News Logo
หน้าแรก
บทเรียนเงิน 5 แสน! ปิดฉากเส้นทางราชการ 'อัยการเอก' สู่โทษจำคุก-ไล่ออก

บทเรียนเงิน 5 แสน! ปิดฉากเส้นทางราชการ 'อัยการเอก' สู่โทษจำคุก-ไล่ออก

17 ก.ย. 2569 06:28
ผู้ชม 282 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...หลังข่าวการชี้มูลความผิดถูกเผยแพร่ในช่วงปี 2567 เนื่องจากในเวลานั้น ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ อยู่ในระดับตำแหน่งรองอธิบดีอัยการ และมีรายงานว่ากำลังจะเข้ารับการอบรม หลักสูตรอธิบดีอัยการ ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับบุคลากรที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการต่อไป ภายหลังปรากฏข่าวการชี้มูล ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่ง ถอนชื่อว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ออกจากการอบรมหลักสูตรอธิบดีอัยการ..."

ชื่อของ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ พรหมสวาสดิ์ หรือ “อัยการเอก” กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง

หลังปรากฏข่าวสำคัญ ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบลงโทษข้าราชการอัยการสถาน ไล่ออกจากราชการ กรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กระทำผิดอาญา และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

ขณะที่ สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันว่า ข้าราชการอัยการที่ถูกลงโทษดังกล่าว คือ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ อดีตอัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 (ยานนาวา) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษา จำคุก 2 ปี จากคดีเรียกรับเงิน 500,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ต้องหาชาวจีนซึ่งถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการใช้หนังสือเดินทางปลอมเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ก.อ.ฟันซ้ำไล่ออกราชการ! อัยการเอก หลังโดนคุก 2 ปี คดีเรียกเงิน5แสน

ปฐมบทคดี เริ่มจากผู้ต้องหาชาวจีนปลายปี 2562

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางคดีของ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญ ของการถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ครั้งนี้

จะพบว่ามีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2562 เมื่อชายชาวจีนรายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมในข้อหาใช้หนังสือเดินทางปลอมเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

พี่ชายของชายชาวจีนซึ่งเป็นเพื่อนกับผู้กล่าวหาในคดี ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือเรื่องคดี ต่อมามีผู้แนะนำให้รู้จักกับสุภาพสตรีรายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่ามีความสนิทสนมกับอัยการระดับสูง ก่อนที่ผู้กล่าวหาและพี่ชายของผู้ต้องหาชาวจีนจะไปขอคำแนะนำเกี่ยวกับการช่วยเหลือทางคดี

จากนั้น มีการเรียกร้องเงิน 500,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการช่วยเหลือคดี โดยผู้กล่าวหากับพี่ชายของชายชาวจีนยอมจ่ายเงินตามที่เรียกร้อง มีทั้งการส่งมอบและโอนเงินรวม 500,000 บาทให้แก่สุภาพสตรี เพื่อนำไปมอบให้กับอัยการระดับสูง โดยมีการกล่าวอ้างว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องปล่อยตัวชายชาวจีน

อย่างไรก็ตาม หลังจากจ่ายเงินไปแล้ว ผู้กล่าวหาได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าทั้งทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ แต่ตามข้อกล่าวหาระบุว่า ถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด

ศาลจำคุกชาวจีน ก่อนเรื่องเงิน 5 แสนกลายเป็นคดี

กระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาให้จำคุกชายชาวจีนรายดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน

เมื่อการช่วยเหลือทางคดีไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ผู้กล่าวหาจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับอัยการระดับสูงและสุภาพสตรีที่เกี่ยวข้อง

หลังจากมีการดำเนินคดี สุภาพสตรีรายดังกล่าวได้นำเงิน 500,000 บาท คืนให้แก่ผู้กล่าวหา และเมื่อได้รับเงินคืน ผู้กล่าวหาได้ขอถอนการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

แต่เรื่องไม่ได้ยุติลงเพียงเท่านั้น กรณีนี้ยังมีการสอบสวนต่อ และเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ป.ป.ช.ชี้มูล 2 ราย อัยการเอก โดนด้วย

หลังจากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้จำนวน 2 ราย ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และ นางสาวธัญญา เต็มชำนาญ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2

โดย ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ถูกชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 รวมถึงบทบัญญัติตามกฎหมาย ป.ป.ช. ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถูกชี้มูลความผิดจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สาระสำคัญของมาตรา 143 เป็นความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพื่อตอบแทนการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริต ผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

เจ้าตัวเคยปฏิเสธเกี่ยวข้อง ชี้เป็นเรื่องค่าทนายและมีการคืนเงิน

ในช่วงที่ข่าวการชี้มูลของ ป.ป.ช. ปรากฏต่อสาธารณะ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ เคยชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้าน โดยระบุว่า เรื่องมีจุดเชื่อมโยงมาจากการจัดงานทำบุญที่ “บ้านเมตตา” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก และตนไม่ทราบว่าใครจะนำชื่อไปกล่าวอ้างอย่างไร

ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ยังชี้แจงถึงเงิน 500,000 บาทในทำนองว่า เท่าที่ทราบเป็นเรื่องการว่าจ้างทนายความ เมื่อดำเนินงานไม่สำเร็จก็มีการคืนเงิน และมีการลงบันทึกประจำวันไว้ตั้งแต่ปี 2563 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเอกสารดังกล่าวจึงไม่ถูกนำมาพิจารณา

โดยเจ้าตัวยืนยันในขณะนั้นว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องเงิน 500,000 บาท และเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานอัยการ

จากว่าที่อธิบดีอัยการ ถูกถอนชื่อออกจากหลักสูตร

ขณะที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลังข่าวการชี้มูลความผิดถูกเผยแพร่ในช่วงปี 2567 เนื่องจากในเวลานั้น ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ อยู่ในระดับตำแหน่งรองอธิบดีอัยการ และมีรายงานว่ากำลังจะเข้ารับการอบรม หลักสูตรอธิบดีอัยการ ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับบุคลากรที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการต่อไป

ภายหลังปรากฏข่าวการชี้มูล ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่ง ถอนชื่อว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ออกจากการอบรมหลักสูตรอธิบดีอัยการ

นับเป็นผลกระทบทางราชการที่เกิดขึ้นในช่วงแรก ก่อนที่คดีอาญาจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

13 สิงหาคม 2568 ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี

หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว ศาลฯ เห็นว่า การกระทำของ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ พรหมสวาสดิ์ จำเลยที่ 1 และนางสาวธัญญา เต็มชำนาญ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 เพียงบทเดียว ตามมาตรา 90 โดยพิพากษา จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี

แต่สำหรับนางสาวธัญญา จำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้ คงเหลือ จำคุก 1 ปี 4 เดือน

ส่วนว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ คงโทษ จำคุก 2 ปี

เบื้องต้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบกรณีที่อัยการสูงสุดจะ ไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในคดีนี้

แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจำเลยทั้ง 2 รายได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนของตนเองต่อไปหรือไม่

จาก “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” สู่ “ไล่ออกจากราชการ”

ขณะที่กระบวนการทางอาญาดำเนินไป อีกด้านหนึ่งยังมีกระบวนการทางวินัยของข้าราชการอัยการ โดยในช่วงการสอบสวนมีรายงานว่า ก.อ. ได้มีมติให้ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ออกจากราชการไว้ก่อน

จนกระทั่งล่าสุด วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการมีมติเห็นชอบลงโทษข้าราชการอัยการสถาน ไล่ออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กระทำผิดอาญา และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามที่ปรากฏข่าวข้างต้น

เป็นบทสรุปเส้นทางคดีนี้อย่างเป็นทางการ หลังจากจุดเริ่มต้นจากการจับกุมชายชาวจีนในคดีหนังสือเดินทางปลอมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ก่อนลุกลามเป็นข้อกล่าวหาเรื่องเงิน 500,000 บาท ผ่านการร้องทุกข์ การคืนเงิน การไต่สวนและชี้มูลของ ป.ป.ช. ก่อนถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ถูกดำเนินคดีอาญา ศาลพิพากษาจำคุก และท้ายที่สุดถูก ก.อ. มีมติไล่ออกจากราชการ กินเวลาต่อเนื่องเกือบ 7 ปี

เงินแค่ 5 แสนบาท แต่ต้องแลกบทลงโทษหนักหนาสาหัส ถูกจำคุก 2 ปี อนาคตชีวิตข้าราชการอัยการที่กำลังจะรุ่งโรจน์ ที่ต้องมลายหายไปกับตา

นับเป็นบทเรียนชีวิตข้าราชการไทยสำคัญอีก 1 กรณี ที่ตอกย้ำให้เห็นว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด

เพราะบางการตัดสินใจอาจใช้เวลาเพียงชั่วขณะ แต่ผลของมันอาจต้องจ่ายไปตลอดชีวิต

อ่านข่าวผลคดีทุจริตอื่นๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
อัยการเอก
ไล่ออกราชการ
คดีเรียกเงิน5แสน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โดนเต็มคุกคนละ 50 ปี! อดีตนายก อบต.บก ศรีสะเกษ-พวก ทุจริตซ่อมถนนฯ
โดนเต็มคุกคนละ 50 ปี! อดีตนายก อบต.บก ศรีสะเกษ-พวก ทุจริตซ่อมถนนฯ