"...การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชฯ จะได้รับงานโครงการก่อสร้างหรือไม่นั้น ยังต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งเพื่อทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชฯ ได้เข้าทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ..."
จากกรณีสำนักข่าว Next News นำเสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รองหัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส. ) จ.อุบลราชธานี สส.บัญชีแบบรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2557 คดีกล่าวหาเรียกเงินจากผู้เสียหาย 30 ล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อ วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลฯ พิพากษายกฟ้องคดีนี้ คือ ศาลฯ ไม่เชื่อว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล (ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ) ถูกนายวิฑูรย์ใช้ตำแหน่ง ส.ส.เรียกเงิน เพราะเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแห่งเดียวกัน เคยให้ยืมเงินใช้ในการเลือกตั้งปี2554 มาก่อน 17 ล้านบาท ขณะที่คำให้การของ นางสุขสมรวย มีลักษณะกลับไปกลับมา
คดีนี้ อัยการสูงสุด โจทก์
นายวิฑูรย์ นามบุตร จำเลยที่ 1
นายกิตติศักดิ์ มุธุสิทธิ์ จำเลยที่ 2
นางอาทิตยา แสวงสายหรือศรีสะอาด จำเลยที่ 3
นายธีระวัฒน์ ศรีสะอาด จำเลยที่ 4
นางพิกุล นามบุตรหรือแสวงสาย ที่ 5

ไม่เชื่อสุขสมรวยโดนเรียกเงิน! ยกฟ้อง‘วิฑูรย์ นามบุตร’ รอดคุก 3 ปี
'สุขสมรวย'ให้การกลับไปมา! ไขคดีอุทธรณ์พลิกยกฟ้อง'วิฑูรย์' ปมเรียก30 ล.
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ของ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาให้ยกฟ้องนายวิฑูรย์ ในคดีนี้
โดยจะแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ตอน
ในตอนแรก จะขอนำเสนอ ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ก่อน
ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ข้อกล่าวหาจะระบุว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงิน 30 ล้านบาท และมีการจ่ายเงินจริงหลายครั้งรวม 29.6 ล้านบาท โดยเชื่อมโยงกับการแบ่งงานโครงการก่อสร้าง แต่ประเด็นชี้ขาดตามมาตรา 149 อยู่ที่ว่า การกระทำที่แลกกับเงินนั้นต้องเป็นเรื่องที่อยู่ใน “อำนาจหน้าที่โดยตรง” ของตำแหน่งจำเลย ศาลเห็นว่าหน้าที่ในฐานะ ส.ส. และกรรมาธิการงบประมาณอยู่ที่การพิจารณาร่างงบประมาณ ตรวจสอบโครงการ/แผนงาน และแปรญัตติเพื่อลดหรือตัดงบ ขณะที่ขั้นตอน จัดซื้อจัดจ้างและการได้งานก่อสร้างของเอกชนเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ดังกล่าว จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 149 และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ผิด จำเลยที่ 2-5 ก็ไม่ผิดฐานผู้สนับสนุนตามมาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 ด้วยครับ
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่
โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย วันทนียกุล 30,000,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 สามารถจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ และจะแบ่งงานโครงการก่อสร้างให้
เป็นเหตุให้นางสุขสมรวยจ่ายเงินเพื่อร่วมลงทุนให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 หลายครั้ง รวม 29,600,000 บาท
การที่จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีอำนาจหน้าที่ไปเรียกรับเงินและเสนอผลตอบแทนให้แก่นางสุขสมรวยนั้น จึงเป็นการหาประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของจำเลยที่ 1 เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสุขสมรวย และเป็นการกระทำโดยทุจริต อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า การดำเนินคดีระบบไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ศาลต้องพิจารณาค้นหาความจริง และเป็นหน้าที่ของศาลต้องตรวจคำฟ้องของโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เสียก่อน
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องระบุถึงพฤติการณ์ที่กล่าวหาจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย 30,000,000 บาท เพื่อเป็นการตอบแทนจำเลยที่ 1 สำหรับการแบ่งโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเชียงใหม่ก่อสร้าง ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ให้นางสุขสมรวยเข้าร่วมดำเนินงานโครงการก่อสร้างตามโควตาที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการ
โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 และ พ.ศ. 2557 อันเป็นการกระทำใด ๆ ในลักษณะเพื่อใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องดังกล่าวได้ระบุถึงความมุ่งหมายในการเรียกรับเงินไว้ว่า เพื่อเป็นการตอบแทนจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำการแบ่งโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้นางสุขสมรวยเข้าร่วมดำเนินงาน โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 1
อีกทั้งตอนท้ายของคำฟ้องยังสรุปการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นการกระทำใด ๆ ในลักษณะเพื่อใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงได้ระบุถึงเจตนาพิเศษของจำเลยที่ 1 อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 149 แล้ว
ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามมาตรา 149 หรือไม่นั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีมติเอกฉันท์ เห็นว่า การเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ผู้นั้นมีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่นั้น ๆ หากการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงในตำแหน่งแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้
โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 และ พ.ศ. 2557 มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ และสามารถตรวจสอบโครงการ แผนงาน รวมทั้งพิจารณาแปรญัตติเพื่อปรับลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายที่แต่ละหน่วยงานเสนอขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ทั้งนี้ เมื่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณผ่านการพิจารณาเห็นชอบและมีผลใช้บังคับแล้ว หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 1
ส่วนงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง ได้รับงานโครงการก่อสร้างดังกล่าวแล้ว จะนำมาแบ่งให้นางสุขสมรวยเข้าร่วมดำเนินงานนั้น
กิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชฯ ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 1
อีกทั้งการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชฯ จะได้รับงานโครงการก่อสร้างหรือไม่นั้น ยังต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งเพื่อทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชฯ ได้เข้าทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ
ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามมาตรา 149 นั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยในผล
เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
*************************
ข้อมูลคำพิพากษายังไม่จบ ยังมีประเด็นปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 หรือไม่ อีก 1 ประเด็น
ผลเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป




