News Logo
หน้าแรก
ข้อกล่าวหา-หลักฐาน 'เอกวิทย์' 141สว.ส่งปธ.ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ข้อกล่าวหา-หลักฐาน 'เอกวิทย์' 141สว.ส่งปธ.ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

24 ก.พ. 2569 15:54
ผู้ชม 367 คน

"...เมื่อรถของตนเองจอด ได้ถือกระเป๋าบรรจุทองคำลงจากรถ และเดินไปที่รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ คันดังกล่าว เมื่อเดินไปถึงพบมีชายนั่งเบาะด้านหน้าข้างคนขับลดกระจกลงไม่สุด ตนได้มองเข้าไปภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบนายเอกวิทย์ (ตนเองได้พบเห็นและเห็นหน้านายเอกวิทย์มาก่อน จดจำใบหน้าได้ดี) นั่งอยู่ในรถคันดังกล่าว บริเวณเบาะหลังคนขับด้วย จึงได้ยกมือไหว้ แล้วยื่นกระเป๋าใส่ทองคำให้กับชายคนที่นั่งตอนหน้าคู่คนขับดังกล่าว โดยที่นายเอกวิทย์ไม่ได้ลดกระจกด้านหลัง เปิดประตู หรือทักทายแต่อย่างใด..."

กรณี พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกกล่าวหาว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท เพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวน โดยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผ่านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาดำเนินการเอาผิด นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท เพื่อช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในคดีเว็บพนันออนไลน์ นั้น

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ขณะนี้หนังสือประธานวุฒิสภา ที่ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา กรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 141 คน ได้ร่วมกันเข้าชื่อกล่าวหา นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นทองคำน้ำหนักรวม 246 บาท ถูกส่งถึงประธานศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนต่อไป ประธานศาลฎีกาจะมีการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ โดยจะใช้วิธีการทาบทาม ซึ่งตาม พ.ร.ป. วิอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 49 และ 50 ประธานศาลฎีกามีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน ประกอบด้วยข้าราชการอัยการที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ หรืออัยการอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี อย่างน้อย 1 คน และบุคคลอื่นที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์ โดยอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบทรัพย์สิน คณะผู้ไต่สวนอิสระมีอำนาจเสมือนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป. วิอาญาฯ มาตรา 53 และมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 55 ในการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร รวมถึงมีอำนาจเรียกบัญชีทรัพย์สินเดิมที่เคยยื่นไว้มาตรวจสอบเปรียบเทียบเพื่อหาความผิดปกติของจำนวนทองคำตามที่ถูกกล่าวหา ระยะเวลาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหกสิบวัน

ทั้งนี้ หากคณะผู้ไต่สวนอิสระมีความเห็นว่า “มีมูล” ให้ส่งสำเนาการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หาก “ศาลประทับรับฟ้อง” นายเอกวิทย์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตาม รธน. ม. 235 วรรคสาม เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าว Next News ว่า หนังสือกล่าวหาของ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 141 ราย ที่ตนเองลงชื่อในอันดับแรก ส่งให้ประธานวุฒิสภา ทำเรื่องถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอให้มีการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระกรณีกล่าวหา นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. มีการอ้างอิงข้อมูลหลักฐานและพฤติการณ์การกระทำความผิดตามข้อร้องเรียนของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ที่ได้เข้ายื่นหนังสือเรื่องร้องเรียนต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผ่านตนเอง ก่อนหน้านี้

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

@ อ้างอิงข้อมูลหลักฐานจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิท บิ๊กโจ๊ก

สำหรับหนังสือ ร้องเรียนของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย กรณีนี้ สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมูลพบว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ มีการกล่าวอ้างว่า ก่อนที่จะถูกให้ออกจากราชการ ได้รับคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้เป็นชุดสืบสวนของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งจะมีหลายชุดในลักษณะของชุดเฉพาะกิจ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จะทำหน้าที่เสมือนเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติเป็นฝ่ายสืบสวนทำหน้าที่สืบสวนหาข่าวในพื้นที่ และแสวงหาพยานหลักฐานในคดี เฝ้าจุด สะกดรอย ตรวจค้นจับกุม ในคณะทำงานมีหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายสอบสวน เช่น ชุดพนักงานสอบสวน ชุดฝ่ายอำนวยการ และชุดสืบสวน ชุดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ยังกล่าวอ้างว่า หลังจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ ถูกให้ออกจากราชการ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ยังเรียกใช้งานในลักษณะเดิม คือ งานด้านการสืบสวน ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่น ๆ ก็จะถูกใช้งานในลักษณะเดิมที่เคยทำงานร่วมกันอยู่ หลังจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ กับพวก ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาพร้อม ๆ กับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว และมีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากที่ถูกให้ออกจากราชการแล้ว พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จะเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกให้ออกจากราชการพร้อม ๆ กัน รวม 8 คน มาหารือแนวทางการต่อสู้ทางคดี ที่สำนักงานอาคารรัชดาวัน ชั้นที่ 2 ที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ฯ ได้เช่าไว้ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับเตรียมคำแก้ต่าง และต่อสู้คดี รวมถึงการจัดทำคำชี้แจงคำให้การของแต่ละคน ซึ่ง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็จะใช้ประสบการณ์แนะนำช่วยเหลือคนที่ถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกัน

"โดยแต่ละวัน พ.ต.อ.ภาคภูมิ กับพวกที่ถูกออกจากราชการ ต้องมาที่สำนักงานนี้แทบจะทุกวันตามคำสั่งของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ทำให้ได้พบกับบุคคลที่ทำหน้าที่ส่วนอื่นของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ บางคนก็ทำหน้าที่ถือครองทรัพย์สินแทน ทำบัญชี รวบรวมข้อมูลอื่น ๆ อีกหลายคน เพราะระหว่างการรับราชการ จะมีหน้าที่ในหน้างานที่เกี่ยวข้องกับงานสืบสวนเท่านั้น และยังทำให้ได้ทราบแนวทางในการต่อสู้คดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ว่าจะให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยุติเรื่องไว้ก่อนจะถึงกระบวนการในชั้นศาล จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนในการตรวจสอบ ไต่สวนเรื่องต่าง ๆ ช่วยเหลือในทางคดี จึงต้องมีการตกลง เจรจา ต่อรอง (ล็อบบี้) กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ทำการลงมติตามความเห็นของอนุกรรมการที่ได้สรุปไว้" พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัยระบุในหนังสือ

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ยังกล่าวอ้างด้วยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 เวลาประมาณ 11.00 น. พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับตนเอง แจ้งว่าให้ไปพบที่สำนักงานอาคารรัชดาวัน ชั้น 2 เมื่อมาถึงสำนักงานดังกล่าว ได้พบว่า นาย ส. หรือเอ็ดเวิร์ด รออยู่ที่สำนักงานอาคารรัชดาวัน ชั้น 2 อยู่ก่อนแล้ว

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย

@ เจ้านายสั่งการมอบของ - อัดคลิปวิดีโอสะกดรอยไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมา พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้เข้ามาที่สำนักงานดังกล่าว และสั่งการให้ นาย ส. หรือเอ็ดเวิร์ด มอบถุงบรรจุกล่องกระดาษจำนวน 2 กล่องให้ และแจ้งให้ทราบว่า ภายในบรรจุทองคำ มูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท ให้นำไปมอบให้กับ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. โดยแจ้งว่า ได้ตกลงกับ นายเอกวิทย์ ไว้แล้ว และยังได้กำชับให้ทำการอัดคลิปวิดีโอและสะกดรอยไว้เป็นหลักฐานไว้ด้วย โดยเวลาและสถานที่ใดที่จะให้นำไปให้ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

หลังจากที่ได้รับมอบสิ่งของที่บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษสีขาว จำนวน 2 กล่อง มาแล้ว ได้เดินทางกลับไปที่พัก เพื่อต้องการทราบว่า มีทองคำบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษจริงหรือไม่ จึงได้เปิดกล่องกระดาษออกดู พบทองคำบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษ จำนวน 2 กล่อง

กล่องที่ 1 (กล่องทางซ้ายตามภาพที่แนบส่ง) หน้ากล่องเขียนตัวข้อความ "ราคา 40450 123 บาท = 4,975,350 50x2 10x2 1x3 ถอนเงินสด 24,650"

กล่องที่ 2 (กล่องทางขวาตามภาพที่แนบส่ง) หน้ากล่องเขียนตัวข้อความ "ราคา 40450 x123 บาท = 4,981,500 แท่ง 50x3 10บ x2 1บ x3 ทอนเงิน 18,500 (28/8)"

ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 9,956,850 บาท ใกล้เคียงกับที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ แจ้งว่าประมาณ 10 ล้านบาท เนื่องจากเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง และ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ให้นำไปมอบให้กับ นายเอกวิทย์ ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งปกติก่อนหน้านี้ทั้งสองคนสามารถพูดคุย นัดหมายติดต่อกันได้อยู่แล้ว

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (1)

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (1)

แต่ครั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ แจ้งว่า ได้นัดหมายนายเอกวิทย์ และสั่งการให้ตนเองเป็นผู้นำทองไปมอบให้นายเอกวิทย์แทนตนเอง แต่ไม่ได้แจ้งว่าให้เพื่อการใด พร้อมทั้งกำชับว่า ให้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้ด้วย ทำให้ตนเองรู้สึกกังวล กลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้งให้กระทำความผิด จึงได้ปรึกษากับ นาง ภ. ภรรยา ว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ให้นำทองคำไปมอบให้บุคคลท่านหนึ่ง แต่ไม่ได้แจ้งให้ภรรยาทราบว่า เอาไปให้ใคร และเป็นค่าอะไร ภรรยาของตนเองจึงได้แนะนำว่า เพื่อความสะดวกในการส่งมอบทองคำ ให้ย้ายทองคำจากกล่องกระดาษสีขาว จำนวน 2 กล่อง มาใส่ในกระเป๋าถือสีน้ำตาล มีอักษร SUPER LOCK และถ่ายวิดีโอเก็บไว้

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 เวลาเช้า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้โทรศัพท์สั่งการให้ตนเอง นำทองคำไปมอบให้กับนายเอกวิทย์ ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในช่วงบ่าย ตนจึงได้ซื้อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และเดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2567 ที่ร้านขายของชำ (ร้านที่ 2 ทางซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้า The Crest Park Residence ซึ่งอยู่ข้างที่พักของตนเอง แล้วนำมาวางคู่กับทองคำ แล้วถ่ายคลิปวิดีโอ เพื่อยืนยันว่า เหตุการณ์ในคดีนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 1 กันยายน 2567

จากนั้นตนเองได้โทรหาอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้มาช่วยขับรถให้ เนื่องจากไม่กล้าเดินทางไปคนเดียว ส่วนภรรยาได้ขอร่วมเดินทางไปด้วยเนื่องจากเป็นกังวล กลัวว่าจะถูกหักหลัง มีอันตราย และได้ขอให้ภรรยาทำหน้าที่ถ่ายภาพคลิปวิดีโอจากในรถไปยังบุคคล หรือสิ่งของที่เป็นเป้าหมาย และโทรศัพท์แจ้งให้รุ่นพี่ที่เคยทำงานสืบสวนให้กับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ร่วมกันมาก่อนในช่วงที่รับราชการด้วยกัน แจ้งว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ มีงานสะกดรอย ให้ติดตามเป้าหมาย ให้ช่วยจัดทีมสะกดรอย และเก็บภาพเป็นหลักฐานให้หน่อย

เมื่อพร้อมแล้ว ตนเอง, ภรรยา และลูกน้องพลขับ ได้เดินทางจาก The Crest Park Residence ไปรอที่ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เวลาประมาณ 13.50 น.เศษ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้โทรมาแจ้งว่า นายเอกวิทย์ นั่งมาในรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน 4457 กทม. จอดอยู่บริเวณลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ แล้วให้ตนเองนำทองคำไปมอบให้นายเอกวิทย์ เมื่อทราบดังนั้นแล้ว ตน, ภรรยา และลูกน้องพลขับ ได้ขับรถยนต์เดินทางไปที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ประมาณ 200 เมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที (เนื่องจากต้องไปกลับรถ)

ต่อมาเวลาประมาณ 14.12 ถึง 14.13 น. เมื่อไปถึงลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ พบรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ จอดอยู่ลานจอดรถเพียงคันเดียว ทะเบียน 2 ชษ 4457 กทม. มีหมายเลขทะเบียนตรงกับที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ แจ้งไว้ โดยจอดริมลานจอดรถหันหัวรถไปทางถนนกาญจนาภิเษก ตนเองมั่นใจว่าเป็นรถของนายเอกวิทย์ จึงได้ให้พลขับขับรถยนต์ไปจอดเทียบด้านข้าง ให้ฝั่งที่ตนนั่งให้ติดกับหัวรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด คันดังกล่าว เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินอ้อม

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (2)

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (2)

@ วินาทีส่งมอบทองคำ -ยืน เอกวิทย์ นั่งอยู่ในรถ

เมื่อรถของตนเองจอด ได้ถือกระเป๋าบรรจุทองคำลงจากรถ และเดินไปที่รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ คันดังกล่าว เมื่อเดินไปถึงพบมีชายนั่งเบาะด้านหน้าข้างคนขับลดกระจกลงไม่สุด ตนได้มองเข้าไปภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบนายเอกวิทย์ (ตนเองได้พบเห็นและเห็นหน้านายเอกวิทย์มาก่อน จดจำใบหน้าได้ดี) นั่งอยู่ในรถคันดังกล่าว บริเวณเบาะหลังคนขับด้วย จึงได้ยกมือไหว้ แล้วยื่นกระเป๋าใส่ทองคำให้กับชายคนที่นั่งตอนหน้าคู่คนขับดังกล่าว โดยที่นายเอกวิทย์ไม่ได้ลดกระจกด้านหลัง เปิดประตู หรือทักทายแต่อย่างใด

ตนเองจึงได้เดินกลับไปที่รถ ระหว่างที่เดินกลับมาที่รถยนต์ที่นั่งมาก็พบว่า รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำคันดังกล่าว ได้ขับออกจากลานจอดรถไปมุ่งหน้าไปทางถนนกาญจนาภิเษก ซึ่งทีมสะกดรอยก็ได้สะกดรอยติดตามไป พร้อมกับมีการถ่ายภาพรถคันดังกล่าวไปด้วย แต่ได้หลุดการติดตามบนทางด่วน

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (3)

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (3)

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (4)

ภาพหลักฐานคดีสินบนทองคำ (4)

หลังจากนั้น ได้แจ้งให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ทราบว่า ได้ส่งมอบทองคำให้กับนายเอกวิทย์ และได้มีการบันทึกคลิปวิดีโอไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้ส่งมอบคลิปวิดีโอนี้ให้กับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ถือเก็บไว้กับตนเพียงคนเดียว ซึ่งต่อมาทราบว่า นายเอกวิทย์ ก็ได้ดำเนินการเร่งรัดการไต่สวน ในส่วนที่นายเอกวิทย์รับผิดชอบ โดยอนุกรรมการ ป.ป.ช. ที่นายเอกวิทย์รับผิดชอบและเป็นประธานอนุกรรมการนั้น ได้ดำเนินการไต่สวน จนภายหลังทราบว่า มีมติให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวกตนเองพ้นผิด แต่ไม่สามารถนำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการชุดใหญ่ได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่สามารถประชุมมีมติใด ๆ ออกมาได้ ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ได้พยายามกดดันนายเอกวิทย์มาตลอด

จนต่อมา นาย ส. อดีตอนุกรรมการ ป.ป.ช. ในชุดของนายเอกวิทย์ ที่สนิทและคุ้นเคยกับทั้งนายเอกวิทย์ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เป็นอย่างดี ได้โทรศัพท์มาหาตนเองหลายครั้ง เพื่อแจ้งให้ทราบว่า นายเอกวิทย์ไม่สบายใจที่ถูกขู่เรื่องการรับทองแล้วไม่ช่วยเหลือทางคดีให้กับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จึงต้องการที่จะคืนทองคำให้กับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ โดยนาย ส. แจ้งให้ตนเองทราบทางโทรศัพท์หลายครั้ง และตนเองได้มีการอัดคลิปเสียงระหว่างการสนทนากับนาย ส. ไว้ด้วย ซึ่งตนเองเห็นว่า เมื่อทองคำเป็นของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และทั้งนายเอกวิทย์ และ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่เหตุใดไม่นัดหมายกันไปรับทองคำคืนกันเอง

@ กลัวถูกย้อนรอยซ้อนแผนจับกุม -ยัดเยียดความผิด

ตนเองกลัวว่าจะถูกย้อนรอยซ้อนแผนจับกุม และถูกยัดเยียดความผิดให้ว่าเป็นคนนำทองคำไปให้นายเอกวิทย์ เพื่อขอให้ช่วยเหลือวิ่งเต้นทางคดีใน ป.ป.ช. ด้วยตนเอง เพื่อตนเอง ทั้งที่เป็นการทำตามคำสั่ง และนาย ส. ก็พูดในทำนองว่าให้ตนรับว่าเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังระบุว่า ได้นำคลิปวิดีโอการมอบทองคำให้กับนายเอกวิทย์ และคลิปเสียงที่มีการสนทนากันระหว่างนาย ส. ไปมอบให้กับพนักงานสอบสวน บก.ปปป. พร้อมกับร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวก และได้ทราบว่า พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานตามสมควรส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไปตามหน้าที่และอำนาจแล้ว เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการแถลงผลการปฏิบัติในคดีดังกล่าวนี้แล้วเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 และยังทราบอีกว่า พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ทำรายงานถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 แล้ว และเนื่องจากตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการตามมาตรา 234 (1) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หน้าที่และอำนาจ วิธีการไต่สวน ระยะเวลาการไต่สวน และการดำเนินการอื่นที่จำเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

ขณะที่ มาตรา 234 (1) ระบุหน้าที่และอำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญ หรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ประกอบมาตรา 234 (1) ผู้ที่จะมีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกระทำผิดตามมาตรา 234 (2) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร มีเพียงสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว และต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งได้กล่าวหาว่า นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเจ้าพนักงานของรัฐเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” และนาย ส. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในความผิดฐาน “สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน ฯลฯ” ในพฤติการณ์ร่วมกันรับทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 246 บาททองคำ เพื่อจะได้ดำเนินการช่วยเหลือในทางคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของนายเอกวิทย์ จาก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวก

เหตุเกิดที่ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 14.15 นาฬิกา

********************

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลพยานหลักฐาน ของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกลุ่ม สว. 141 คน นำไปใช้อ้างอิง ในหนังสือยื่นต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาดำเนินการเอาผิด นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท เพื่อช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในคดีเว็บพนันออนไลน์ ที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับกรณีนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และ นายเอกวิทย์ ต่างออกมาปฏิเสธไปแล้วว่า ไม่เป็นความจริง

ขณะที่ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.เอกภาคภูมิ พิศมัย อดีตนายตำรวจคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยตั้งข้อหาแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา ซึ่งทางทนายความผู้รับมอบอำนาจยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาด ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

แต่ถ้าหากคดีนี้ ประธานศาลฎีการับเรื่องและตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวน จะนับเป็นกรณีแรกในประเทศไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สอบกรรมการป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว
เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว