News Logo
หน้าแรก
แจงเหตุวัดเป็นหนี้จำเลย-ศาลฯยกฟ้อง อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์คดียักยอก 4 ล.

แจงเหตุวัดเป็นหนี้จำเลย-ศาลฯยกฟ้อง อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์คดียักยอก 4 ล.

5 พ.ค. 2569 16:36
ผู้ชม 193 คน

ศาลอาญาคดีทุจริตฯสั่งยกฟ้องอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์คดียักยอกเงินวัดกว่า 4 ล้านบาท ชี้เป็นเรื่องกู้ยืมเงิน อ้างเพราะวัดยังเป็นหนี้ แม้อธิบดีผู้พิพากษาฯ ทำความเห็นแย้ง ระบุพยานหลักฐานชัดเป็นการเบียดบังโดยทุจริต

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายสฤษฎ์ จันท์ประธาตุ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณสฤษฎ์ จันท์ประธาตุ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ และ น.ส.ภูธิณี กิวพิทักษ์ จำเลยที่ 1-2 ในคดียักยอกเงินวัดนครสวรรค์กว่า 4 ล้านบาท ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต โดยศาลวินิจฉัยว่าเงินที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกู้ยืมเงินระหว่างวัดกับอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งวัดยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่

คดีนี้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมวางแผนและให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสและผู้ดูแลเงินของวัดนครสวรรค์ ในการเบียดบังยักยอกเงินของวัด โดยอัยการระบุถึงวิธีการโอนเงินที่ซับซ้อน เริ่มจากการที่วัดนครสวรรค์มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี ซึ่งมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายโดยต้องลงลายมือชื่อ 2 ใน 3 คน รวมถึงลายมือชื่อของเจ้าอาวาส จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้พระ ศ. ซึ่งเป็นพระในวัด นำใบเบิกถอนเงินมากรอกจำนวนที่ต้องการ แล้วนำไปให้จำเลยที่ 1 และผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อ เพื่อถอนเงินจากบัญชีวัด โอนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทยของพระ ศ. ก่อนจะโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของจำเลยที่ 1 และท้ายที่สุด โอนต่อไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้จ่ายส่วนตัวตามที่จำเลยทั้งสองตกลงกันไว้ โดยมีการกระทำรวม 49 กรรม อัยการขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 147, 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน 4,965,087 บาท

ในการพิจารณาคดี จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า พระ ศ. ได้รับมอบหมายให้โอนเงินจากบัญชีวัดนครสวรรค์เข้าบัญชีตนเอง และต่อมาได้โอนเงินจากบัญชีตนเองเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 รวม 49 ครั้ง เป็นเงิน 4,965,087 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินจากบัญชีของตนไปยังบัญชีจำเลยที่ 2 รวม 32 ครั้ง เป็นเงิน 405,000 บาท

ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐาน โดยมีพระ ศ. พยานโจทก์ เบิกความว่า ได้รับคำสั่งจากวัดให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน และเป็นผู้จัดทำสัญญายืมเงินระหว่างวัด (ผู้ยืม) กับจำเลยที่ 1 (ผู้ให้ยืม) โดยสัญญาและสลิปการโอนเงินตรงกัน และเมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว วัดนครสวรรค์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 นอกจากนี้ พระครู น. ซึ่งเป็นผู้ลงนามแทนวัดในฐานะผู้ยืม ก็เบิกความยืนยันเช่นเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 ลงนามเป็นผู้ให้ยืม โดยมีสลิปการโอนเงินเป็นหลักฐาน และพยานเป็นผู้จัดทำบันทึกการคืนเงินให้จำเลยที่ 1 โดยมีหลักฐานการโอนเงินคืนประกอบ

ศาลให้ความเห็นว่า การโอนเงินจากบัญชีพระ ศ. เข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นการคืนเงินที่วัดยืมมาจากจำเลยที่ 1 หลายครั้ง แม้พระ ศ. จะไม่ใช่ผู้มีวิชาชีพทางบัญชีโดยตรง และการจัดทำบัญชีของวัดอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วนบางรายการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวัดที่ไม่มีผู้จัดทำบัญชีมืออาชีพ แต่การโอนเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะปกปิด และสัญญายืมเงิน รายการสรุปยืมเงิน-คืนเงิน บันทึกการสนทนาทางไลน์ และสลิปการโอนเงินที่มีข้อความระบุว่าเป็นการกู้ยืมกัน ได้ถูกมอบให้พนักงานสอบสวนตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งไม่สามารถทำย้อนหลังได้ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามความเป็นจริง และพยานหลักฐานมีน้ำหนัก

ดังนั้น ศาลจึงฟังว่าการโอนเงินจากบัญชีพระ ศ. เข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นการโอนเงินคืนตามสัญญายืมเงินที่วัดนครสวรรค์ยืมจำเลยที่ 1 เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว วัดยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ การโอนเงินดังกล่าวจึงมิใช่การโอนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระคืนเงินแก่วัดนครสวรรค์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่ถือเป็นการสนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอในส่วนแพ่ง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯเห็นแย้ง

อย่างไรก็ตาม นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ทำความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษา โดยสรุปว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสมีหน้าที่บำรุงรักษาวัดและจัดการศาสนสมบัติ แต่จากการไต่สวนพบว่าเงินที่โอนออกจากบัญชีของพระ ศ. ให้จำเลยที่ 1 ล้วนมาจากเงินของวัดทั้งสิ้น โดยไม่ปรากฏหลักฐานการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หรือจัดทำเอกสารตามคำสั่งวัด แต่บัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 1 กลับมีเงินโอนเข้าอย่างต่อเนื่อง คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าเงินจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปของวัดนั้นเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ และที่อ้างว่ายืมเงินวัดมาก่อนเพื่อใช้ในกิจการวัดก็ขัดแย้งกันเอง เพราะหากเป็นเพื่อกิจการวัดจริง ย่อมสามารถอนุมัติเบิกจ่ายตามระเบียบได้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ยังได้ให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 นำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตนและผู้อื่นโดยทุจริต

แม้จะมีเงินบางส่วนรวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท ที่มีหลักฐานเป็นบันทึกการคืนเงิน เช็คสั่งจ่าย และสลิปการโอนเงินที่ระบุว่า "วัด นว คืน หลวงพ่อ" ซึ่งรับฟังได้ว่าเป็นการชำระหนี้เงินยืมจริง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดใน 5 กรรมนี้ แต่อธิบดีผู้พิพากษาฯ เห็นว่าสำหรับฟ้องข้ออื่นที่เหลือรวม 38 กรรม พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่รับเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วเบียดบังไปโดยทุจริต เป็นเงินรวม 2,136,047 บาท ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นควรให้พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 รวม 38 กระทง และจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 2,136,047 บาท ที่เบียดบังยักยอกไปคืนให้แก่วัดนครสวรรค์ ส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น อธิบดีผู้พิพากษาฯ เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาเดิมที่ให้ยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เงินทอนวัด



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อว.ทุ่มงบ 5,413 ล้าน จัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา
อว.ทุ่มงบ 5,413 ล้าน จัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา