"...หลังข่าวการชี้มูลความผิดถูกเผยแพร่ในช่วงปี 2567 เนื่องจากในเวลานั้น ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ อยู่ในระดับตำแหน่งรองอธิบดีอัยการ และมีรายงานว่ากำลังจะเข้ารับการอบรม หลักสูตรอธิบดีอัยการ ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับบุคลากรที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการต่อไป ภายหลังปรากฏข่าวการชี้มูล ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่ง ถอนชื่อว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ออกจากการอบรมหลักสูตรอธิบดีอัยการ..."
ชื่อของ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ พรหมสวาสดิ์ หรือ “อัยการเอก” กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง
หลังปรากฏข่าวสำคัญ ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบลงโทษข้าราชการอัยการสถาน ไล่ออกจากราชการ กรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กระทำผิดอาญา และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
ขณะที่ สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันว่า ข้าราชการอัยการที่ถูกลงโทษดังกล่าว คือ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ อดีตอัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 (ยานนาวา) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษา จำคุก 2 ปี จากคดีเรียกรับเงิน 500,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ต้องหาชาวจีนซึ่งถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการใช้หนังสือเดินทางปลอมเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

ภาพประกอบรายงาน
ก.อ.ฟันซ้ำไล่ออกราชการ! อัยการเอก หลังโดนคุก 2 ปี คดีเรียกเงิน5แสน
ปฐมบทคดี เริ่มจากผู้ต้องหาชาวจีนปลายปี 2562
หากย้อนกลับไปดูเส้นทางคดีของ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญ ของการถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ครั้งนี้
จะพบว่ามีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2562 เมื่อชายชาวจีนรายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมในข้อหาใช้หนังสือเดินทางปลอมเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร
พี่ชายของชายชาวจีนซึ่งเป็นเพื่อนกับผู้กล่าวหาในคดี ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือเรื่องคดี ต่อมามีผู้แนะนำให้รู้จักกับสุภาพสตรีรายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่ามีความสนิทสนมกับอัยการระดับสูง ก่อนที่ผู้กล่าวหาและพี่ชายของผู้ต้องหาชาวจีนจะไปขอคำแนะนำเกี่ยวกับการช่วยเหลือทางคดี
จากนั้น มีการเรียกร้องเงิน 500,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการช่วยเหลือคดี โดยผู้กล่าวหากับพี่ชายของชายชาวจีนยอมจ่ายเงินตามที่เรียกร้อง มีทั้งการส่งมอบและโอนเงินรวม 500,000 บาทให้แก่สุภาพสตรี เพื่อนำไปมอบให้กับอัยการระดับสูง โดยมีการกล่าวอ้างว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องปล่อยตัวชายชาวจีน
อย่างไรก็ตาม หลังจากจ่ายเงินไปแล้ว ผู้กล่าวหาได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าทั้งทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ แต่ตามข้อกล่าวหาระบุว่า ถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด
ศาลจำคุกชาวจีน ก่อนเรื่องเงิน 5 แสนกลายเป็นคดี
กระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาให้จำคุกชายชาวจีนรายดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน
เมื่อการช่วยเหลือทางคดีไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ผู้กล่าวหาจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับอัยการระดับสูงและสุภาพสตรีที่เกี่ยวข้อง
หลังจากมีการดำเนินคดี สุภาพสตรีรายดังกล่าวได้นำเงิน 500,000 บาท คืนให้แก่ผู้กล่าวหา และเมื่อได้รับเงินคืน ผู้กล่าวหาได้ขอถอนการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
แต่เรื่องไม่ได้ยุติลงเพียงเท่านั้น กรณีนี้ยังมีการสอบสวนต่อ และเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ป.ป.ช.ชี้มูล 2 ราย อัยการเอก โดนด้วย
หลังจากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้จำนวน 2 ราย ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และ นางสาวธัญญา เต็มชำนาญ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2
โดย ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ถูกชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 รวมถึงบทบัญญัติตามกฎหมาย ป.ป.ช. ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถูกชี้มูลความผิดจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
สาระสำคัญของมาตรา 143 เป็นความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพื่อตอบแทนการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริต ผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด

ภาพประกอบรายงาน
เจ้าตัวเคยปฏิเสธเกี่ยวข้อง ชี้เป็นเรื่องค่าทนายและมีการคืนเงิน
ในช่วงที่ข่าวการชี้มูลของ ป.ป.ช. ปรากฏต่อสาธารณะ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ เคยชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้าน โดยระบุว่า เรื่องมีจุดเชื่อมโยงมาจากการจัดงานทำบุญที่ “บ้านเมตตา” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก และตนไม่ทราบว่าใครจะนำชื่อไปกล่าวอ้างอย่างไร
ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ยังชี้แจงถึงเงิน 500,000 บาทในทำนองว่า เท่าที่ทราบเป็นเรื่องการว่าจ้างทนายความ เมื่อดำเนินงานไม่สำเร็จก็มีการคืนเงิน และมีการลงบันทึกประจำวันไว้ตั้งแต่ปี 2563 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเอกสารดังกล่าวจึงไม่ถูกนำมาพิจารณา
โดยเจ้าตัวยืนยันในขณะนั้นว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องเงิน 500,000 บาท และเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานอัยการ
จากว่าที่อธิบดีอัยการ ถูกถอนชื่อออกจากหลักสูตร
ขณะที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลังข่าวการชี้มูลความผิดถูกเผยแพร่ในช่วงปี 2567 เนื่องจากในเวลานั้น ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ อยู่ในระดับตำแหน่งรองอธิบดีอัยการ และมีรายงานว่ากำลังจะเข้ารับการอบรม หลักสูตรอธิบดีอัยการ ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับบุคลากรที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการต่อไป
ภายหลังปรากฏข่าวการชี้มูล ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่ง ถอนชื่อว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ออกจากการอบรมหลักสูตรอธิบดีอัยการ
นับเป็นผลกระทบทางราชการที่เกิดขึ้นในช่วงแรก ก่อนที่คดีอาญาจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล
13 สิงหาคม 2568 ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี
หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว ศาลฯ เห็นว่า การกระทำของ ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ พรหมสวาสดิ์ จำเลยที่ 1 และนางสาวธัญญา เต็มชำนาญ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 เพียงบทเดียว ตามมาตรา 90 โดยพิพากษา จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี
แต่สำหรับนางสาวธัญญา จำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้ คงเหลือ จำคุก 1 ปี 4 เดือน
ส่วนว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ คงโทษ จำคุก 2 ปี
เบื้องต้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบกรณีที่อัยการสูงสุดจะ ไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในคดีนี้
แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจำเลยทั้ง 2 รายได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนของตนเองต่อไปหรือไม่
จาก “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” สู่ “ไล่ออกจากราชการ”
ขณะที่กระบวนการทางอาญาดำเนินไป อีกด้านหนึ่งยังมีกระบวนการทางวินัยของข้าราชการอัยการ โดยในช่วงการสอบสวนมีรายงานว่า ก.อ. ได้มีมติให้ว่าที่ร้อยตรี อภิสัคค์ ออกจากราชการไว้ก่อน
จนกระทั่งล่าสุด วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการมีมติเห็นชอบลงโทษข้าราชการอัยการสถาน ไล่ออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กระทำผิดอาญา และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามที่ปรากฏข่าวข้างต้น
เป็นบทสรุปเส้นทางคดีนี้อย่างเป็นทางการ หลังจากจุดเริ่มต้นจากการจับกุมชายชาวจีนในคดีหนังสือเดินทางปลอมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ก่อนลุกลามเป็นข้อกล่าวหาเรื่องเงิน 500,000 บาท ผ่านการร้องทุกข์ การคืนเงิน การไต่สวนและชี้มูลของ ป.ป.ช. ก่อนถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ถูกดำเนินคดีอาญา ศาลพิพากษาจำคุก และท้ายที่สุดถูก ก.อ. มีมติไล่ออกจากราชการ กินเวลาต่อเนื่องเกือบ 7 ปี
เงินแค่ 5 แสนบาท แต่ต้องแลกบทลงโทษหนักหนาสาหัส ถูกจำคุก 2 ปี อนาคตชีวิตข้าราชการอัยการที่กำลังจะรุ่งโรจน์ ที่ต้องมลายหายไปกับตา
นับเป็นบทเรียนชีวิตข้าราชการไทยสำคัญอีก 1 กรณี ที่ตอกย้ำให้เห็นว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด
เพราะบางการตัดสินใจอาจใช้เวลาเพียงชั่วขณะ แต่ผลของมันอาจต้องจ่ายไปตลอดชีวิต
อ่านข่าวผลคดีทุจริตอื่นๆ
คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน
รวมคดีสินเชื่อ อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก รอดมา 2 - ก่อนเจอโทษคุก 6 ปี
เบื้องลึก! คดีคุกอดีตปธ.แบงก์อิสลาม อนุมัติสินเชื่อ117 ล. ก่อนหนี้เสีย
คุก 264 ด.! รอลงอาญา อดีตจนท.กฟภ.อุดรฯ ปลอมเอกสารซื้อหม้อแปลงไฟฟ้า
ฉบับเต็ม! ผลคดีอดีต จนท.กฟภ.ปลอมเอกสารซื้อหม้อแปลง รอลงอาญา คุก 264 ด.
ย้อนรอย อดีต ผอ.ร.ร.เทศบาล 3 ท่าแดง ทุจริตค่าอาหารกลางวัน สู่คุกร้อยปี
คุกหลายสิบปี! อดีตปลัด อบต.ด่านช้าง-พวก ทุจริตโครงการพระราชดำริฯ
อุทธรณ์พลิก! อดีตนายกเทศฯท่าทอง โดนคุก 3 ปี 4 ด. จากเดิมได้รอลงอาญา
คุก5 ปี! อดีตผอ.ร.ร.สะแกโพรงฯบุรีรัมย์ ทุจริตเงินอาหารกลางวันช่วงโควิด
ทักท้วงแต่หยุดนายไม่ได้! ไขคดีทุจริตอาหารเด็กร.ร.บุรีรัมย์ ลูกน้องรอด
คดีที่ 2 ไม่รอด! คุก5 ปี อดีตนายกอบต.บ้านเหล่า อุดรฯ ทุจริตสอบราคางาน
เปิด 2 คดีทุจริต อดีตนายกฯบ้านเหล่า-จากคุก 6 ด.รอลงอาญาสู่คุกจริง 5 ปี
ยืนโทษ! คุก 5 ปี อดีตปลัด อบต.ท่าชัย ชัยนาท ฉ้อโกงเรียกเงินผู้รับเหมา
ยืนโทษ! คุก 18 ปี 24 ด.อดีตนายก อบต.วังทอง-คืนน้ำประปา 60 ลบ.ม.
เล็กน้อยก็ทุจริตไม่ได้! ฉบับเต็มผลคดีคุก18 ปี 24 ด. อดีตนายกอบต.วังทอง
ก.อ.ฟันซ้ำไล่ออกราชการ! อัยการเอก หลังโดนคุก 2 ปี คดีเรียกเงิน5แสน
#อ่านข่าวผลคำพิพากษาคดีทุจริตดังที่นี่ คำพิพากษาจำคุก




