เปิดคำสั่งศาลปกครองสงขลา สั่งทุเลาคำสั่งผู้ว่าราชการพัทลุงให้ 'ไกรวัฒน์ ธรรมเพชร' พ้นนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง ชี้คำสั่งให้พ้นตำแหน่งน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชี้ไม่พบร่วมทุจริตสมัยเป็นนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก -แถมเจ้าตัวเป็นคนแจ้งจับ
จากกรณีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ปรากฏข่าวว่า ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งจังหวัดพัทลุงที่สั่งให้ นายไกรวัฒน์ ธรรมเพชร พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง โดยคำสั่งศาลปกครองสงขลา ลงวันที่ 23 ก.ย. 2569 ระบุว่า ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งจังหวัดพัทลุงข้างต้นไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ นายไกรวัฒน์ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก
ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ในส่วนของคดีอาญา คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฏหมาย เมื่อศาลคดีอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ประทับรับฟ้องในคดีอาญาที่คณะกรรมการ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 93 อันเป็นการหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมาย ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่งและกลับมาดำรงดำแหน่งเดิมใหม่ โดยผู้กำกับดูแลมิต้องมีคำสั่งอีก แต่ผู้กำกับดูแลมีหน้าที่จะต้องดูแลให้มีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วนการดำเนินคดีทางวินัย จะมีการส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางวินัย
อย่างไรก็ดี คดีนี้ นายไกรวัฒน์ ถูกชี้มูลความผิดขณะดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก แต่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง

นายไกรวัฒน์ ธรรมเพชร
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของ ศาลปกครองสงขลา มานำเสนอ ดังนี้
คดีนี้สืบเนื่องจาก นายไกรวัฒน์ ธรรมเพชร ยื่นฟ้องต่อศาลระบุว่า ตนเองได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง (ผู้ถูกฟ้องคดี) มีคำสั่งจังหวัดพัทลุง ที่ 2032/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 ให้ตนเองพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก อันเนื่องมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเมื่อครั้งตนเองดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก กรณีการจัดเก็บและนำส่งเงินค่าธรรมเนียมเก็บและขนมูลฝอยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึงเดือนตุลาคม 2564 ไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลเขาเจียกได้รับความเสียหายจำนวน 67 รายการ เป็นเงิน 4,212,800 บาท
ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1. เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีตามคำสั่งจังหวัดพัทลุง ที่ 2032/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก แจ้งตามหนังสือจังหวัดพัทลุง ลับมาก ที่ พท 0023.4/227 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569
2. ให้ผู้ถูกฟ้องคืนสิทธิที่พึงมีตามกฎหมายให้แก่ผู้ฟ้องคดี
คดีนี้ศาลปกครองสงขลาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัย 3 ประเด็น ได้แก่
1.คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เห็นว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเงินค่าธรรมเนียมเก็บและขนมูลฝอย เกิดจากการทุจริตยักยอกเงินและปลอมแปลงเอกสารของเจ้าหน้าที่เทศบาล โดยไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนร่วมหรือรับรู้ในการกระทำทุจริตดังกล่าว ทั้งยังเป็นผู้ตรวจพบข้อพิรุธ สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิด อีกทั้งได้มีการชดใช้เงินคืนให้แก่เทศบาลตำบลเขาเจียกครบถ้วนแล้ว ดังนั้นคำสั่งจังหวัดพัทลุง ที่ 2032/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก ซึ่งเป็นการพิจารณาดำเนินการทางวินัยโดยผู้ถูกฟ้องคดี ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน จึงน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ คำสั่งทางปกครองที่พิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.การให้คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังหรือไม่
เห็นว่า หากให้คำสั่งมีผลบังคับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีชนะคดีในภายหลัง กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุงได้ตามเดิม ทั้งที่ยังเหลือวาระดำรงตำแหน่งอีก 2 ปี 8 เดือน ส่วนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับเยียวยาในภายหลัง มิใช่ความมุ่งหมายหลักของการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นที่เป็นข้าราชการการเมือง อีกทั้งการสั่งให้พ้นจากตำแหน่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และความน่าเชื่อถือของผู้ฟ้องคดีและครอบครัวอย่างร้ายแรงด้วยเหตุนี้ กรณีจึงเห็นได้ว่าความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับนั้นเป็นการยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง
3.การทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะหรือไม่
เห็นว่า การทุเลาการบังคับช่วยให้ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุงต่อไป และการดำเนินงานตามนโยบายของเทศบาลสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง หากผู้ฟ้องคดีกระทำการใดให้เกิดความเสียหาย ก็มีกฎหมายทางปกครอง ทางแพ่ง และทางอาญาคอยควบคุมดูแลอยู่แล้ว การมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าวซึ่งเป็นเพียงวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาเท่านั้น จึงยังไม่อาจถือได้ว่าทำให้เกิดอุปสรรคต่อการบริหารงานของเทศบาลเมืองพัทลุง หรือบริการสาธารณะ แต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้งสามประการแล้ว กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่พิพาทตามคำขอของผู้ฟ้องคดีไว้เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ ตามข้อ 72 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2544 และเมื่อศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่พิพาทไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างนี้ ซึ่งย่อมมีผลให้ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุงตามเดิม กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุงในระหว่างนี้
จึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งจังหวัดพัทลุง ที่ 2032/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
****************
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ศาลไม่ได้วินิจฉัยถึงที่สุดว่า คำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ใช้ถ้อยคำว่า “น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในชั้นพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับ และคำสั่งครั้งนี้เป็นเพียง มาตรการชั่วคราวก่อนพิพากษาคดีหลัก เท่านั้น
บทสรุปคำพิพากษาคดีหลัก จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป




