มัดรวม 9 ผู้สมัคร สส. ถูกศาลฎีกาสั่งเพิกถอนชื่อผู้รับสมัคร เหตุประวัติต้องคดีจำคุก ความผิดใช้เช็ค/ลักทรัพย์/รุกป่า/ฉ้อโกง 8 พรรค เทียบ‘ปัญญา ชวนบุญ’ผู้สมัคร สมุทรสาคร ภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกาฯพิพากษา 30 มี.ค. 2561 จำคุก 1 เดือน รอลงโทษ 1 ปี ไฉน!กกต.ชี้คุณสมบัติครบ ปล่อยผ่าน ล่าสุดชนะเลือกตั้ง
ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างน้อย 9 คน ถูกศาลฎีกาสั่งเพิกถอนชื่อจากประกาศเป็นผู้รับสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับลือกตั้ง สส. กรณีมีประวัติต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิด คดีการใช้เช็ค ลักทรัพย์ รุกป่า ฉ้อโกง โดยเป็นผู้สมัคร จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคกล้าธรรม เพื่อไทย ไทยสร้างไทย เพื่อบ้านเมือง พลวัต พลังประชารัฐ ไทยก้าวใหม่ และ ประชาธิปัตย์ รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นได้ดังนี้
1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 13 จังหวัดนครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม กรณีได้รับโทษจําคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9) คดีหมายเลขดำ ลต สสข 10/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 12/2569 ศาลฎีกา วันที่ 28 มกราคม 2569

ฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์
2. นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช ของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 357/2568 ของศาลจังหวัดปากพนัง ว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 2 (12) คดีหมายเลขดำที่ ลต สสข 13/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 14/2569 ศาลฎีกา วันที่ 29 เดือน มกราคม พุทธศักราช 2569
3. นางสาวณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดชลบุรี ของพรรคไทยสร้างไทย เนื่องจากเคยได้รับโทษจําคุกเนื่องจากกระทําความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ตามคําพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ 1800/2559 และพ้นโทษโดยได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2560 เมื่อนับถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งยังไม่ถึงสิบปี จึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7)และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9) ตามคำร้องขอผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 18/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 18/25609 ศาลฎีกา วันที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ
4.นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส.) เขต 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม เนื่องจากต้องคําพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ให้ลงโทษจําคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) คดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 16/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 20/2569 ศาลฎีกา วันที่ 3 เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569
5. นายบุญเสริม หัทยานนท์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคเพื่อบ้านเมือง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1721/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2019/2552 ของศาลจังหวัดพัทลุงว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ผู้คัดค้านรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) คดีหมายเลขดำที่ ลต สสข 17/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 15/2569 ศาลฎีกา วันที่ 30 เดือนมกราคม 2569
6. นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช ของพรรคพลวัต เนื่องจากเคยได้รับโทษจําคุกในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 3 คดี โดยได้รับโทษจําคุก 5 เดือน ตามคําพิพากษาคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1314/2562 โทษจําคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคําพิพากษาคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 79/2563 และโทษจําคุก 1 เดือน ตามคําพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1786/2563 ของศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านพ้นโทษเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2564 จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 19/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 16/2569 ศาลฎีกา วันที่ 30 เดือน มกราคม พุทธศักราช 2569
7.นายสิทธิ โสพสิงห์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอำนาจเจริญ ของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจาก เคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดอำนาจเจริญว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 42 (12) คดีหมายเลขดำที่ ลต สสข 21/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 23/2569 ศาลฎีกา วันที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ 2569

สิทธิ โสพสิงห์ / ภาพจากtalknewsonline
8. นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคไทยก้าวใหม่ เนื่องจากเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดฐานฉ้อโกง และฐานยักยอก อันเป็นการกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) คดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 28/2559 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 31/25609 ศาลฎีกา วันที่ 5 เดือน กุมภาพันธ์ 2569
9.นายชาติชาย จันทร์สวย ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 10 จังหวัดอุดรธานี พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 2142/2552 ของศาลจังหวัดอุดรธานี ว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) คดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 27/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 30/2569 ศาลฎีกา วันที่ 5 เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 (ดูตารางประกอบท้ายเรื่อง)

ชาติชาย จันทร์สวย
@ไฉน!ว่าที่ สส.สมุทรสาคร พรรคภูมิใจไทย เคยต้องคดีปกปิดทรัพย์สิน กกต.ชี้คุณสมบัติครบ
ขณะที่ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่า นายปัญญา ชวนบุญ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสาคร (อดีตประธานสภา อบจ.สมุทรสาคร) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีพ้นจากตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ในการดำรงตำแหน่ง ส.อบจ.สมุทรสาคร ครั้งที่ 2 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 32 และมาตรา 33 ห้ามมิให้ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่ 20 เม.ย.2555 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 2 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 34 วรรคสอง และให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่ง ส.อบจ.สมุทรสาคร ครั้งที่ 3 ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันในวันที่ 30 มี.ค.2561 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย กับมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.อบจ.สมุทรสาคร ครั้งที่ 2 มาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี (คดีหมายเลขดําที่ อม. 102/2560 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 45/2561 วันที่ 30 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2561)
ในการเลือกตั้ง ก.พ.2569 นายปัญญาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต จ.สมุทรสาคร พรรคภูมิใจไทย วันที่ 7 ม.ค. 2569 กกต.โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสมุทรสาคร ตรวจสอบพบเป็นผู้มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และนายปัญญาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นว่าที่ สส. 1 ใน 193 เสียง หรือ ใน 500 เสียง

ปัญญา ชวนบุญ
@ รัฐธรรมนูญ ม. 98 (9) /กม.เลือกตั้ง กำหนดชัดต้องคําพิพากษาจําคุกความผิดว่าด้วยทุจริต ต้องห้าม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(7)เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(9) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุกเพราะกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 บัญญัติไว้เช่นเดียวกันว่า
(9) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(11) เคยต้องคำ พิพากษาหรือคำ สั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
@บุคคลต้องห้ามด้วยหรือไม่
กรณีของนายปัญญา ศาลฎีกาฯพิพากษากระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ฐานจงใจยื่นบัญชีฯเท็จ ถือเป็นบุคคลต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ม. 98 (9) และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 ด้วยหรือไม่ ?

ตารางข้อมูลสส.




