"...เมื่อมีลายเซ็นปรากฏอยู่ในเอกสาร ย่อมสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้ตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบแล้ว ไม่สามารถอ้างภายหลังว่า “แค่เซ็นผ่าน” หรือ “ไม่ได้ตรวจรายละเอียด” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย..."
ในระบบราชการไทย การลงลายมือชื่อในเอกสารถือเป็นขั้นตอนปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะคำว่า “ทราบ” “รับทราบ” “เห็นชอบ” หรือ “ตรวจแล้วถูกต้อง” ที่มักปรากฏอยู่ตามหนังสือราชการ เอกสารการเงิน และเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง
อย่างไรก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดล่าสุด ได้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การลงชื่อพร้อมข้อความเหล่านี้ หรือแม้แต่ “ลงชื่อเฉย ๆ” โดยไม่เขียนข้อความใดเลย อาจมีผลทางกฎหมายมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ เพราะศาลมองว่าเป็นการ “รับรองความถูกต้องของเอกสาร” ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ลงนามแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดวางหลักไว้อย่างไร
คดีหมายเลขดำ อบ 145/2562 และคดีหมายเลขแดง อบ 277/2565 ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลของการลงนามในเอกสารราชการไว้ชัดเจนว่า
ไม่ว่าผู้ลงนามจะใช้คำว่า
• “รับทราบ”
• “ทราบ”
• “เห็นชอบ”
• “ตรวจแล้วถูกต้อง”
หรือแม้แต่เพียงลงลายมือชื่อโดยไม่ระบุข้อความใด ๆ ก็ตาม ย่อมหมายความว่า ผู้ลงนามได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้นแล้ว ตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อมีลายเซ็นปรากฏอยู่ในเอกสาร ย่อมสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้ตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบแล้ว ไม่สามารถอ้างภายหลังว่า “แค่เซ็นผ่าน” หรือ “ไม่ได้ตรวจรายละเอียด” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย
(อ่านเรื่องต่อเนื่อง บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก , บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?)
@ จุดเริ่มต้นของคดี
คดีนี้ เกิดจาก องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงาน โดยมีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับส่วนการคลังและการเงิน การรับการนำส่งเงินและเอกสารทางการเงินและเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการทัศนศึกษาดูงานให้เป็นไปตามระเบียบ
ตามโครงการมี นาย จ.ได้ยืนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการและหลังจากทัศนศึกษาดูงานเสร็จ ได้ขออนุมัติส่งใช้เงินยืม โดยระบุว่ามีผู้ร่วมเดินทางจำนวน 58 ราย พร้อมหลักฐานต่างๆ
แต่จากการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่ามีผู้ร่วมเดินทางจริงเพียง 35 ราย ได้ขออนุมัติส่งใช้เงินยืมโดยระบุว่ามีผู้ร่วมเดินทางจำนวน 58 ราย และผู้รับจ้างให้ถ้อยคำว่าไม่เคยตกลงจ้างกับ อบต.และไม่เคยส่งเอกสารใด ๆ ให้ อบต.แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อและรับเงินของบริษัท
และเมื่อปรากฏว่าในการส่งใช้เงินยืม นาย จ.ได้เสนอใบแจ้งหนี้ค่าที่พักอาหารครบทุกมื้อ ใบตรวจรับมอบการจ้างพร้อมเอกสารประกอบต่อนายก อบต. เพื่อพิจารณาอนุมัติชำระเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง จำนวน 58 ราย ทั้งที่มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 35 ราย โดยระบุว่าผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานจ้างและคณะกรรมการได้ตรวจรับครบถ้วนถูกต้องทั้งที่ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมเดินทางไปด้วย การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบใบรับมอบงานจ้างแล้วลงนามผ่าน ต่อมามีการเบิกจ่ายเต็ม 58 ราย จึงเป็นเหตุให้ อบต.ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้จ่ายเงินเกินกว่าจำนวนที่ได้ใช้จ่ายไปจริง
ศาลปกครอง วินิจฉัยแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ”นั้นเป็นเพียงการลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบฯ ศาลมีความเห็นในประเด็นนี้“เห็นว่าไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้นว่า“รับทราบ”หรือ“ทราบ”หรือ“เห็นชอบ”หรือ“ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่า“ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้นตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว” ผู้ฟ้องคดีไม่อาจกล่าวอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้ได้
ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลปกครองเห็นพ้องด้วย “พิพากษายืน”
สาระสำคัญของคดีนี้ อยู่ที่ “ลายเซ็น”
แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างต่อศาลว่า ตนเพียงลงนามคำว่า “ทราบ” เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติหรือมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง
แต่ศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการคลัง การเงิน และงานพัสดุ อีกทั้งยังร่วมเดินทางไปกับคณะดูงานด้วย จึงควรทราบจำนวนผู้เข้าร่วมจริง
เมื่อมีการลงนามในเอกสารตรวจรับงานและเอกสารเบิกจ่าย ซึ่งระบุจำนวนผู้ร่วมโครงการเกินความจริง การลงนามดังกล่าวจึงมีผลเท่ากับเป็นการรับรองความถูกต้องของข้อมูลในเอกสาร
ศาลจึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องหรือความรับผิดได้
ท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ส่งผลให้คำสั่งลงโทษทางวินัยยังมีผลต่อไป
@ บทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในระบบราชการ “ลายเซ็น” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นการยืนยันว่า ผู้ลงนามได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว
โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ลงนามอาจถูกตรวจสอบทั้งทางวินัย ทางละเมิด และทางอาญาได้
แนวคำพิพากษานี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญที่เตือนเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับว่า ก่อนลงนามทุกครั้ง ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องของเอกสารอย่างรอบคอบ เพราะเพียงคำว่า “ทราบ” คำเดียว อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายที่ร้ายแรงได้ในอนาคต
ทั้งการถูกไล่ออก รวมไปถึงโทษจำคุกด้วย
////////////
เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"




