ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตปลัดเทศบาล ต.จัตุรัส ซอยย่อยสัญญาโครงการซ่อมถนนสุนันทา เอื้อจัดซื้อจัดจ้างแบบเจาะ พฤติการณ์แบ่งโครงการสร้างถนน 7.3 แสน เป็น 2 สัญญา โครงการแรก 4.9 แสน อีกโครงการ 2.1 แสน หวังผลเอื้อประโยชน์คู่สัญญา
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวแจกชี้มูลความผิดต่อนายเรืองเดช ภิรมย์กิจ อดีตปลัดเทศบาลตำบลจัตุรัส ซึ่งกระทำการทุจริตในช่วงที่เป็นรักษาการนายกเทศมนตรีตำบลจัตุรัส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ จากการปฏิบัติหน้าที่แบ่งซื้อแบ่งจ้างโครงการปรับปรุงซ่อมแซมถนนคอนกรีตปูแอสฟัลท์ติกคอนกรีตถนนสุนันทาในปี 2562
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เทศบาลตำบลจัตุรัสได้ตั้งงบประมาณไว้ในเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับโครงการปรับปรุงซ่อมแซมถนนสุนันทา (จากแยกถนนท่าตาก่าน - สหกรณ์ออมทรัพย์ครู) ระยะทาง 490 เมตร วงเงิน 737,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ต้องจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เพื่อป้องกันการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม นายเรืองเดช ภิรมย์กิจ ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลและรักษาการนายกเทศมนตรี ได้สั่งให้นายช่างโยธาปรับลดระยะทางของโครงการจากเดิม 490 เมตร เหลือเพียง 323 เมตร พร้อมลดวงเงินงบประมาณเหลือ 499,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องใช้ประกวดราคา พร้อมทั้งอนุมัติการจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณกลการจัตุรัส ทั้งยังอ้างเหตุความจำเป็นเร่งด่วนโดยที่ถนนยังไม่ได้เสียหายถึงขั้นเร่งด่วนอย่างแท้จริง เป็นเหตุให้โครงการถูกแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ช่วงแรก จากแยกถนนท่าตาก่าน - โชคบุญมีคาร์แคร์ ระยะ 323 เมตร งบประมาณ 499,000 บาท และช่วงที่สอง จากโชคบุญมีคาร์แคร์ - สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ระยะ 144 เมตร งบประมาณ 218,000 บาท โดยโครงการทั้งสองเป็นถนนสายเดียวกันและเคยตั้งงบประมาณไว้ในโครงการเดียว แต่กลับถูกแบ่งโครงการออกเพื่อลดวงเงินในแต่ละส่วนให้อยู่ในระดับที่นายเรืองเดชสามารถอนุมัติจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการประกวดราคา
การกระทำดังกล่าวถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ชัดว่าเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างผิดกฎหมาย เพื่อเปิดทางประโยชน์แก่คู่สัญญารายหนึ่งโดยเฉพาะ อีกทั้งยังถือเป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายให้แก่ทางราชการ เนื่องจากการแบ่งโครงการดังกล่าวเป็นการละเมิดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐและพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการทุจริตอย่างชัดเจน
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วและเห็นว่า การกระทำของนายเรืองเดชเข้าข่ายความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และ 12 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 รวมทั้งมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย
ดังนั้น จึงมีคำสั่งให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เน้นย้ำว่าการชี้มูลความผิดในครั้งนี้ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับคำพิพากษาของศาลที่มีผลบังคับใช้เด็ดขาดแล้ว




