"...นายพรชัย กับพวก คือ นายสุทัศน์ ถูกกล่าวหาทุจริตโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแจระแม และโครงการก่อสร้างถนนลาดยางผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต 4 ช่องจราจร สายบ้านทุ่งบูรพา อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ในการบรรจุโครงการโดยไม่มีอำนาจ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ที่ดินของ นางสาววาสิฏฐี ศรีธัญรัตน์ อดีตภรรยาของ นายพรชัย ซึ่งจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 แต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตลอด หากมีโครงการฯ เหล่านี้ จะทำให้ดินที่มีมูลค่าสูงขึ้น ..."
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าคดีกล่าวหา นายพรชัย โควสุรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี กับพวก คือ นายสุทัศน์ เรืองศรี ทุจริตโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแจระแม และโครงการก่อสร้างถนนลาดยางผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต 4 ช่องจราจร สายบ้านทุ่งบูรพา อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ นายพรชัย โควสุรัตน์ เป็นจำเลยที่ 1 นายสุทัศน์ เรืองศรี เป็นจำเลยที่ 2 นายสุทัศน์ เรืองศรี
ล่าสุด ศาลฎีกา มีคำพิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนของ นายสุทัศน์ เรืองศรี จำเลยที่ 2 โดยให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามรูปคดี
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาว่า นายพรชัย โควสุรัตน์ จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม มาตรา 152 ลงโทษจำคุก 2 ปี และให้ยกฟ้องนายสุทัศน์ เรืองศรี จำเลยที่ 2
ต่อมา ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตาม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ให้ยกฟ้องนายสุทัศน์ เรืองศรี จำเลยที่ 2 ส่วน นายพรชัย โควสุรัตน์ ยังโดนโทษจำคุก 2 ปี เช่นเดิม

งานเข้า! สุทัศน์ เลขาฯ พรชัย ศาลฎีกาสั่งรื้อคดีใหม่ จากเดิมได้ยกฟ้อง
ข้อมูลที่ยังไม่ถูกเปิดเผยเป็นทางการ คือ ทำไมศาลฎีกา ถึงมีคำพิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนของ นายสุทัศน์ เรืองศรี จำเลยที่ 2 โดยให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามรูปคดี ตามข่าวข้างต้น
สำนักข่าว Next News สืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้ พบว่า คำฟ้อง อัยการสูงสุด ในฐานะโจทก์ ฟ้องคดีแทน ป.ป.ช. ระบุพฤติการณ์สำคัญในการกระทำความผิด นายพรชัย กับพวก คือ นายสุทัศน์ ถูกกล่าวหาทุจริตโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแจระแม และโครงการก่อสร้างถนนลาดยางผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต 4 ช่องจราจร สายบ้านทุ่งบูรพา อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ในการบรรจุโครงการโดยไม่มีอำนาจ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ที่ดินของ นางสาววาสิฏฐี ศรีธัญรัตน์ อดีตภรรยาของ นายพรชัย ซึ่งจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 แต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตลอด
หากมีโครงการฯ เหล่านี้ จะทำให้ดินที่มีมูลค่าสูงขึ้น
โดยหลังจากที่ นายพรชัย จำเลยที่ 1 ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในตำแหน่ง นายก อบจ. อุบลราชธานี นายสุทัศน์ ในฐานะรองนายกฯ คนที่ 1 รักษาราชการแทน ทราบดีอยู่แล้วว่า การดำเนินการของ นายพรชัย กระทำไปโดยไม่มีอำนาจฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฏหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อ นางสาววาสิฏฐี แต่ไม่ทบทวนหรือยับยั้ง กลับลงนามในสัญญาจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการงานโครงการฯ
ซึ่งมีความเชื่อมโยงสำคัญ คือ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง นายพรชัย และ นายสุทัศน์ อีกทั้ง นางสาวมาเรียม สาลี ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของ จำเลยที่ 2 ก็เคยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เป็นไทแทรคเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของนายเฉลิมชัย โควสุรัตน์ น้องชาย จำเลยที่ 1 ขณะที่น้องสาว นางสาววาสิฏฐี ก็เคยเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกันกับ นางสาวมาเรียม อีกทั้ง จำเลยที่ 2 ก็เคยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ดูแลกิจการบริษัทเป็นไทแทรคเตอร์

อย่างไรก็ดี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษา ยกฟ้องคดี ในส่วนของ นายสุทัศน์ จำเลยที่ 2
ต่อมา ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตาม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ให้ยกฟ้องนายสุทัศน์ เรืองศรี จำเลยที่ 2 ส่วน นายพรชัย โควสุรัตน์ ยังโดนโทษจำคุก 2 ปี เช่นเดิม
อัยการสูงสุด ในฐานะโจทก์ ฟ้องคดีแทน ป.ป.ช. ได้ยื่นฎีกาสู้คดีต่อ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่า อุทธรณ์ของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปความว่า ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รักษาราชการแทนจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการร่วมทำงานที่ อบจ.อุบลราชธานี กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2551 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558
จำเลยที่ 1 แต่งตั้งเป็นเลขานุการและแต่งตั้งเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสลับกันหลายครั้ง และเริ่มรักษาราชการแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2558
จำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญาจ้างวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ห่างกันประมาณ 2 เดือน แสดงว่าการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับเอกสารโครงการน่าจะได้เสร็จเรียบร้อย และข้อเท็จจริงก็ไม่มีข้อขัดข้องใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการแก้ไข นอกจากเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่ซึ่งสะพานด้านทิศตะวันออก ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้อง
แม้จะมีเงื่อนไขในข้อ 11.1 วรรคสอง เอกสารแนบท้ายประกาศ อบจ.อุบลราชธานี เรื่องประมูลจ้างโครงการใช้จ่ายเงินตามบัญชีโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 28 เมษายน 2558 จะกำหนดว่าการลงนามในสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอ และได้รับมอบพื้นที่ในการก่อสร้างแล้วเท่านั้น
เงื่อนไขดังกล่าวไม่ใช่เงื่อนไขที่ให้ยกเลิกสัญญา แต่เป็นเงื่อนไขเพื่อเตรียมการลงชื่อในสัญญา การไม่ได้รับมอบพื้นที่จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ลงนาม เมื่อการดำเนินการเพื่อให้มีการส่งมอบพื้นที่ยังสามารถทำได้และมีการดำเนินการให้มีการส่งมอบพื้นที่แล้ว จำเลยที่ 2 จึงลงนามไป
ส่วนความสัมพันธ์ด้านอื่นระหว่างจำเลยที่ 1 นางสาวมาเรียม สาลี อดีตภริยา จำเลยที่ 2 และนางสาววาสิฏฐี ศรีธัญรัตน์ จะฟังเชื่อมโยงโดยอนุมานเอาไปถึงว่าการลงชื่อในสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วิชัยฟาร์มการเกษตร ให้ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแจระแม ก็เพื่อประโยชน์แก่พวกนางสาววาลีฎีไม่ได้
พยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1
โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะรองนายก อบจ.อุบลราชธานี ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่
จำเลยที่ 2 เป็นคนสนิทของจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า การประกาศใช้แผนพัฒนาสามปี (พ.ศ. 2557–2559) เพิ่มเติมครั้งที่ 2 และแผนพัฒนาสามปี (พ.ศ. 2558–2560) เพิ่มเติมครั้งที่ 1 ที่บรรจุโครงการก่อสร้างที่พิพาทนี้
จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยไม่มีอำนาจและฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ที่ดินของนางสาววาสิฎฐี ภริยานอกกฎหมายของจำเลยที่ 1

แต่จำเลยที่ 2 ไม่ทบทวนหรือยับยั้งการลงนามในสัญญาจ้าง จนผู้รับจ้างได้ก่อสร้างสะพานจนแล้วเสร็จและมีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้าง และในอุทธรณ์ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่ศาลชั้นต้นได้กล่าวถึง อันแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์และมูลเหตุจูงใจว่าการกระทำของจำเลยที่ 1–2 มีเจตนาอันเป็นความผิดตามฟ้อง
ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดแจ้ง แล้วว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอย่างไร
อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43
ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 2
พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 2 ตามรูปคดี
***************
ทั้งหมดนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษา ศาลฎีกา ที่พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนของ นายสุทัศน์ เรืองศรี จำเลยที่ 2 โดยให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามรูปคดี ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้ว
ส่วนบทสรุปสุดท้ายผลการต่อสู้คดีนี้ ในส่วนของ นายสุทัศน์ จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป
ขณะที่ นายสุทัศน์ ปัจจุบัน ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่ามีความผิด จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่




