"...ทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ ..."
กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ในคดีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี นั้น
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 ราย ในคดีนี้ ประกอบไปด้วย นายปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นางกรรัตน์ โกษาคาร เป็นเลขานุการ และเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครอง และครูเตรียมอุดมศึกษา นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา นอกจากกรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ แล้ว
นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ยังถูกตรวจสอบพบพฤติการณ์การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนด้วย

ภาพประกอบ
ศาลฯ ลงหนัก! คุก 27 ปี 'ปรเมษฐ์' อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ ล็อกเกณฑ์รับน.ร.
เส้นทางเงินแป๊ะเจี๊ยะ 100 ล. ก่อนโดนคุก 27 ปี อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ
เปิดพฤติการณ์คดีทุจริตรับน.ร.เตรียมอุดมฯ สั่งจ่ายเช็คเข้าส.ผู้ปกครอง
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลคำพิพากษาเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของ นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียน ข้างต้น
พบว่า ศาลฯ มีคำพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงส่วนนี้ ยังรับฟังไม่ได้ว่า นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 กระทำความผิด และไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนกว่า 2,995,589 บาท คืน
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในคำพิพากษาคดีนี้ อัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 ในฐานะโจทก์ บรรยายคำฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2559 ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน
จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ การจัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อนุมัติ เบิกจ่ายงบประมาณในการดำเนินโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
โดยจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินและส่งมอบงานครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้อาศัยโอกาสที่ตนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ทำเอกสารในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้มีหนังสือ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ไปยังนายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงโรงเรียนพร้อมบัญชีรายการและประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่และบริเวณโรงเรียน โดยทุกรายการรวมกันประมาณ 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นรายการซ้ำซ้อนกับรายการที่จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปแล้ว
อันเป็นการทำหรือรับรองเอกสารหลักฐานว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายเงิน เพื่อใช้ในกิจการดังกล่าว อันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เพื่อให้คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา หลงเชื่อว่ายังไม่ได้มีการจ่ายเงินเพื่อกิจการดังกล่าวและในการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ครั้งที่ 5/2558 - 2560 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 วาระ 5.2 เรื่อง โครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ และภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบประมาณ 3,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยได้โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เลขที่ XXXX ไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ ชื่อ นาย ม. และ นางสาว ว. เลขที่ XXXX ซึ่งเป็นบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์รับโอนเงินจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา สำหรับนำมาใช้จ่ายเงินให้แก่ผู้จัดทำโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา
โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายและโอนเงินไปยังบัญชีดังกล่าว
แต่กลับโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกสะพานกรุงธน ชื่อ นายปรเมษฐ์ โมลี เลขที่ XXXX เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 จำนวน 1,921,549 บาท และ 1,075,040 บาท รวมเป็นเงิน 2,995,589 บาท
จำเลยที่ 1 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต โดยมิได้นำไปใช้จ่ายในโครงการหรือกิจการที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมตามที่กล่าวอ้าง อันเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต
เบื้องต้น จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ ศาลฯ มีคำวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้
ส่วนประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท ให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหายหรือไม่
ศาลฯ ระบุว่า ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุน
จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท ให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหาย
ขณะที่ในคำพิพากษา มิได้ระบุว่า นายปรเมษฐ์ โมลี นำเงินจำนวน 2,995,589 บาท ไปใช้ในเรื่องอะไรบ้าง?
ดังนั้น ประเด็นที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ นายปรเมษฐ์ และพวก จึงเป็นกรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ เท่านั้น
ส่วนรายละเอียดคำพิพากษาศาลฯ กรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ เป็นอย่างไร
ติดตามตอนต่อไป




