"...ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลว่าทุจริต ไม่ได้แปลว่าจะต้องถูกไล่ออกเสมอไป ผู้มีอำนาจยังสามารถใช้ดุลพินิจลดโทษเป็น ปลดออกจากราชการ ได้ หากมีเหตุอันควร เช่น ไม่มีเจตนาทุจริต หรือทำไปตามแนวปฏิบัติเดิมของราชการ นี่คือหลักสำคัญของความเป็นธรรมในระบบราชการเพื่อคุ้มครองผู้ที่อาจ “ทำพลาด” แต่ไม่ได้ “ทุจริตโดยเจตนา”..."
หลายคนอาจเข้าใจว่า หากข้าราชการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ชี้มูลความผิดทางวินัยฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่” ผู้บังคับบัญชาจะต้องลงโทษ “ไล่ออกจากราชการ” เท่านั้น
ไม่มีทางเลือกอื่นเลยหรือ?
ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะต้องถูกไล่ออกเสมอไป
เพราะแม้ความผิดทางวินัยร้ายแรงจะมีโทษสูงสุดถึงขั้น ไล่ออกจากราชการ แต่กฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจพิจารณาใช้ดุลพินิจ ลดโทษเป็น “ปลดออกจากราชการ” ได้
หากมีเหตุอันควรลดหย่อน
@ ความแตกต่างระหว่าง “ไล่ออก” กับ “ปลดออก”
แม้ทั้งสองกรณีจะทำให้ข้าราชการต้องพ้นจากราชการเหมือนกัน แต่ผลที่ตามมาต่างกันมาก
1. ไล่ออกจากราชการ
สิ้นสุดสถานภาพข้าราชการโดยสมบูรณ์
ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ
ถือเป็นบทลงโทษร้ายแรงที่สุด เปรียบเหมือน “ตัดอนาคตชีวิตราชการ”
2. ปลดออกจากราชการ
พ้นจากราชการเช่นกัน
แต่ยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญตามสิทธิ
ถือเป็นการลงโทษที่ยังคงให้หลักประกันชีวิตหลังเกษียณ
จึงไม่น่าแปลกที่ข้าราชการจำนวนมากกังวลว่า หากถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. จะต้องถูกไล่ออกทุกกรณีหรือไม่
@ เมื่อ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลแล้ว ผู้บังคับบัญชาต้องทำอย่างไร?
ตามกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลว่าข้าราชการกระทำผิดทางวินัย ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนต้องนำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณาโทษทางวินัยต่อได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนใหม่
กล่าวง่าย ๆ คือ
หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการลงโทษตามฐานความผิดที่ถูกชี้มูล แต่ยังต้องพิจารณาระดับโทษให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง
แล้วจำเป็นต้อง “ไล่ออก” ทุกกรณีหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นเสมอไป
ตาม คำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1446/2568 ระบุชัดว่า แม้คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 ให้กรณีทุจริต “ควรลงโทษไล่ออก” แต่คำว่า “ควร” ไม่ได้หมายความว่าต้องทำแบบนั้นทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น
ผู้มีอำนาจ เช่น อ.ก.พ.กระทรวง ยังสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาโทษได้ โดยกฎหมายข้าราชการพลเรือนเปิดช่องให้ ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกได้ หากมีเหตุอันควรลดหย่อน
แต่จะลดต่ำกว่าการ “ปลดออก” ไม่ได้
กรณีใดที่อาจได้รับการลดโทษ?
แนววินิจฉัยล่าสุดระบุว่า หากพบข้อเท็จจริงชัดเจนในลักษณะต่อไปนี้ อาจเป็นเหตุให้ลดโทษได้
1. ไม่มีเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง
เช่น การกระทำผิดเกิดจากความเข้าใจผิด ความประมาท หรือขาดความรอบคอบ
แต่ไม่มีหลักฐานว่าตั้งใจแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
2. ทำไปตามแนวปฏิบัติของหน่วยงานที่ทำกันมา
บางครั้งข้าราชการปฏิบัติตามวิธีการเดิมที่หน่วยงานใช้ต่อเนื่องมานาน
แม้ภายหลังจะถูกตีความว่าไม่ถูกต้อง ก็อาจถือเป็นเหตุลดหย่อนได้
3. หากลงโทษไล่ออกจะไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง
เช่น ผู้กระทำมีประวัติรับราชการดีมาโดยตลอด ทำงานด้วยความสุจริต แต่เกิดความผิดพลาดเฉพาะกรณี
ศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ต้องใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2568 วางหลักไว้ว่า
แม้ผู้บังคับบัญชาจะต้องยึดตาม “ฐานความผิด” ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไว้
แต่ยังต้องพิจารณา ข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และความร้ายแรงของการกระทำ เพื่อกำหนดโทษให้เหมาะสมและเป็นธรรมในแต่ละกรณี
จึงไม่ใช่การ “ชี้มูล = ไล่ออกอัตโนมัติ”
บทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการ
คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นความหวังสำคัญของข้าราชการที่อาจทำผิดพลาดโดยไม่มีเจตนาทุจริต
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า
ไม่มีเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง
ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ส่วนตน
ปฏิบัติตามแนวทางราชการที่เคยทำกันมา
มีประวัติการทำงานสุจริตและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่
ก็ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณา “ปลดออก” แทน “ไล่ออก”
ซึ่งอย่างน้อยยังคงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญไว้ดูแลชีวิตหลังพ้นราชการ
สรุปง่าย ๆ
ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลว่าทุจริต ไม่ได้แปลว่าจะต้องถูกไล่ออกเสมอไป
ผู้มีอำนาจยังสามารถใช้ดุลพินิจลดโทษเป็น ปลดออกจากราชการ ได้ หากมีเหตุอันควร เช่น ไม่มีเจตนาทุจริต หรือทำไปตามแนวปฏิบัติเดิมของราชการ
นี่คือหลักสำคัญของความเป็นธรรมในระบบราชการ
เพื่อคุ้มครองผู้ที่อาจ “ทำพลาด” แต่ไม่ได้ “ทุจริตโดยเจตนา”
สุจริต ย่อมต้องได้รับความคุ้มครอง
แต่ทางที่ดีที่สุด ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตเลย หากเจ้านายสั่งให้ทำสิ่งที่ผิดพลาด
ควรต้องแสดงความเห็นโต้แย้งไว้ก่อน เป็นการดีที่สุด
/////
เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้




