"....เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ซึ่งใช้ไลน์ชื่อ "XXXX" (สงวนข้อมูล) โทรผ่านไลน์หา พ.ต.ท. คริษฐ์ จากนั้น พ.ต.ท. คริษฐ์ ได้ส่งภาพตารางเงินซื้อปืนห้วงเดือนที่มีการซื้อขายปืน ระบุหัวข้อว่า จำนวนเงินที่ต้องหา รวม 12,155,390 บาท ให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จากนั้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ส่งข้อความว่า "พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ฯ ได้แนะนำให้อดีตผู้ว่า นำพระเครื่องมาขายให้กับเฮียอั้ง หรือนายสมภพ จำนวน 7 ครั้ง และเฮียอั้งสมนาคุณให้คุณ จ เพื่อเป็นการสมนาคุณให้ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ เป็นค่าแนะนำ รวมเป็นเงิน 13,100,000 บาท...."
กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 มีมติแต่งตั้งองค์คณะไต่สวน นายสมบัติ ธรธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. กับพวกรวม 9 ราย คดีช่วยเหลือตกแต่งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
โดยผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 9 ราย ประกอบไปด้วย
1.นายสมบัติ ธรธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอนุกรรมการเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ 1-2 อนุกรรมการเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ และอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 ของป.ป.ช.
2.นายจัตุรงค์ พานิจเจริญ ตำแหน่งพนักงานไต่ส่วน ระดับสูง ของป.ป.ช.
3.นางอารยา งามล้วน ตำแหน่งเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินชำนาญการพิเศษ ของ ป.ป.ช.
4.พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ หักพาล ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
5.พ.ต.ท. คริษฐ์ ปริยะเกตุ ตำแหน่งรองผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงเหนือ คนสนิทพล.ต.อ. สุรเชชษฐ์
6.นายสมภพ ไทยธีระเสถียร ตำแหน่งรองนายกสมาคมผู้นิยมพระครื่องพระบูชาไทย
7.นายวิสูตร ด้วงมาก ตำแหน่งพนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 ของป.ป.ช.
8.นายสรพงษ์ วงศ์สุวรรณ
9.นายยิ่งยศ ท้อเพิ่มผล

อินโฟฯ แสดงรายชื่อผู้ถูกกล่าวทั้ง 9 ราย
ป.ป.ช.ตั้งไต่สวน‘สมบัติ ธรธรรม-พวก9 ราย' คดีแต่งบัญชีฯช่วย‘บิ๊กโจ๊ก’
เปิดครบ 9 ผู้ถูกกล่าวหาตั้งไต่สวนคดีช่วยแต่งบัญชีฯ-'บิ๊กโจ๊ก' โดนด้วย
เปิด6ปม!ตั้งไต่สวนคดีแต่งบัญชีฯช่วยบิ๊กโจ๊ก มีพา5 ป.ป.ช.บินไปสงขลาด้วย
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News รายงานข้อมูลเชิงลึกไปแล้วว่า คดีนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) มีหนังสือส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.) และบุคคลที่เกี่ยวข้อง มีการร่วมกันจัดทำหรือใช้เอกสารและหลักฐานที่เชื่อว่าเป็นเท็จ เพื่อใช้ประกอบการชี้แจงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล และคู่สมรสต่อสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 6 กรณี ได้แก่
1.การสร้างเรื่องรายได้จากการซื้อขายพระเครื่อง เพื่ออธิบายเงินจำนวนมาก
2.จัดทำเอกสารซื้อขายรถยนต์หรู ที่ตัวเลขไม่ตรงกับความจริง
3. จัดทำสัญญาซื้อขายที่ดินย้อนหลัง เพื่อใช้ประกอบคำชี้แจง
4.ทำสัญญาโอนหุ้นย้อนหลัง เกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรส
5.มีการส่งไฟล์เอกสารและแก้ไขข้อมูลก่อนยื่น ป.ป.ช.
6.พบการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หลายราย
เพื่อให้สาธารณชน รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้มากขึ้น สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดข้อกล่าวทั้ง 6 กรณี มานำเสนอ ณ ที่นี้
โดยจะขอเริ่มต้น ประเด็นแรกการสร้างเรื่องรายได้จากการซื้อขายพระเครื่อง เพื่ออธิบายเงินจำนวนมากก่อน
มีข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้
ในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ มีการขยายผลการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์มือถือของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ผ่านเครื่องมือชื่อ Cellelbrite ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาโทรศัพท์มือถือจากสำนักพิสูจน์หลักฐานกลางจาก External Harddisk ยี่ห้อ WD S/N WXG2EF27R ขนาด 2 TB และ ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้
พบการสนทนาผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ระหว่าง พ.ต.ท.คริษฐ์ ซึ่งใช้ชื่อไลน์ "ChrisXXXX" (สงวนเลขสี่ตัวหลัง) กับบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักฐานที่น่าเชื่อว่า ใช้ประกอบการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และคู่สมรสใจหลายกรณี
กรณีแรก การกล่าวอ้างแหล่งที่มาของเงินซื้อปืนว่า เป็นค่านายหน้าจากการซื้อขายพระของนายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือเฮียอั้ง กับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด
กรณีตรวจพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ซึ่งใช้ไลน์ชื่อ "XXXX" (สงวนข้อมูล) โทรผ่านไลน์หา พ.ต.ท. คริษฐ์
จากนั้น พ.ต.ท. คริษฐ์ ได้ส่งภาพตารางเงินซื้อปืนห้วงเดือนที่มีการซื้อขายปืน ระบุหัวข้อว่า จำนวนเงินที่ต้องหา รวม 12,155,390 บาท ให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์
จากนั้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ส่งข้อความว่า "พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ฯ ได้แนะนำให้อดีตผู้ว่า นำพระเครื่องมาขายให้กับเฮียอั้ง หรือนายสมภพ จำนวน 7 ครั้ง และเฮียอั้งสมนาคุณให้คุณ จ เพื่อเป็นการสมนาคุณให้ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ เป็นค่าแนะนำ รวมเป็นเงิน 13,100,000 บาท"
ซึ่ง พ.ต.ท. คริษฐ์ ได้ส่งข้อความดังกล่าวให้นายจัตุรงค์ เพื่อปรึกษา
นายจัตุรงค์ ส่งข้อความโต้ตอบว่า "ผมจะนำเรียนปรึกษาสมบัตินะครับ"
"อดีตผู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงไหม และมารับรองให้ จ ได้ไหม"
"ท่านสมบัติถามแบบนี้ครับ"
"เผื่อผมไว้กันเฮียอั้งลืมครับ"
"ถ้าเกิด ป.ป.ช. เรียกสอบ"
"แต่ถ้าเฮียอั้งบอกว่าซื้อขายเงินสด ก็จะตามยาก"
จากบทสนทนาดังกล่าว น่าเชื่อว่าเรื่องที่ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ได้แนะนำให้อดีตผู้ว่านำพระมาขายให้เฮียอั้ง ไม่ใช่ความจริง
หลังจากนั้น พ.ต.ท. คริษฐ์ ได้ส่งรายละเอียดการซื้อพระในทำนองเดียวกันให้นายจัตุรงค์ จำนวน 4 ครั้ง
น่าเชื่อว่าเป็นการที่ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ และเฮียอั้ง หรือนายสมภพ ร่วมกันตกแต่งเรื่องราวขึ้นมาเพื่อให้ได้ข้อยุติเรื่องเงินค่านายหน้า ซึ่งเป็นรายได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้
ซึ่งมีข้อมูลว่า พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ โดย พ.ต.ท. คริษฐ์ ผู้รับมอบอำนาจ ได้ไปดำเนินการเสียภาษีย้อนหลังพร้อมค่าปรับตั้งแต่ปี 2558 ถึงปี 2566 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 ยอดรวม 8,574,757.66 บาท เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมให้กับสำนักงาน ป.ป.ช. และพบข้อมูลว่ามีการทำบัญชีไลน์ปลอม ชื่อ "ทัตเทพ" เพื่อให้นายสมบัติ ใช้ ซึ่งปรากฏว่า ผู้ใช้บัญชีไลน์ชื่อ "ทัตเทพ" ได้ส่งไฟล์เอกสาร "หนังสือเฮียอั้ง-เมืองชล.docx" ให้กับ พ.ต.ท. คริษฐ์
อีกทั้งพบรายละเอียดเรื่องค่านายหน้าจากการซื้อขายพระในไฟล์เอกสาร "คำชี้แจง.doc" ที่นายจัตุรงค์ จัดทำให้ภายใต้การกำกับของนายสมบัติ และน่าเชื่อว่า นายสมบัติ มีอำนาจบังคับบัญชาหรือสั่งการให้มีการส่งหนังสือสอบถามหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพิจารณาดังกล่าว
เนื่องจากปรากฏข้อความการสนทนาระหว่าง พ.ต.ท. คริษฐ์ กับนายสมบัติ ว่า "บอกนายเทอด้วย ว่าจะดึงบัญชีทรัพย์ โดยให้ออกหนังสือถามเฮียอั้ง"
หลังจากนั้น วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 เฮียอั้งส่งภาพหนังสือชี้แจงดังกล่าวมาให้ พ.ต.ท. คริษฐ์ ตรงตามที่นายสมบัติ ได้บอกไว้และน่าเชื่อว่า นายสมบัติ เป็นผู้จัดแจงการถ่ายภาพของเฮียอั้งกับตู้เซฟพร้อมเงินสด จำนวน 70 ล้านบาท เพื่อประกอบการชี้แจง
นอกจากนี้ ปรากฏข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 พ.ต.ท. คริษฐ์ สอบถามนางอารยา งามล้วน ว่า "คุณสมพร อดีตผู้ว่า ได้ตอบมาไหม"
นางอารยา ได้แจ้งว่า "ไม่ตอบ" "จดหมายตีกลับ" "พี่ก็ลงไปว่าไม่มีคำตอบ เพราะส่งตามทะเบียนราษฎร์" "ใช้แค่นั้น" "เท่าที่มีข้อมูล"
ซึ่งประเด็นการซื้อขายพระกว่า 32 ล้านเศษ มีประเด็นสำคัญที่จะต้องสอบถามว่ามีการซื้อขายจริงหรือไม่
นางอารยา ควรมีความพยายามในการติดต่อนายสมพร กุลวานิช อดีตผู้ว่าฯ แต่ไม่ดำเนินการ
น่าเชื่อว่าไม่ต้องการให้ตามตัวนายสมพรอดีตผู้ว่าฯ ได้
นอกจากนี้ มีการสอบถามถึงการดึงเรื่องพิจารณาของ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ฯ ให้ช้าลง เพื่อรอให้นายสมบัติ เข้าเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แสดงเจตนาที่จะตัดจบเรื่องดังกล่าว ซึ่งปรากฏข้อความการสนทนาว่า นางอารยา แจ้งกับ พ.ต.ท. คริษฐ์ ว่า
"อย่าดึงการประชุมคณะอนุกรรมการชุดนี้ เบาสุดแล้ว"
..............................................
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประเด็นหลักของข้อมูลนี้คือ การจัดทำหรือสร้างหลักฐานเพื่อใช้ชี้แจงที่มาของเงิน ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
บทบาทผู้เกี่ยวข้องสามารถแยกออกเป็นรายบุคคลดังนี้
1. พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ บทบาทที่ปรากฏ เป็น ผู้ถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน อ้างว่าได้รับ ค่านายหน้าซื้อขายพระเครื่อง มีการส่งข้อความอธิบายที่มาของเงิน มีการนำเงินไปเสียภาษีย้อนหลังเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
2. พ.ต.ท.คริษฐ์ บทบาทหลักเป็น ผู้ประสานงานส่งข้อมูลและเอกสารให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจไป เสียภาษีย้อนหลัง จึงมีลักษณะเป็น “ผู้ดำเนินการทางเทคนิคและเอกสาร”
3. นายสมบัติ จากบทสนทนามีการ ปรึกษาและขอคำแนะนำมีลักษณะ กำกับการจัดทำเอกสารมีการเสนอให้ ออกหนังสือสอบถามเฮียอั้ง ข้อความสำคัญ “บอกนายเทอด้วย ว่าจะดึงบัญชีทรัพย์ โดยให้ออกหนังสือถามเฮียอั้ง” จึงมีลักษณะเป็นผู้มีอำนาจกำกับการดำเนินการ
4. นายจัตุรงค์ บทบาทช่วยจัดทำ เอกสารคำชี้แจงประสานข้อมูลกับนายสมบัติ
5. เฮียอั้ง (สมภพ ไทยธีระเสถียร) บทบาทผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น ผู้ซื้อพระผู้ให้ ค่านายหน้า แต่อาจเป็นบุคคลที่ถูกใช้เป็นตัวละครในเรื่อง
6. นายสมพร (อดีตผู้ว่าฯ) ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ขายพระเครื่อง แต่ข้อมูลสนทนาแสดงว่าอาจติดต่อไม่ได้ / หรืออาจไม่มีบทบาทจริง
7. นางอารยา บทบาทเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องในกระบวนการตรวจสอบ มีข้อความว่า "ไม่ตอบ" "จดหมายตีกลับ" จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีความพยายามติดตามตัวพยาน
ทั้งนี้ เกี่ยวกับกรณีประเด็นการสร้างเรื่องรายได้จากการซื้อขายพระเครื่องนั้น สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้ว ปรากฏเป็นข่าวดังในช่วงปี 2567 ร.ต.สมพร กุลวานิช อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด ได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาล ( สน.) บางยี่ขัน เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยรู้จักกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล เป็นการส่วนตัว หลังถูกนำชื่อไปแอบอ้างในการสร้างพยานหลักฐานเท็จชี้แจงที่ไปที่มาทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ โดยอ้างว่าได้เงินตอบแทนจำนวน 13 ล้านบาท จากการแนะนำให้ “เฮียอั้ง เมืองชล” หรือ นายสมภพ ไทยธีระเสถียร รองนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยได้เช่าพระจาก ร.ต.สมพร กุลวานิช อดีตผู้ว่าการจังหวัดหลายจังหวัด ที่ตนเองรู้จักสนิทสนม
ขณะที่คำให้การของ ร.ต.สมพร สอดคล้องกับข้อมูลของ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ที่พบว่ามีการสมคบกับชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย (อ้างอิงข้อมูลส่วนนี้จาก https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000036847)
อย่างไรก็ดี คดีนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เท่านั้น ยังไม่ได้การชี้มูลความผิด ผู้เกี่ยวข้องทุกรายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
อนึ่งสำหรับ นายสมบัติ ธรธรรม เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวคดี พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ถูกกล่าวหาว่าติดสินบนนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท เพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวน ซึ่งมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ก่อนที่ ป.ป.ช.จะมีมติให้ส่งสำนวนคืนพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมา




