนางสาวสุภาพรแม้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทแต่ถือหุ้นในอัตราร้อยละ 20 และไม่ได้เป็นกรรมการของบริษัท

ทั้งเหตุที่ขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันเนื่องจากนางสาวสุภาพรได้ย้ายภูมิลำเนาไปต่างประเทศเป็นการถาวร

ส่วนนายปรีชาแม้ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท แต่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและเป็นผู้บริหารหลักของบริษัท การเปลี่ยนผู้ค้ำประกันเป็นนายปรีชาจึงเป็นประโยชน์กับโจทก์ร่วมมากกว่า

แต่ในการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุมัติให้จำเลยที่ 4 แจ้งด้วยวาจาขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกัน ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกับข้อมูลรายละเอียดและเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในเอกสารการขออนุมัติสินเชื่อนั้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมต้องทราบดีว่า เป็นการอนุมัติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขซึ่งไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงหรือผลกระทบในด้านต่าง ๆ จากฝ่ายสินเชื่อและคณะอนุกรรมการในชั้นต่าง ๆ ตามระเบียบขั้นตอนที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้เพื่อให้เกิดดุลในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน (Check and Balance) ตามที่ระบุไว้ในระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ (Credit Manual) เอกสารหมาย จ.40 บทที่ 1 หน้า 632

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 4 ได้แจ้งขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันด้วยวาจาต่อที่ประชุมดังกล่าวยังมีข้อเท็จจริงในส่วนของการเพิ่มนายปรีชาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งมีความแตกต่างกับรายละเอียดตามที่ระบุไว้ในเอกสารการขออนุมัติสินเชื่อรวมอยู่ด้วย

@ ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้

โดยไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้หรือข้อมูลเครดิตของนายปรีชาเพื่อประกอบการพิจารณาในวันดังกล่าว

ทั้งที่ตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ (Credit Manual) บทที่ 4 ข้อ 4.1.3 (5) หน้า 713 กำหนดให้มีการตรวจสอบข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการขอสินเชื่อ เช่น ผู้ขอสินเชื่อ กรรมการ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หุ้นส่วน ผู้จัดการและผู้ค้ำประกัน ซึ่งตรงกับบทที่ 2 ข้อ 5.2 หน้า 655 ที่กำหนดให้ต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตทั้งในนามบริษัท กรรมการ/ผู้ถือหุ้น และผู้ค้ำประกัน เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการพิจารณารับความเสี่ยงสินเชื่อ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาวิเคราะห์สินเชื่อ

ในส่วนนี้จำเลยที่ 4 ที่ทราบดี โดยเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริง ตามบันทึกการสอบสวน เอกสารหมาย จ.73 ของคณะกรรมการสอบสวนของโจทก์ร่วมไว้ว่า ในกรณีลูกค้าผู้ขอสินเชื่อเป็นนิติบุคคลโดยทั่วไปจะต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตของกรรมการผู้มีอำนาจด้วย

ทั้งตามรายงานการวิเคราะห์สินเชื่อ เอกสารหมาย จ.47 ซึ่งเป็นเอกสารที่ฝ่ายสินเชื่อจัดทำขึ้นในการตรวจสอบเอกสารและข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงการวิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ก็พบว่ามีการระบุผลการตรวจสอบข้อมูลเครดิตและข้อมูลเครดิตของบริษัทผู้ขอสินเชื่อ กรรมการและผู้ค้ำประกันทุกคน ตามที่ระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อ (Credit Manual) กำหนดไว้ข้างต้น เพื่อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สามารถทราบได้ว่ามีการตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ โดยครบถ้วนถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนของโจทก์ร่วมประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป

ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสี่ที่อ้างว่า ในการอนุมัติสินเชื่อไม่จำต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตของผู้ค้ำประกันจึงขัดกับพยานหลักฐานที่ได้ความตามทางไต่สวนดังกล่าว ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

***หมายเหตุรายละเอียดคำพิพากษาส่วนนี้ ยังไม่จบ ยังมีข้อมูลเชิงลึกการอนุมัติสินเชื่อในประเด็นต่างๆ อีก โปรดติดตามตอนต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
อดีตปธ.แบงก์อิสลาม
อนุมัติสินเชื่อมิชอบ
ป.ป.ช.
คำพิพากษาจำคุก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.ยกระดับปราบโกง ลุยสางทุจริตสอบท้องถิ่น ยึดทรัพย์ผู้บริหารเอี่ยว
ป.ป.ช.ยกระดับปราบโกง ลุยสางทุจริตสอบท้องถิ่น ยึดทรัพย์ผู้บริหารเอี่ยว