News Logo
หน้าแรก
ปธ.วุฒิจ่อชงเรื่อง'เอกวิทย์'ไปศาลฎีกา มีมูล-รับฟ้อง หยุดทำหน้าที่ทันที

ปธ.วุฒิจ่อชงเรื่อง'เอกวิทย์'ไปศาลฎีกา มีมูล-รับฟ้อง หยุดทำหน้าที่ทันที

12 ก.พ. 2569 16:35
ผู้ชม 596 คน

คืบหน้าชงเรื่อง ปธ.ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ สอบสวนกรณี 'เอกวิทย์ วัชชวัลคุ' กรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ บิ๊กโจ๊ก ล่าสุด เลขารัฐสภาร่างหนังสือถึงประธานวุฒิในฐานะรักษาการปธ.รัฐสภา ลงนามตามขั้นตอนส่งเรื่องไปยังศาลฏีกาแล้ว เนื้อหาระบุชัดหาก"มีมูล" ให้ส่งสำเนาการไต่สวนไปยังอสส.ยื่นฟ้อง ถ้าประทับรับฟ้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที นับเป็นคดีแรกประเทศ

สำนักข่าว Next News รายงานว่า จากกรณี พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกกล่าวหาว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท เพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวน ขณะที่เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผ่านนายพิศิษฐ์ อภิญญาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาดำเนินการเอาผิด นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท เพื่อช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในคดีเว็บพนันออนไลน์ ดังกล่าวด้วย

ล่าสุด แหล่งข่าวจากวุฒิสภา เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า ขณะที่ เลขารัฐสภา ในฐานะเจ้าของเรื่อง ได้ร่างหนังสือเสนอให้ประธานวุฒิสภา ที่ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา ลงนาม เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลฏีกาแล้ว การตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. รายละเอียดสำคัญประกอบไปด้วย ข้อเท็จจริงโดยย่อ ระบุว่า ด้วยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ (40 ท่าน จากจำนวนปัจจุบัน 199 ท่าน) ได้ร่วมกันเข้าชื่อกล่าวหา นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นทองคำน้ำหนักรวม 246 บาท ตามข้อมูลปรากฏในหนังสือร้องเรียนของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย โดยได้ยื่นคำร้องต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

จากนั้นเป็นประเด็นข้อกฎหมายและการดำเนินการ มี 3 ส่วน คือ

1.การใช้อำนาจของประธานรัฐสภา (แทน) เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในสภาวะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร (ยุบสภา) ประธานวุฒิสภาจึงปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาตาม รธน. มาตรา 80 วรรคสอง เมื่อได้รับคำร้องและพิจารณาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยตาม รธน. มาตรา 236 ประธานวุฒิสภาต้องเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

2. การจัดตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตาม พ.ร.ป. วิอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 49 และ 50 ประธานศาลฎีกามีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจำนวน ไม่น้อยกว่า 7 คน โดยต้องประกอบด้วยข้าราชการอัยการที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ หรืออัยการอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี อย่างน้อย 1 คน และบุคคลอื่นที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์

3. อำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบทรัพย์สิน คณะผู้ไต่สวนอิสระมีอำนาจเสมือนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป. วิอาญาฯ มาตรา 53 และมีอำนาจพิเศษตาม มาตรา 55 ในการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร รวมถึงมีอำนาจเรียกบัญชีทรัพย์สินเดิมที่เคยยื่นไว้มาตรวจสอบเปรียบเทียบเพื่อหาความผิดปกติของจำนวนทองคำตามที่ถูกกล่าวหา ระยะเวลาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหกสิบวัน

ต่อมาเป็นเนื้อหาการสรุปความเห็นและผลทางคดี (ตามมาตรา 56) แยกเป็น 3 ทางเลือก คือ

  • (1) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้สั่งยุติเรื่อง และให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด

  • (2) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

  • (3) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และไม่ใช่กรณีตาม (2)

- ให้ส่งสำเนาการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

- ในการไต่สวนและดำเนินการตามวรรคหนึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่กรณีที่มีเหตุจำเป็นให้ยื่นคำขอต่อประธานศาลฎีกาเพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาตามที่เห็นสมควร

- ให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีอาญาตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับเรื่องตามวรรคหนึ่ง

- ในกรณีที่ไม่อาจฟ้องคดีได้ก่อนพ้นระยะเวลาตามวรรคสาม ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อขออนุญาตขยายระยะเวลาฟ้องคดีออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด แต่ทั้งนี้ต้องฟ้องภายในอายุความ

- ให้นำบทบัญญัติในหมวด 2 การดำเนินคดีอาญา และหมวด 3 การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน มาใช้บังคับในการดำเนินคดีตามหมวดนี้โดยอนุโลม

ส่วนสุดท้ายเป็นมาตรการบังคับชั่วคราว หรือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ( รธน.) มาตรา 235 วรรคสาม ระบุว่า หากศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง "ประทับรับฟ้อง" นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

พร้อมสรุปขั้นตอนว่า ชั้นไต่สวน ในขณะที่คณะผู้ไต่สวนอิสระกำลังดำเนินการไต่สวน นายเอกวิทย์ ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ชั้นศาล หากคณะผู้ไต่สวนอิสระมีความเห็นว่า "มีมูล" ให้ส่งสำเนาการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (กรณีอาญา) หรือศาลฎีกา (กรณีจริยธรรม)

ผลทางกฎหมาย ทันทีที่ "ศาลประทับรับฟ้อง" นายเอกวิทย์จะต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตาม รธน. ม. 235 วรรคสาม เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

เอกวิทย์ วัชชวัลลคุ

เอกวิทย์ วัชชวัลลคุ

อนึ่งเกี่ยวกับกรณีนี้ สำนักข่าว Next News เคยรายงานข่าวในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ร่วมลงชื่อครบจำนวนหนึ่งในห้าของจำนวน สว.ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อเสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภาตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 กรณีกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวนกรณีนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าวแล้ว ถ้าหากประธานศาลฎีการับเรื่องและตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวน จะนับเป็นกรณีแรกในประเทศไทย ที่กรรมการ ป.ป.ช.ถูกตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามมาตรา 236 ดังกล่าว สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ระบุเรื่องการไต่สวนกรณีกล่าวหา กรรมการ ป.ป.ช. ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทําการตามมาตรา 234 (1) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง

คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หน้าที่และอํานาจ วิธีการไต่สวน ระยะเวลาการไต่สวนและการดําเนินการอื่นที่จําเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 237 ระบุว่า เมื่อดําเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดําเนินการดังต่อไปนี้

  • (1) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่อง และให้คําสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด

  • (2) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย โดยให้นําความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหกมาใช้บังคับโดยอนุโลม

  • (3) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่กรณีตาม (2) ให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และให้นําความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ปัจจุบัน มีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว เหลือแค่สมาชิกวุฒิสภา ที่ยังสามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ได้

อย่างไรก็ดี กรณีนี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.เอกภาคภูมิ พิศมัย อดีตนายตำรวจคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยตั้งข้อหาแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา ซึ่งทางทนายความผู้รับมอบอำนาจยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

โดยคดีนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาด ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เอกวิทย์วัชชวัลลคุ
คดีสินบนทองคำ
สำนักงาน ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว
เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว