"...ทางฝั่ง ป.ป.ช. เห็นว่า แม้เห็นว่าแพ้คดี ก็ต้อง “อุทธรณ์ไว้ก่อน” ตามระเบียบ การไม่อุทธรณ์ทันที ทำให้คดีสิ้นสุด และรัฐเสียโอกาสเรียกเก็บภาษี ผู้มีอำนาจกำกับดูแลต้องรับผิดชอบ..ฝั่งน.ส.สุภา เห็นว่า ทุกหน่วยงานทางกฎหมายเห็นตรงกันว่าไม่ควรอุทธรณ์ ขณะที่ ศาลฎีกา อม.แดง 1/53 วินิจฉัยเรื่องเจ้าของหุ้นไว้แล้วและยังสั่งให้กรมสรรพากรไปดำเนินการเก็บภาษีจาก “เจ้าของตัวจริง” ต่อ สุดท้ายรัฐยังชนะคดีภาษีและเรียกเก็บได้ 17,500 ล้านบาท จึงไม่เกิดความเสียหายตามที่กล่าวหา..."
"รู้สึกว่าโดนกรรมการป.ป.ช.ท่านหนึ่ง และทีมกลั่นแกล้ง ในข่าวเรื่องภาษีที่บริษัท แอมเพิล ริช โอนขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา นอกตลาดหลักทรัพย์ในราคา 1 บาท ขณะที่ราคาซื้อขายในขณะนั้น 49.50 บาทต่อหุ้น"
คือข้อความของ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เริ่มต้นเปิดประเด็นชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
ต่อกรณี ปรากฏข่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติ 4 ต่อ 3 เสียง ชี้มูลความผิด กรณีกล่าวหา น.ส.สุภา ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่ยื่นอุทธรณ์คดีการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 17,900 ล้านบาท กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้กรมสรรพากรแพ้คดี เมื่อเดือนธันวาคม 2553 โดยมีการส่งสำนวนไต่สวนพยานหลักฐานคดีนี้ ให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว และศาลนัดไต่สวนวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้

ภาพประกอบรายงาน
‘สุภา’โอดโดนแกล้ง ถูกป.ป.ช.ฟ้องไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป
‘สุภา’เปิดหลักฐานสู้! ให้สรรพากรไล่บี้เก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 'ทักษิณ'
น่าสนใจว่ากระบวนการไต่สวนคดีนี้ กรรมการป.ป.ช.ท่านหนึ่ง และทีมกลั่นแกล้ง น.ส.สุภา จริงหรือไม่?
ข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. และคำชี้แจงของ น.ส.สุภา ฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน?
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนคดีนี้ในส่วนของ น.ส.สุภา เป็นทางการ ปรากฏรายละเอียดดังนี้
@ข้อกล่าวหา ป.ป.ช.
จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร เป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากร กับพวก จำเลย ต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 666/2554 และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 ในกรณีที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเงินได้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร โดยขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.1) 385/2552 ลงวันที่ 11 กันยายน 2552 และเลขที่ สภ.3 (อธ.1) 386/2552 ลงวันที่ 11 กันยายน 2552 ต่อมาศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 666/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 242/2553 และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 243/2553 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นเช่นเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.15/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ว่า นายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ในระหว่างที่นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร มิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว
ต่อมา กรมสรรพากร ได้รับหนังสือสำนักงานคดีภาษีอากร ด่วนที่สุด ที่ อส 0009.4/184 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2554 เรื่อง แจ้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยแจ้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง และความเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2554 นิติกรชำนาญการ สำนักสืบสวนและคดี ทำบันทึกข้อความ นำเสนอนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ลงนามแจ้งรองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายว่า เห็นพ้องด้วยกับความเห็นสำนักงานคดีภาษีอากรที่จะไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว
ต่อมา นายสุวัฒน์ ปิ่นนิกร ผู้อำนวยการสำนักความรับผิดทางแพ่ง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง และนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อความ กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักความรับผิดทางแพ่ง ด่วนที่สุด ที่ กค 0410.2/5736 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2554 นำเสนอน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ลงนามแจ้งอธิบดีกรมสรรพากรว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.15/2551 หมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ว่า นายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งรวมถึงหุ้นที่โจทก์ทั้งสองถืออยู่ จึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้
ขอให้ตรวจสอบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีภาษีอากรของกรมสรรพากรที่ผ่านมา หากปรากฏว่ามีกรณีการประเมินภาษีอากรจากเงินได้พึงประเมินที่เป็นนิติกรรมอำพรางในลักษณะเดียวกัน โดยกรมสรรพากรเคยดำเนินคดีทั้งศาลภาษีอากรกลางและอุทธรณ์คดีจนถึงที่สุด เพื่อให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด กรมสรรพากรก็สมควรดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ต่อไป
กรณียังไม่เคยมีแนวทางปฏิบัติตามข้อ 1. ขอให้ตรวจสอบการประเมินภาษีอากรและการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีอากรรายนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ว่าหุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีอากรเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่ศาล อม. พิพากษาว่าเป็นหุ้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ใช่หรือไม่ หากใช่ โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะเป็นผู้มีภาระภาษีอากร การอุทธรณ์คดีต่อไปโอกาสที่ทางราชการจะชนะคดีเป็นไปได้ยาก เห็นสมควรพิจารณาไม่อุทธรณ์คดี
แต่หากปรากฏว่า หุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีอากรเป็นหุ้นของบุคคลทั้งสองโดยแท้ มิได้เป็นของนายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ตามคำพิพากษาศาล อม. ก็เห็นสมควรให้กรมสรรพากรดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ต่อไป
วันที่ 18 เมษายน 2554 นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ลงนามบันทึกข้อความกรมสรรพากร สำนักสืบสวนและคดี ด่วนที่สุด ที่ กค 0727/2678 ลงวันที่ 18 เมษายน 2554 ถึงรองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน โดยแจ้งว่าได้ดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังสั่งการ และแจ้งให้สำนักงานสรรพากรภาค 3 แจ้งให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบแล้วว่า เห็นสมควรพิจารณาไม่อุทธรณ์คดี

สำนักงาน ป.ป.ช.
น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร ต้องตรวจสอบกระบวนการประเมินภาษีอากร เนื้อหารายละเอียดของการประเมินภาษีอากร คำพิพากษา ประเด็นการต่อสู้คดี ประเด็นที่กรมสรรพากรแพ้คดี เพื่อพิจารณาว่ากรณีสมควรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่สั่งการให้สรรพากรภาค 3 และกรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว
เมื่อได้รับทราบว่าหน่วยงานดังกล่าวมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว กลับไม่ได้สั่งการให้สรรพากรภาค 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไปก่อน ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งที่ทราบหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งไว้ ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0406.2/ว 44 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2549 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. 2543 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวไปก่อน จากนั้นหากเห็นควรไม่อุทธรณ์หรือฎีกา ให้รายงานความเห็นเสนอกรมสรรพากรเพื่อนำเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาสั่งการว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปหรือไม่ หากกระทรวงการคลังเห็นควรไม่อุทธรณ์หรือฎีกา ให้สำนักงานสรรพากรภาคแจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อถอนอุทธรณ์ต่อไป และไม่มีข้อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหนังสือและระเบียบดังกล่าว
ต่อมา น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ลงนามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ กค 0410.2/7690 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 แจ้งอธิบดีกรมสรรพากรสรุปได้ว่า รับทราบการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดี และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป โดยมิได้มีการทักท้วงกรณีที่นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งไม่อุทธรณ์คดี โดยมิได้รายงานผลการตรวจสอบเพิ่มเติมและความเห็นตามที่สั่งการ ทำให้คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่หนังสือกระทรวงการคลังและระเบียบข้างต้นกำหนดไว้ เป็นการช่วยเหลือให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ต้องเสียภาษีและทำให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเก็บเงินภาษีอากร ในคดีหมายเลขดำที่ 666/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 242/2553 และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 243/2553 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ของศาลภาษีอากรกลาง เป็นเงินรวม 11,809,294,773.42 บาท ได้อีกต่อไป และทำให้กรมสรรพากรซึ่งเป็นจำเลยต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองสำนวน และค่าทนายความให้รวมสองสำนวน จำนวน 150,000 บาท
ฉะนั้น การไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว จึงเป็นการไม่ทำหน้าที่เรียกเก็บเข้าคลังของแผ่นดิน ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ไม่รักษาเสถียรภาพเงินแผ่นดินให้เพียงพอ ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องข้างต้น
การกระทำของน.ส.สุภา กับพวกข้างต้น จึงมีมูลเป็นการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่หรือแสดงตนว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใด โดยทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงินนั้น หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิ ต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย มีมูลเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561) และมีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรมอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
@ คำชี้แจง น.ส.สุภา
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เผยแพร่ข้อความส่งถึงสื่อมวลชนและคนใกล้ชิด ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนี้ ว่า
1.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง อม.แดง 1/53 ได้พิพากษาว่าตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัยของนายทักษิณ คือกุมภาพันธ์ 2544 และ มีนาคม 2548 นายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปมาตลอด ตลอดการบริหารประเทศ นายทักษิณได้บริหารงานแก้ไขสัญญาโทรคมนาคมต่างๆ เอื้อประโยชน์บริษัทชินคอร์ปมากมาย จึงได้สั่งยึดทรัพย์นายทักษิณ คุณหญิงและพวกเป็นเงิน 46,000 ล้านบาท เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ
2.ศาลภาษีกลางได้อาศัยข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎึกาแผนกคดีอาญานักการเมือง อม.แดง 1/53 ว่าหุ้นชินคอร์ป ที่นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ถืออยู่เป็นของนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน เจ้าของที่แท้จริง จึงไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ศาลภาษีกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 242/2553 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 พิพากษาให้สรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา (คดีนี้สรรพกรแพ้)
3.อัยการที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานอัยการสูงสุด ได้แจ้งผลคดี และเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์ เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองในข้อ 1 ได้พิพากษาว่าเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือนายทักษินและคุณหญิงพจมาน
4.กรมสรรพกรเห็นด้วยกับอัยการสูงสุดว่าไม่ควรอุทธรณ์คดีศาลภาษี และได้มาที่รองปลัดด้านรายได้ (คุณเสาวนีย์) และท่านแทงหนังส่งกรมบัญชีกลาง
5.กรมบัญชีกลาง เสนอว่าไม่ควรอุทธรณ์
6.ตนจึงมีหนังสือสั่งการ ให้ตรวจข้อเท็จจริง 2 ข้อ 6.1 แนวปฏิบัติเดิมเคยมีการฟ้องร้อง อุทธรณ์การถือหุ้นแทนเหมือนนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ถ้าเห็นสมควรอุทธรณ์ต่อไป 6.2 ถ้าไม่ในข้อ 6.1 ก็ให้ตรวจสอบว่าหุ้นชินฯที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ถือนั้น เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นชินฯในคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง แดง 1/53 หรือไม่ ถ้าใช่ ก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์ ตามหนังสือลงวันที่ 25 มีนาคม 2554
7.กรมสรรพากรรายงานว่าหุ้นที่นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทาถือนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นชินฯในคำพิพากษาศาลฎีกา อม. แดง 1/53 และแจ้งอัยการไม่อุทธรณ์ ตามหนังสือลงวันที่ 18 เมษายน 2554 (โดยสรรพากรเรียนมาเพื่อทราบ)
8.ตนได้แจ้งกรมสรรพากรว่า กระทรวงการคลังรับทราบการตรวจข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดีแล้ว และมีขัอสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงดังกล่าวต่อไป ตามหนังสือ กค 0410.2/7690 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 (อำนาจประเมินภาษีจากเจ้าของที่แท้จริง เป็นหน้าทีตามกฎหมายของกรมสรรพากร ก็เตือนสรรพากรเป็นข้อสังเกต) ขณะสั่งการตามหนังสือนี้ยังมีระยะเก็บภาษีเหลืออยู่ 1 ปีกว่า
9.หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องประเมินภาษีจากเจ้าของตัวจริง ตนไม่ทราบแล้ว
10.ต่อมาปี 2560/2561 นายประสงค์ (นายประสงค์ พูนธเนศ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ) มาหารือว่ากรมสรรพากรไม่ทำไรเลย ไม่ประเมินภาษีจากพ ต.ท.ทักษิณ และสรรพากรก็ประเมินภาษีนายทักษิณ โดยใช้หมายเรียกเดิมที่เคยแจ้งนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา จำนวนประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยใช้หนังสือกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 2 พฤษถาคม 2554 ในข้อ 8
11. ต่อมานายทักษิณ ฟ้องกรมสรรพากร -ศาลภาษี สรรพากรแพ้ ในชั้นศาลอุทธรณ์ สรรพากรก็แพ้ แต่ศาลฎีกาพิพากษาให้กรมสรรพากรชนะ โดยให้นายทักษิณ ชำระภาษีเงินได้ ที่บริษัทแอมเพิล ริช โอนหุ้นชินคอร์ป นอกตลาดหลักทรัพย์ให้นายทักษิณ(ในราคาหุ้นละ1 บาท ขณะราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 49.50 บาท/หุ้น) เป็นเนื้อภาษี ค่าปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวน 17,500 ล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (อธิบดีสรรพากรกุลยา ตันติเตมิท และที่ปรึกษาแจ้งว่าตามเก็บและติดตามทรัพย์อยู่)
12.ตนก็ชี้แจง ป.ป.ช.ไปตามนี้ และแจ้งไปว่าศาลฎีกาพิพากษาให้นายทักษิณ จ่ายภาษีเป็นจำนวน 17,500 ล้านบาท จึงไม่เกิดความเสียหาย ไม่เข้าองค์ประกอบ มาตรา 157 อนึ่ง ตน ไม่ทราบว่า นายสาธิต (นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร) หรืออธิบดีท่านอื่นไม่ประเมินภาษีนายทักษิณ มาทราบตอนปี 2560/2561 ตอนที่ท่านประสงค์มาแจ้ง
@ เปรียบเทียบข้อกล่าวหา ป.ป.ช. Vs. คำชี้แจง น.ส.สุภา
เมื่อเปรียบเทียบข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.และคำชี้แจงของ น.ส.สุภา จะพบข้อมูลเพิ่มเติม ในหลายประการดังนี้
ประการแรก "การไม่อุทธรณ์คดีภาษี"
ป.ป.ช. เห็นว่า น.ส.สุภา มีอำนาจกำกับดูแล แต่ไม่สั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีกลาง ทั้งที่ระเบียบกำหนดให้ “อุทธรณ์ไว้ก่อน” แล้วค่อยถอนภายหลังได้
แต่ น.ส.สุภา ชี้แจงว่า การไม่อุทธรณ์เป็นความเห็นร่วมกันของอัยการสูงสุด กรมสรรพากร และกรมบัญชีกลาง โดยอิงคำพิพากษาศาลฎีกา อม.แดง 1/53 ว่าหุ้นเป็นของนายทักษิณกับคุณหญิงพจมาน
ประการสอง "เจ้าของหุ้นที่แท้จริง"
ป.ป.ช. เห็นว่า ควรต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยที่สุด
น.ส.สุภา อ้างว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองวินิจฉัยไว้แล้วว่า หุ้นเป็นของนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน จึงทำให้โอกาสชนะคดีต่ำ
ประการสาม การสั่งการต่อกรมสรรพากร
ป.ป.ช. ระบุว่า น.ส.สุภา ไม่ได้สั่งให้สรรพากรภาค 3 อุทธรณ์ไว้ก่อน ตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง
น.ส.สุภา ระบุว่า ตนมีหนังสือให้ตรวจข้อเท็จจริงเพิ่มเติม 2 ประเด็น และหากพบว่าเป็นหุ้นตามคำพิพากษา อม.แดง 1/53 ก็ “เห็นสมควรไม่อุทธรณ์”
ประการสี่ หนังสือวันที่ 2 พ.ค. 2554
ป.ป.ช. เห็นว่า น.ส.สุภา รับทราบการไม่อุทธรณ์ แต่ไม่ทักท้วงหรือสั่งแก้ไข ทำให้คดีถึงที่สุด
ขณะที่ น.ส.สุภา ชี้แจงว่า หนังสือดังกล่าวยัง “ตั้งข้อสังเกต” ให้กรมสรรพากรไปดำเนินการประเมินภาษีจากเจ้าของตัวจริงต่อ
ประการห้า ความเสียหายของรัฐ
ป.ป.ช. ระบุว่า รัฐเสียหายกว่า 11,809 ล้านบาท เพราะไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้
น.ส.สุภา โต้ว่า ภายหลังกรมสรรพากรได้ประเมินภาษีนายทักษิณใหม่ และศาลฎีกาพิพากษาให้ชำระ 17,500 ล้านบาท จึง “ไม่เกิดความเสียหายสุดท้ายแก่รัฐ”
ประการหก "หน้าที่ประเมินภาษีเจ้าของตัวจริง"
ป.ป.ช. มองว่า การปล่อยให้คดีเดิมสิ้นสุดโดยไม่อุทธรณ์ เป็นการช่วยเหลือผู้เสียภาษี
น.ส.สุภา ระบุว่า หน้าที่ประเมินภาษีเจ้าของตัวจริงเป็นอำนาจตามกฎหมายของกรมสรรพากร ไม่ใช่อำนาจของตนโดยตรง
ประการเจ็ด เจตนาทุจริต
ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูลความผิดตามมาตรา 157 และความผิดเกี่ยวกับการละเว้นเรียกเก็บภาษี
น.ส.สุภา ปฏิเสธโดยอ้างว่า การดำเนินการทั้งหมดอยู่บนฐานข้อกฎหมายและคำพิพากษาศาล ไม่มีเจตนาช่วยเหลือใคร
ประการแปด การรับรู้ว่ากรมสรรพากรไม่ประเมินภาษีนายทักษิณ
ป.ป.ช. เห็นว่าการไม่ดำเนินการทำให้รัฐเสียประโยชน์
น.ส.สุภา ระบุว่า เพิ่งทราบในปี 2560/2561 จากนายประสงค์ พูนธเนศ ว่ากรมสรรพากรยังไม่ได้ประเมินภาษีนายทักษิณ

ตารางข้อมูลเปรียบเทียบ
@ สรุปสาระสำคัญของข้อขัดแย้ง
ทางฝั่ง ป.ป.ช. เห็นว่า แม้เห็นว่าแพ้คดี ก็ต้อง “อุทธรณ์ไว้ก่อน” ตามระเบียบ การไม่อุทธรณ์ทันที ทำให้คดีสิ้นสุด และรัฐเสียโอกาสเรียกเก็บภาษี ผู้มีอำนาจกำกับดูแลต้องรับผิดชอบ
ฝั่งน.ส.สุภา เห็นว่า ทุกหน่วยงานทางกฎหมายเห็นตรงกันว่าไม่ควรอุทธรณ์ ขณะที่ ศาลฎีกา อม.แดง 1/53 วินิจฉัยเรื่องเจ้าของหุ้นไว้แล้วและยังสั่งให้กรมสรรพากรไปดำเนินการเก็บภาษีจาก “เจ้าของตัวจริง” ต่อ สุดท้ายรัฐยังชนะคดีภาษีและเรียกเก็บได้ 17,500 ล้านบาท จึงไม่เกิดความเสียหายตามที่กล่าวหา
ทั้งหมดนี้ คือ ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. และคำชี้แจงของ น.ส.สุภา กรณีถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่ยื่นอุทธรณ์คดีการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 17,900 ล้านบาท กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้กรมสรรพากรแพ้คดี เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ที่สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบล่าสุด
ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. และคำชี้แจงของ น.ส.สุภา ฝ่ายใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีในชั้นศาลจะออกมาเป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป แบบห้ามกะพริบตาโดยเด็ดขาด
ส่วนกระบวนการไต่สวนคดีนี้ กรรมการป.ป.ช.ท่านหนึ่ง และทีมกลั่นแกล้ง น.ส.สุภา จริงหรือไม่?
เป็นความจริงที่ต้องค้นหากันต่อไป




