News Logo
หน้าแรก
5 หน่วยงาน แถลงผลทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์ต่างด้าว โยงรวบปลัด อ.เชียงดาว

5 หน่วยงาน แถลงผลทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์ต่างด้าว โยงรวบปลัด อ.เชียงดาว

15 พ.ค. 2569 17:42
ผู้ชม 28 คน

มท.-ประสาน 5 หน่วยงาน แถลงผลทลายเครือข่ายทุจริตสวมสิทธิ์บุคคลต่างด้าว จุดเริ่มต้นจากคดี "หมิงเฉิน ซัน" ถือบัตรชมพูปลอม โยงรวบปลัด อ.เชียงดาวเอี่ยวออกบัตร-ทะเบียนประวัติคนเลขศูนย์กว่า 400 รายอย่างมิชอบ ย้ำเป็นภัยความมั่นคงชาติ ยืนยันผนึกกำลังขยายผลจับกุม-เอาผิดเจ้าหน้าที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ได้มีการจัดแถลงข่าวร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญหลายภาคส่วน ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในการสืบสวนและดำเนินคดีกรณีทุจริต การจับกุม นายเพิ่มเกียรติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ปลัดอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์และออกเอกสารทางทะเบียนโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้แก่บุคคลต่างด้าว ซึ่งการสืบสวนครั้งและจับกุมปลัด อ.เชียงดาว เป็นผลสืบเนื่องจากการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนผู้ถือบัตรประจำตัวซึ่งไม่ใช่สัญชาติไทย หรือ "บัตรชมพู"

โดยจุดเริ่มต้นของการสืบสวนเกิดขึ้นหลังจากนายหมิงประสบอุบัติเหตุรถยนต์ในจังหวัดชลบุรี จนนำไปสู่การตรวจพบอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนจำนวนมากที่บ้านของนายหมิง

‘หมิงเฉิน ซัน’ สวมสิทธิ์ตั้งแต่ปี 65

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนนจาก 5 หน่วยงานได้แก่ 1.กรมการปกครอง 2.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ 5.กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) )นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเริ่มต้นโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคดีนี้ โดยระบุว่า ภายหลังจากเหตุการณ์รถยนต์พลิกคว่ำในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่นายหมิงเฉิน ซัน ถูกจับกุมและพบอาวุธสงคราม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการตรวจสอบรายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน อย่างเร่งด่วนทันที ซึ่งมอบหมายให้รองอธิบดีกรมการปกครองและหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง หรือชุดปฏิบัติการโดป้าไนซ์ ลงพื้นที่ทำการสืบสวน

จากผลการสืบสวนพบว่ารายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน หรือที่บางครั้งเรียกว่านายหลิน แจ็คสัน มีพิรุธและผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะของการเข้ามาในงานทะเบียนราษฎรเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในการอยู่อาศัยและการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ยังพบว่ารายการทางทะเบียนของนายหมิงมีความเชื่อมโยงกับขบวนการสวมสิทธิ์กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ชาวจีนที่เคยถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้

รายการที่ตรวจพบว่าทุจริตอย่างแน่ชัดคือการย้ายชื่อเข้ามาในทะเบียนบ้านในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2565 อันเป็นเท็จ ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีอดีตปลัดอำเภอเชียงดาวเป็นผู้จัดการและจัดเตรียมเอกสารให้ทั้งหมด ทั้งที่ข้อเท็จจริงนายหมิงเฉิน ซัน ไม่เคยมาอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ดังกล่าวในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่แต่อย่างใด

มูลเหตุของการย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่อำเภอเชียงดาวเชื่อว่ามีเจตนาเพื่อสวมสิทธิ์กลุ่มชาติพันธุ์หรือคนไทย เพื่อผลประโยชน์ในการอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่าอดีตปลัดอำเภอเชียงดาวรายนี้ ในช่วงปี 2564 ได้จัดทำรายการทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรสีขาว ให้แก่บุคคลสูงถึง 445 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 18 ราย เป็นการจัดทำโดยมิชอบ กรมการปกครองจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมย้ำว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขยายผลเพื่อเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงนี้เป็นอย่างมาก โดยกล่าวว่าการสวมสิทธิ์อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ทุกอย่างจะถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกระบวนการอย่างเคร่งครัด

คดีชาวจีนสวมตัว-จนท.เชียงดาวโดนจับ ทำจั้นตอนขอเปลี่ยนบัตรชะงัก

นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และหัวหน้าคณะทำงานโดป้าไนซ์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีของนายหมิงเฉิน ซัน โดยชี้แจงว่าการจับกุมในเรื่องอาวุธสงครามเป็นคนละส่วนกับการสืบสวนเรื่องบัตรประจำตัวเลข 6 สีชมพูที่ออกโดยอำเภอเชียงดาว เมื่อพบความผิดปกติ อธิบดีกรมการปกครองได้สั่งการให้ทีมงานขึ้นมาตรวจสอบ

 จากการสืบสวนพบว่านายหมิงเฉิน ซัน ได้เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องโดยมีหนังสือเดินทางและได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงไทยชื่อนางจันทิมา จากนั้นได้ย้ายมาอยู่กับภรรยาที่แขวงคลองสามวา แต่ต่อมาได้ย้ายจากคลองสามวาไปอยู่ที่บ้านของชนกลุ่มน้อยในอำเภอเชียงดาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการได้สิทธิ์ในการทำธุรกรรมหรือการเป็นบุคคลสัญชาติไทยในอนาคต

 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการดำเนินการอยู่นั้น ได้เกิดคดีอาชญากรชาวจีนสวมตัวและมีเจ้าหน้าที่ของอำเภอเชียงดาวในขณะนั้นถูกจับกุม ทำให้การดำเนินการของนายหมิงเฉิน ซัน หยุดชะงักลง เป้าหมายของนายหมิงคือต้องการเปลี่ยนจากบัตรสีชมพูเลข 6 เป็นบัตรเลข 8 หรือการได้รับสัญชาติไทยในอนาคต แต่เมื่อไม่สามารถดำเนินการต่อได้ นายหมิงจึงย้ายชื่อกลับมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ดำเนินการในปี 2565 คือปลัดอำเภอและทีมงาน ซึ่งวันนี้ได้มีการออกหมายจับแล้ว การสืบสวนยังพบความเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเวียงแหงและอำเภอเชียงดาว แสดงให้เห็นถึงการทุจริตในเรื่องทะเบียนสำหรับชนกลุ่มน้อยหรือคนชายแดนในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งการทำบัตรประจำตัวประชาชนและการนำบุคคลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ทะเบียนบ้านเพื่อผลประโยชน์ในอนาคต ปลัดอำเภอที่ถูกออกหมายจับได้จัดทำทะเบียนประวัติคนเลขศูนย์ไปกว่า 400 ราย ซึ่งจากการสุ่มตรวจร่วมกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พบว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นชาวจีน เมียนมา กัมพูชา ที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศตนเอง ไม่ใช่บุคคลที่อยู่อาศัยตามแนวตะเข็บชายแดนอย่างถูกต้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้สั่งการให้อำเภอทุกอำเภอตามตะเข็บชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ทั้งหมด เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

สอบพบเจ้าตัวถือสัญชาติโดมินิกันด้วย

ด้านนายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ลงพื้นที่ ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการเดินบัญชีรายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน หรือที่เรียกว่า "เฉินซีโฟร์" ว่าบุคคลนี้มีหนังสือเดินทาง 2 รายการ คือสัญชาติจีนและโดมินิกัน ซึ่งเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องด้วยวีซ่าและจดทะเบียนสมรสกับหญิงไทยชื่อนางสาวจันทร์ (ชื่อย่อ) พิรุธแรกที่พบคือการจดทะเบียนสมรสที่กรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าไม่เคยอาศัยอยู่ด้วยกันมาก่อน และมีบุคคลต่างด้าวที่ได้สัญชาติไทยที่เชียงดาวเป็นพยานในการจดทะเบียนสมรส ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกัน หลังจากจดทะเบียนสมรส นายหมิงเฉิน ซัน ได้ใช้ทะเบียนสมรสและหนังสือเดินทางจีนเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ และได้รับเลขประจำตัวเป็นเลข 6 (บัตรชมพู)

 รายการของนายหมิงเฉิน ซัน ถูกตรวจสอบโดยนายทะเบียนที่เคยถูกจับกุมที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีกระบวนการที่เคยถูกจับกุมไปแล้วเข้ามาเกี่ยวข้องก่อนที่เขาจะย้ายมาเชียงดาว หลังจากนั้นไม่นาน รายการของนายหมิงถูกย้ายมาที่อำเภอเชียงดาว เข้าไปอยู่ในบ้านของยายวัย 77 ปี ซึ่งเป็นชนเผ่าที่พูดและเขียนภาษาไทยไม่ได้ แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน มีเจ้าหน้าที่รัฐช่วยดำเนินการทางทะเบียนและมีการตอบแทนค่าย้ายเข้าให้ ยายคนนี้ 2,000 บาท นายเพิ่มเกียรติ ซึ่งเป็นปลัดอำเภอคนนี้ เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการสวมตัวคนไทยในปี 2565 โดยนำคนจีนที่ชลบุรีมาสวมสิทธิ์ที่อำเภอเชียงดาว และอีกท่านหนึ่งก็เป็นปลัดอำเภอที่เชียงดาวซึ่งนำคนต่างด้าวมาสวมสิทธิ์ในลักษณะไม่มีสัญชาติเพื่อให้ได้เลขศูนย์ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้มีการทุจริต 2 เรื่องคือ1.การสวมสิทธิ์คนไทยและ2.การทำบัตรไร้สัญชาติ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของนายหมิงเฉิน ซัน ต้องหยุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องสวมสิทธิ์ถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2565 หลังจากนายหมิงย้ายเข้ามาในเดือนตุลาคม 2565 หลังจากนั้นนายหมิงก็ย้ายชื่อกลับไปกรุงเทพฯ และปัจจุบันได้มีการหย่าร้างแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบว่าปลัดอำเภอที่ถูกจับกุมได้จัดทำทะเบียนประวัติคนเลขศูนย์ถึง 445 คน ภายใน 2 เดือน การตรวจสอบภาคสนามในบ้าน 2 หลัง พบชาวต่างด้าว 11 คน และ 8 คน ตามลำดับ ซึ่งเจ้าอาวาสยืนยันว่าไม่เคยพบคนเหล่านี้อาศัยอยู่ แสดงให้เห็นถึงการสวมสิทธิ์ทำบัตรไร้สัญชาติที่ไม่ถูกต้อง ส่วนจำนวนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมกับจังหวัด

บช.ก.เผยแจ้งข้อหารวม 5 ราย เป็น ขรก.4

ด้าน พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้กล่าวเสริมว่าคดีนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีการจับกุมชาวจีนที่สวมบัตรสัญชาติบัตรสีชมพูจากการเกิดอุบัติเหตุที่ชลบุรี ทางตำรวจ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ติดตามสืบสวนขยายผลว่าเหตุใดคนจีนผู้นี้จึงมีอาวุธสงครามและมีความเกี่ยวข้องกับการออกบัตรอย่างไร ซึ่งเป็นคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้ขยายผล เรื่องนี้นำมาสู่การบูรณาการร่วมกันของ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการปกครอง, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท).,สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามกรทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จนมาถึงวันนี้ได้มีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 4 หมาย ได้แก่ ปลัดอำเภอ 2 คน ในข้อหามาตรา 157 และ 162 การรับรองเอกสารเท็จ และออกหมายจับนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมที่ชลบุรี

นอกจากนี้ยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ใหญ่บ้านอีก 2 ราย รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องนี้ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ การที่คนต่างชาติได้รับบัตรสีชมพูและใช้สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือการทำธุรกรรม ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการกับคนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐที่อำนวยความสะดวกฉ้อฉลและช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้ได้รับสัญชาติ เป็นสิ่งที่กรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการมาตลอด โดยมีการปลดออกจากราชการแล้วหลายคน และจะดำเนินการต่อไป เพราะคนกลุ่มนี้มักเข้ามาสร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน เป็นสแกมเมอร์ หลอกลวงคนไทย จึงจำเป็นต้องเพิกถอนและดำเนินคดีเพื่อหยุดยั้งการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จับกุม ยังมีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องอีกหลายส่วนที่ต้องดำเนินการต่อ รวมถึงการเพิกถอนบัตรของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์

ผู้ว่าฯเชียงใหม่ล้อมคอก สั่งตรวจทุกอำเภอ

ส่วนนายรัฐพล วราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืนยันว่า จังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรื่องนี้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563-2565 ในกรณีของนายอำเภอเวียงแหงที่ถูกย้ายและดำเนินคดีจากการนำคนเข้าอยู่เพื่อทำบัตรหัวศูนย์จำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ แต่ได้มีการสั่งการและกำชับให้เข้มงวดกับการลงรายการบุคคลต่างด้าวและต้องรายงานจังหวัดทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบความผิดปกติในทุกอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่ 5 อำเภอชายแดนเท่านั้น

ในช่วงปัจจุบัน ได้หารือกับปลัดจังหวัดและให้นายอำเภอทุกแห่งสำรวจความผิดปกติของการย้ายเข้าย้ายออกในทะเบียนราษฎรในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงประสานข้อมูลกับกรมการปกครองเพื่อดูว่ามีบ้านหลังไหนมีการย้ายเข้าย้ายออกผิดปกติ เช่น บ้านหลังเล็กที่มีคนจำนวนมากเกินพื้นที่บ้าน อย่างเช่นบ้านหลังเล็กที่มีคนอยู่ 50-62 คน จะต้องมีการตรวจสอบในระดับพื้นที่ว่าการดำเนินการนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง ก็จะต้องมีการเพิกถอนสถานะของบุคคลที่เข้าไปอยู่ และตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดได้ดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ และจะประสานกับกรมการปกครองเพื่อขอข้อมูลในแต่ละอำเภอ และจะตรวจสอบความผิดปกติของการจดทะเบียนสมรสระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าว รวมถึงเอกสารสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และทะเบียนการค้า การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนต่าง ๆ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ด่านแรกคือการย้ายเข้าทะเบียนบ้านและการได้มาซึ่งสัญชาติต่าง ๆ จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป โดยได้ขยายขอบเขตการตรวจสอบจากเดิม 5 อำเภอชายแดนไปเป็นทุกอำเภอทั่วทั้งจังหวัด เนื่องจากบุคคลที่ได้สิทธิ์แล้วอาจย้ายไปอยู่ในเขตเมืองก็ได้

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
หมิงเฉิน ซัน
สวมสิทธิ์ต่างด้าว



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะงบฯ‘แพนเอเชีย’หลังขายคลังน้ำมันให้บีซีพีจี รายได้ล่าสุดเหลือ2.2 ล.
เจาะงบฯ‘แพนเอเชีย’หลังขายคลังน้ำมันให้บีซีพีจี รายได้ล่าสุดเหลือ2.2 ล.