"...ประเด็นนี้กำลังถูกจับตาอย่างมาก เพราะรูปแบบการเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมากในนาม “โครงการวิจัย” แต่มีข้อกล่าวหาว่าบางกิจกรรมไม่เกิดขึ้นจริง หรือดำเนินการไม่ครบถ้วนตามรายงาน ส่งผลให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ลักษณะการใช้เงินดังกล่าวคล้ายกับ “คดีเงินทอนวัด” ในอดีตหรือไม่ กล่าวคือ ใช้โครงการหรือหน่วยงานบังหน้า ก่อนมีการตัดตอนงบประมาณหรือกระจายผลประโยชน์เป็นทอด ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลก่อนหน้านี้ว่าสหกรณ์ฯ ถูกนำชื่อไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหรือร่วมโครงการ ทั้งที่อ้างว่าไม่เคยรับรู้ และภายหลังถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากยอดเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้านบาท ยิ่งทำให้คดีนี้มีมิติซับซ้อนกว่าการทุจริตทั่วไป..."
ประเด็นตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก!
การดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างอาชีพสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากจากผลกระทบการระบาดโรคโควิด-19 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2565 จำนวน 407,934,400 บาท ที่ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบข้อบกพร่องในการดำเนินงาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับไปตรวจสอบพฤติการณ์ผู้เกี่ยวข้องจำนวน 16 ราย ในจำนวนนี้แยกเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 12 ราย และบุคคลภายนอก 4 ราย ในฐานะร่วมกันสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับผลสรุปการตรวจสอบโครงการฯ นี้ ของ สตง. เป็นทางการแล้ว
ปรากฏรายละเอียดข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้
ความเป็นมา
ในช่วงปี 2566 สตง.ตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่ทางราชการกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและน่าเชื่อว่าทุจริต จึงได้ดำเนินการวางแผนการตรวจสอบ โดยกำหนดประเด็นการตรวจสอบ จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามได้มีการจัดฝึกอบรมตามโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างอาชีพสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากจากผลกระทบการระบาดของโรคโควิด-19 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ณ โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 17 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 1,151,600 บาท จริงหรือไม่
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามได้มีการจัดซื้อพัสดุกับสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด จำนวน 30 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 8,282,060 บาท ตามโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างอาชีพฯ นี้ จริงหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 407,934,400 บาท เพื่อดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโรคโควิด-19 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3,300 กลุ่ม และมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด จำนวน 33,000 คน ดำเนินโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด และภาคใต้ จำนวน 13 จังหวัด
จากการตรวจสอบตามพยานหลักฐาน ประกอบถ้อยคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการดังกล่าว
สรุปสาระสำคัญผลการตรวจสอบได้ ดังนี้
ประเด็นที่ 1
มหาวิทยาลัยฯ มีกำหนดการฝึกอบรมตามโครงการ จำนวน 17 ครั้ง ณ โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ แต่ปรากฏว่ามีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมตามโครงการที่โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์จริงเพียงครั้งเดียว โดยไม่มีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมโครงการอีก 17 ครั้ง แต่อย่างใด
แต่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกลับร่วมกันจัดทำเอกสารเบิกเงินโครงการทั้ง 17 ครั้ง ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของการดำเนินโครงการ
โดยมีการปลอมลายมือชื่อของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเอกสารใบลงทะเบียนการเข้าร่วมกิจกรรม มีการจัดทำกำหนดการจัดกิจกรรมโครงการอันเป็นเท็จ และมีการปลอมบิลเงินสดค่าอาหารกลางวัน อาหารว่าง และเครื่องดื่ม เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินตามโครงการกับมหาวิทยาลัยฯ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบที่ทางราชการกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายกับทางราชการ เป็นเงินจำนวน 1,151,600 บาท และมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต
ประเด็นที่ 2
1.การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการ นาย ส. ผู้อำนวยการสถาบันแหล่งหนึ่ง ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้รับมอบอำนาจจากอธิการบดีให้มีหน้าที่และอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน 100 ล้านบาท แต่ในการดำเนินการจัดซื้อพัสดุตามโครงการกับสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด ที่มีวงเงินในการจัดซื้อ จำนวน 279,555,123 บาท
นาย ส. ได้เปลี่ยนวิธีดำเนินการจัดซื้อจากวิธีประกาศเชิญชวนเป็นวิธีเฉพาะเจาะจง เพื่อให้อยู่ภายในอำนาจการจัดซื้อของตน โดยแบ่งเงินในการจัดซื้อออกเป็นรายครั้ง ๆ ละไม่เกิน 500,000 บาท เป็นจำนวน 1,029 ครั้ง/ใบสั่งซื้อ ทั้งที่นาย ส. ทราบอยู่แล้วว่างบประมาณได้รับจัดสรรมาพร้อมกัน พัสดุที่จัดหาเป็นกลุ่มประเภทเดียวกัน มีผู้ใช้พัสดุพร้อมกันและในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งการแบ่งวงเงินจัดซื้อออกเป็นส่วน ๆ ดังกล่าว ส่งผลให้วิธีการจัดซื้อเปลี่ยนแปลงไปจากวิธีประกาศเชิญชวนเป็นวิธีเฉพาะเจาะจง ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบที่ทางราชการกำหนด และมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่สหกรณ์การเกษตรผู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับมหาวิทยาลัยฯ
2.การดำเนินการจัดซื้อพัสดุการเกษตรภายใต้ 4 หลักสูตร ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามกับสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด ตามใบสั่งซื้อจำนวน 1,029 ฉบับ (รวม 30 ฉบับตามประเด็นการตรวจสอบด้วย) เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 279,555,123 บาท
พบพฤติการณ์น่าเชื่อว่า เจ้าหน้าที่พัสดุ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ผู้รับผิดชอบโครงการ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อพัสดุตามโครงการ ได้มีการจัดทำเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จและใช้เอกสารเท็จในการเบิกจ่ายเงิน และร่วมกันทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายเป็นเงิน จำนวน 279,555,123 บาท โดยมีเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด จำนวน 4 ราย ได้ร่วมกันสนับสนุนในการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยฯ ดังกล่าว ดังนี้
ไม่พบหนังสือเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข หรือหนังสือเชิญชวนสหกรณ์ฯ เข้ายื่นข้อเสนอหรือเข้ามาเจรจาต่อรอง และไม่พบใบเสนอราคาของสหกรณ์ฯ
มีการจัดทำรายงานขอซื้อตามข้อมูลของใบส่งของที่อ้างว่าเป็นของสหกรณ์ฯ และจัดทำขึ้นภายหลังพร้อมเอกสารใบส่งของและใบตรวจรับพัสดุ
นาย ว. ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด ผู้มีอำนาจลงนามกระทำนิติกรรมผูกพันสหกรณ์ฯ ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบสั่งซื้อ และอ้างว่าไม่เคยเห็นหรือรับทราบว่ามีใบสั่งซื้อดังกล่าว
แบบฟอร์มใบส่งของไม่ใช่แบบฟอร์มที่ใช้ในกิจการตามปกติของสหกรณ์ฯ
พัสดุที่สหกรณ์ฯ ผู้ขายต้องส่งไปยังภาคใต้มีปริมาณเป็นจำนวนมาก และส่งในหลายจังหวัดในภาคใต้ แต่ตามใบสั่งซื้อกลับไม่มีค่าขนส่งแต่อย่างใด จึงไม่น่าเชื่อว่ามีการจัดส่งพัสดุจากสหกรณ์ฯ ไปยังภาคใต้จริง
ราคาของพัสดุที่จัดซื้อไม่เป็นไปตามรายละเอียดข้อกำหนดครุภัณฑ์ (TOR) ที่กำหนดไว้ ซึ่งบางรายการมีการจัดซื้อในราคาที่ไม่สอดคล้องกับราคาแห่งท้องตลาด โดยมีราคาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และ/หรือเป็นราคาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง พัสดุบางรายการมีการตรวจรับของนอกเหนือจากที่กำหนดใน TOR
ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการได้รับวัสดุหรือของเพียงบางรายการ บางรายไม่ได้รับของ บางรายยืนยันว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของตน บางรายมีชื่อแต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าร่วมอบรมแต่มีลายมือชื่อ
การตรวจรับพัสดุ มีคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 ตรวจรับพัสดุในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชุดที่ 2 ตรวจรับพัสดุในเขตพื้นที่ภาคใต้ พบว่า คณะกรรมการตรวจรับพัสดุโดยมิได้ตรวจรับตามใบส่งของของสหกรณ์ฯ และตามใบสั่งซื้อตามที่ปรากฏในเอกสารชุดเบิก แต่ตรวจรับตามรายละเอียดเอกสารของผู้ขายที่ส่งพัสดุ ไม่ได้ตรวจสอบว่าเอกสารดังกล่าวมีรายการและจำนวนตรงกับใบส่งของในเอกสารชุดเบิกจริงหรือไม่ และได้ทำการตรวจรับพัสดุในภาพรวมทั้งหมด มิได้ตรวจนับทุกรายการ อีกทั้งมิได้ตรวจรับพัสดุในทุกสถานที่ทุกจังหวัดตามที่ปรากฏในใบตรวจรับพัสดุ และนอกจากนี้การตรวจรับพัสดุมีการตรวจรับภายในวันเดียวหลายจังหวัด
บางครั้งมีการตรวจรับต่างภาคกันภายในวันเดียว ซึ่งไม่น่าจะทำการตรวจรับพัสดุได้
การจ่ายเงินค่าพัสดุมีการโอนเงินจากมหาวิทยาลัยไปยังบัญชีธนาคารของสหกรณ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 279,555,123 บาท ปรากฏว่ามีการถอนเงินสดออกมา จำนวน 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 277,021,659 บาท โดยกรรมการสหกรณ์ผู้มีอำนาจถอนเงิน 3 ราย ดังนี้
มีการฝากเงินเข้ายังบัญชีธนาคารของบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ห้างร้าน นิติบุคคลจำนวน 5 ราย รวม 6 บัญชี รวมเป็นเงิน 141,427,047 บาท
เงินที่ถอนมาบางส่วนกรรมการสหกรณ์ได้เก็บไว้เพื่อตนเอง และนำไปให้เครือข่ายที่อ้างว่าได้ดำเนินการจัดหาพัสดุมาส่งมอบให้กับมหาวิทยาลัยฯ แต่อ้างว่าไม่ทราบจำนวนและราคาสิ่งของ เนื่องจากไม่ได้จัดทำบัญชีสิ่งของที่ส่งมอบและจำนวนเงิน
เงินสดบางส่วนเมื่อถอนออกมาจากธนาคารแล้ว ได้นำไปมอบให้บุคคลที่สามจำนวนหลายครั้ง ที่มารอรับเงินสดอยู่บริเวณธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาโกสุมพิสัย แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลใด
ข้อพิจารณา
สตง.พิจารณาผลการตรวจสอบแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ และมีลักษณะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ โดยได้แจ้งผลการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ดังนี้
แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่หน่วยรับตรวจและบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 16 ราย
แจ้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เพื่อดำเนินการทางวินัยและทางละเมิดกับเจ้าหน้าที่หน่วยรับตรวจ และดำเนินการในทางแพ่งตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ เพื่อชดใช้เงินคืนให้กับทางราชการ รวมเป็นเงินจำนวน 280,706,723 บาท (1,151,600 + 279,555,123 บาท)
แจ้งปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะผู้ควบคุมกำกับ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ขณะที่แหล่งข่าวจาก สตง. ให้ข้อมูลยืนยันสำนักข่าว Next News ว่า กรณีที่มีการตรวจสอบพบข้อมูลเส้นทางเงินในการจ่ายเงินค่าพัสดุที่มีการโอนเงินจากมหาวิทยาลัยไปยังบัญชีธนาคารของสหกรณ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 279,555,123 บาท ปรากฏว่ามีการถอนเงินสดออกมา จำนวน 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 277,021,659 บาท โดยกรรมการสหกรณ์ผู้มีอำนาจถอนเงิน 3 ราย และมีการฝากเงินเข้ายังบัญชีธนาคารของบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ห้างร้าน นิติบุคคลจำนวน 5 ราย รวม 6 บัญชี รวมเป็นเงิน 141,427,047 บาท
"มีการตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลธรรมดา ห้างร้าน นิติบุคคลจำนวน 5 ราย เข้ามีเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? เงินที่ได้รับการโอนต่อไปเป็นค่าอะไร? และเงินเหล่านี้ไปอยู่ไหน? แต่ถ้าหากเงินจำนวนนี้ ถูกส่งกลับไปให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ปัญหาที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานโครงการฯ นี้ อาจจะมีลักษณะไม่แตกต่างอะไรกับคดีเงินทอนวัด ที่เมื่อวัดได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว จะมีการส่งคืนเงินกลับไปให้เจ้าหน้าที่รัฐ " แหล่งข่าวระบุ
ซึ่งประเด็นนี้กำลังถูกจับตาอย่างมาก เพราะรูปแบบการเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมากในนาม “โครงการวิจัย” แต่มีข้อกล่าวหาว่าบางกิจกรรมไม่เกิดขึ้นจริง หรือดำเนินการไม่ครบถ้วนตามรายงาน ส่งผลให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ลักษณะการใช้เงินดังกล่าวคล้ายกับ “คดีเงินทอนวัด” ในอดีตหรือไม่ กล่าวคือ ใช้โครงการหรือหน่วยงานบังหน้า ก่อนมีการตัดตอนงบประมาณหรือกระจายผลประโยชน์เป็นทอด ๆ
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลก่อนหน้านี้ว่าสหกรณ์ฯ ถูกนำชื่อไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหรือร่วมโครงการ ทั้งที่อ้างว่าไม่เคยรับรู้ และภายหลังถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากยอดเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้านบาท ยิ่งทำให้คดีนี้มีมิติซับซ้อนกว่าการทุจริตทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า คดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย การเปรียบเทียบกับคดีเงินทอนวัดเป็นเพียงการสะท้อน “รูปแบบความเสี่ยง” ของการใช้งบผ่านโครงการขนาดใหญ่ มิใช่ข้อยุติว่ามีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันทั้งหมด
หากหน่วยงานปราบโกง เช่น ป.ป.ช. หรือ ปปง. ขยายผลเส้นทางการเงินต่อไป คดีงบวิจัย 407 ล้าน อาจไม่ใช่แค่เรื่องผิดระเบียบ แต่กลายเป็น “มหากาพย์ทุจริตงบวิชาการ” ที่สะเทือนวงการอุดมศึกษาไทยได้เช่นกัน
อ่านประกอบ :
สตง.สอบงบฟื้นฟูโควิด 407 ล. พบผิดกม. เสียหายเงินแผ่นดิน กระทบเชื่อมั่น
สตง.สั่งฟัน12จนท.มรภ.สารคาม เซ่นปมงบวิจัยหลังโควิด-เรียกคืน 280 ล้าน
โชว์หนังสืออว.แจ้งผลสอบสตง. สั่งฟัน 12 จนท.มรภ.สารคาม-เรียกคืน 280 ล.
ไส้ในโครงการวิจัย มรภ.สารคาม ก่อน สตง. สั่งฟัน 12 จนท.-เรียกคืน 280 ล.
ลากไส้โครงการวิจัยมรภ.สารคาม (1)หน่วยตรวจสอบภายในชี้ปัญหาเบิกจ่ายเพียบ
ลากไส้โครงการวิจัยมรภ.สารคาม (จบ) หลักฐานเบิกจ่ายมีการปลอมแปลงเอกสาร?
เบ็ดเสร็จ16ราย! สตง.ส่งป.ป.ช.ฟันมรภ.สารคาม-คนนอกเซ่นปมทุจริตวิจัย400ล.
สหกรณ์ยันถูกปลอมชื่อขายสินค้ามรภ.สารคาม 279 ล.-โดนสรรพากรยึดทรัพย์
โชว์หนังสือสรรพากรยืนยึดทรัพย์สหกรณ์ฯ โดนปลอมชื่อร่วมงบวิจัยมรภ.สารคาม
เปิดวาระประชุมสภามรภ.สารคาม ยื้อฟันวินัย12 จนท.มุ่งหามือปล่อยข้อมูลลับ
สภามรภ.สารคาม ถกเดือด! สั่งหามือปล่อยเอกสารลับ-ขยายเวลาสอบวินัย 60 วัน
เปิดเส้นทางเงินวิจัยมรภ.สารคาม! สหกรณ์ฯถอนสด12ครั้งให้กลุ่มปริศนา141ล.
ปมเงินวิจัยมรภ.สารคาม141ล.! ปธ.สหกรณ์ฯรับมีโอนต่อจริง อ.ร่วมจัดการ
เปิดครบ 5 ชื่อ เส้นทางเงินงบวิจัยมรภ.สารคาม 141 ล.-บ.บัญชีโผล่ 46 ล.
เปิดบัญชีหญิงสาวรับโอนเงินงบวิจัยมรภ.สารคาม 16 ล. เป็นนักพัฒนาที่อุดรฯ
เปิดครั้งแรก! ข้อมูล 16 ผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตงบวิจัยมรภ.สารคาม 400 ล.




