“...สำหรับพฤติการณ์ของเบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีของภรรยาเป็นคนทำธุรกรรมทุกอย่าง ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่าง ๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินภายในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยาไม่เคยไปสักครั้ง โดยตอนนี้ทั้ง 6 คน ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากหลังจากนี้พบความเชื่อมโยงต่อกันก็จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกและหมายจับ...”
ชื่อของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” นักธุรกิจชาวต่างชาติ
กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง!!
หลังจากในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏข่าวเป็นตัวแทนขายเครื่องบินลำละ 800 ล้านบาท ให้กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคเพื่อไทย และญาติพี่น้อง
ขณะที่ก่อนหน้านั้น ชื่อของนายเบน สมิธ ถูกจับตามองและขุดคุ้ยมาตลอด นับตั้งแต่ถูกนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าววอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) อ้างว่าเป็นนายหน้าขายเครื่องบินส่วนตัวให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในไทย และยังมีกระแสข่าวว่าเขาเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจคนสำคัญของนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทย ของนายทักษิณ ชินวัตร คอยให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่องต้องผ่านความเห็นของบุคคลคนนี้ การยื่นเรื่องขอสละสัญชาติกัมพูชา เพื่อแปลงสัญชาติเป็นไทย ส่วนไปถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับชาติ อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น
จนกระทั่งในช่วงต้นปี 2568 นายเบน สมิธ ปรากฏชื่อร่วมกับกลุ่มนายยิม เลียก ประธานกลุ่มบริษัท B.I.C ของกัมพูชา และพันธมิตรของนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกคำสั่งอายัดทรัพย์ รวมเป็นมูลค่าประมาณหมื่นล้านบาท เชื่อมโยงคดีนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก ได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าพบข้อมูลการส่งสินค้าซึ่งมีสิ่งของผิดกฎหมายจากจังหวัดเชียงรายไปที่ประเทศจีน และผู้เสียหายมียอดเงินในบัญชีธนาคารซึ่งเกี่ยวพันกับการฟอกเงินผิดกฎหมาย ต้องถูกตรวจสอบบัญชีธนาคาร จากการสืบสวนเส้นทางการเงิน พบข้อมูลว่า นางสาวแตงไทย ได้รับมอบอำนาจให้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับบัญชีธนาคารของนายยิม เลียก หรือ MR. LEAK YIM ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดทายาทเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา เป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หลอกลวงผู้เสียหาย เชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินของผู้กระทำความผิดมูลฐาน พบข้อมูลการทำธุรกรรมของนางสาวแตงไทยฯ เชื่อมโยงไปยังบุคคลและนิติบุคคลจำนวนมาก รวมทั้งมีข้อมูลการโอนเงินไปยังนายเบน สมิธ หรือ MR. SMITH BEN ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน มีการโอนเงินไปมาระหว่างบริษัทต่าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เสมือนว่ามีการดำเนินธุรกิจ และใช้บริษัทในการถือครองทรัพย์สินแทนตนเองและบุคคลใกล้ชิด ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินและการถือครองทรัพย์สินในลักษณะที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งทาง ปปง. มีการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้องศาลขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ ปปง. จะออกคำสั่งอายัดทรัพย์ กลุ่มนายยิม เลียก ซึ่งมีชื่อนายเบน สมิธ และภรรยา คือ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ รวมอยู่ด้วย มีกระแสข่าวว่าจะมีการออกหมายจับนายเบน สมิธ และภรรยามาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการขอออกหมายจับในช่วงเวลานั้น เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน
กระทั่งในช่วงสายวันที่ 2 มีนาคม 2569 ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับนายเบน สมิธ นักธุรกิจชื่อดังชาวต่างชาติ และภรรยา คือ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ 2 ผู้ต้องหาในคดีกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน” หลังการสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ที่มีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่าง ๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาท

แคทรียา บีเวอร์ ภรรยาเบน
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ระบุพฤติการณ์ของนายเบน สมิธ ว่า สืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2559 นายเบน สมิธ ได้ทำทีตีสนิทกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย โดยการอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ก่อนชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งครั้งนั้นมีการลงทุนกันจริง
กระทั่งเมื่อผู้เสียหายไว้วางใจ นายเบน สมิธ จึงเริ่มออกอุบายหลอกเงินผู้เสียหาย โดยชักชวนให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซ ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องให้นางแคทรียาเป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ ซึ่งมีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี รวมถึงยังหลอกให้ซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อไว้ประกอบธุรกิจปล่อยเช่า และหลอกให้ลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้าอีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย
แต่ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเริ่มสังเกตพบความผิดปกติ เนื่องจากหุ้นเพซไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อเห็นท่าไม่ดี คนในเครือข่ายของนายเบน สมิธ จึงออกอุบายเสนอให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้อง และค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขาย อ้างว่า หากขายได้เงินมาแล้วจะใช้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อยอมทำตาม จนกระทั่งผ่านมาถึงปี 2565 ผู้เสียหายกลับยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน จึงพยายามติดต่อทวงถาม แต่ก็ถูกนายเบน สมิธ และพวกบ่ายเบี่ยง ก่อนจะมาทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่าถูกหลอกลวง ก่อนนำเรื่องเข้าแจ้งความไว้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ทั้งนี้ มีรายงานว่า หลังรับเรื่อง เจ้าหน้าที่จึงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพบพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า นายเบน ภรรยา และพวก มีพฤติกรรมหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยการอ้างลงทุนธุรกิจต่าง ๆ หลายครั้ง โดยไม่ได้มีการนำเงินไปดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังได้นำกำลังเข้าตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี ก่อนสามารถตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการ ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง สมุดโน้ต 1 เล่ม โน้ตบุ๊ก และแล็ปท็อป 2 เครื่อง แม็คบุ๊ก 1 เครื่อง ไอแพด 2 เครื่อง โทรศัพท์ 5 เครื่อง ฮาร์ดดิสก์ 2 ชิ้น และเอกสารต่าง ๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ

ตำรวจสอบสวนกลางเข้าตรวจสอบ

ตำรวจสอบสวนกลางเข้าตรวจสอบ (1)
ล่าสุด พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ทิพเจริญ สว.กก.3 บก.ป. กล่าวว่า จากการสอบปากคำพยานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บอกว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ ช่วงปี 2559 มีการทำธุรกิจหุ้นพลังงานร่วมกัน และนายเบน สมิธ ได้ชักชวนให้เข้ามาร่วมลงทุนและได้ใช้งานพวกเขาให้ทำอะไรบางอย่าง และยังบอกว่าต้องไปประสานงานกับใคร ซึ่งคำให้การก็สอดคล้องกับหลักฐานที่ทางตำรวจตรวจพบ และยังพบเส้นเงินบางส่วนของพยานทั้ง 6 คน โอนไปยังผู้ต้องหา แต่ก็อ้างว่าเป็นการทำธุรกิจกัน จึงต้องมีการโอนเงินให้กัน แต่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อ
“สำหรับพฤติการณ์ของเบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีของภรรยาเป็นคนทำธุรกรรมทุกอย่าง ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่าง ๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินภายในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยาไม่เคยไปสักครั้ง โดยตอนนี้ทั้ง 6 คน ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากหลังจากนี้พบความเชื่อมโยงต่อกันก็จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกและหมายจับ”
พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้นายเบน สมิธ และภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ช่วงปี 2568 หลังจากที่มีการดำเนินคดีเครือข่ายยิม เลียก – เฉินจื้อ – ก๊กอาน สำหรับทรัพย์สินที่ตรวจยึดมาได้นั้น เป็นคนละส่วนที่ ปปง. ยึดมาก่อนหน้านี้ เพราะทรัพย์สินส่วนนั้นได้มาจากช่วงหลังก่อเหตุ แต่ก็มีทรัพย์สินบางอย่างที่เกี่ยวพันกับคดีที่หลอกลงทุนหุ้นพลังงาน ที่มีความเสียหายประมาณ 1 พันล้านบาท
ส่วนข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ สำนักข่าว Next News จะติดตามมานำเสนอต่อไป




