News Logo
หน้าแรก
ไขคำพิพากษาคดีคุก 27 ปี อดีตผอ.เตรียมอุดมฯ รอดปมยักยอก 2.9 ล.

ไขคำพิพากษาคดีคุก 27 ปี อดีตผอ.เตรียมอุดมฯ รอดปมยักยอก 2.9 ล.

30 เม.ย. 2569 08:11
ผู้ชม 64 คน

"...ทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ ..."

กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ในคดีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี นั้น

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 ราย ในคดีนี้ ประกอบไปด้วย นายปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นางกรรัตน์ โกษาคาร เป็นเลขานุการ และเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครอง และครูเตรียมอุดมศึกษา นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา นอกจากกรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ แล้ว

นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ยังถูกตรวจสอบพบพฤติการณ์การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนด้วย

ภาพประกอบ

ภาพประกอบ

ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลคำพิพากษาเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของ นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียน ข้างต้น

พบว่า ศาลฯ มีคำพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงส่วนนี้ ยังรับฟังไม่ได้ว่า นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 กระทำความผิด และไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนกว่า 2,995,589 บาท คืน

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ในคำพิพากษาคดีนี้ อัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 ในฐานะโจทก์ บรรยายคำฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2559 ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ การจัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อนุมัติ เบิกจ่ายงบประมาณในการดำเนินโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

โดยจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินและส่งมอบงานครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้อาศัยโอกาสที่ตนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ทำเอกสารในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้มีหนังสือ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ไปยังนายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงโรงเรียนพร้อมบัญชีรายการและประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่และบริเวณโรงเรียน โดยทุกรายการรวมกันประมาณ 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นรายการซ้ำซ้อนกับรายการที่จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปแล้ว

อันเป็นการทำหรือรับรองเอกสารหลักฐานว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายเงิน เพื่อใช้ในกิจการดังกล่าว อันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เพื่อให้คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา หลงเชื่อว่ายังไม่ได้มีการจ่ายเงินเพื่อกิจการดังกล่าวและในการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ครั้งที่ 5/2558 - 2560 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 วาระ 5.2 เรื่อง โครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ และภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบประมาณ 3,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยได้โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เลขที่ XXXX ไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ ชื่อ นาย ม. และ นางสาว ว. เลขที่ XXXX ซึ่งเป็นบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์รับโอนเงินจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา สำหรับนำมาใช้จ่ายเงินให้แก่ผู้จัดทำโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา

โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายและโอนเงินไปยังบัญชีดังกล่าว

แต่กลับโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกสะพานกรุงธน ชื่อ นายปรเมษฐ์ โมลี เลขที่ XXXX เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 จำนวน 1,921,549 บาท และ 1,075,040 บาท รวมเป็นเงิน 2,995,589 บาท

จำเลยที่ 1 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต โดยมิได้นำไปใช้จ่ายในโครงการหรือกิจการที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมตามที่กล่าวอ้าง อันเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต

เบื้องต้น จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ ศาลฯ มีคำวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ 

ส่วนประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท ให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหายหรือไม่

ศาลฯ ระบุว่า ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท ให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหาย

ขณะที่ในคำพิพากษา มิได้ระบุว่า นายปรเมษฐ์ โมลี นำเงินจำนวน 2,995,589 บาท ไปใช้ในเรื่องอะไรบ้าง?

ดังนั้น ประเด็นที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ นายปรเมษฐ์ และพวก จึงเป็นกรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ เท่านั้น

ส่วนรายละเอียดคำพิพากษาศาลฯ กรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ เป็นอย่างไร

ติดตามตอนต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
ผอ.เตรียมอุดมศึกษา
ปรเมษฐ์ โมลี
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ทุจริตรับนักเรียน
คดีทุจริตผอ.เตรียมอุดมศึกษา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่แรก! เปิดตัว จนท-สำนวนต้นเรื่อง ชง ป.ป.ช.ตีตกคดีศักดิ์สยาม ซุกหุ้น
ที่แรก! เปิดตัว จนท-สำนวนต้นเรื่อง ชง ป.ป.ช.ตีตกคดีศักดิ์สยาม ซุกหุ้น