สหภาพฯ เอ็นที ยื่นนายกฯ เร่งทูลเกล้าฯ ให้ ‘หมอสรณ’ พ้นประธาน กสทช. แจงยิบหลักฐานชัดขาดคุณสมบัติ งัดผลสอบ กมธ.ไอซีที ยันไม่ได้ลาออกบอร์ดแบงก์กรุงเทพฯ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นายเชิดชัย กัลยาวุฒิพงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ สร.ทช. (สหภาพแรงงานฯ บริษัทเอ็นที) ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยขอให้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (หมอไห่) ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ้นจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ หนังสือระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. วุฒิสภา ได้สรรหาตามกระบวนการเสร็จสิ้น ให้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ซึ่งมาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้ “ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช. ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้”
หนังสือระบุว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ได้แก่ 1) ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ 2) พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ 3)ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต กรรมการ 4) นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ 5)รองศาสตราจารย์ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ
หนังสือระบุว่า ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2566 มีบุคคลยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ กรณีขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ขณะที่ ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. มีหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 2300/33940 ลงวันที่ 28 กันยายน 2566 กราบเรียนประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ดังนี้ มีข้อมูลปรากฏในสื่อและข้อเท็จจริงว่า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ แม้จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. แล้ว มีรายงานข่าวและข้อมูลว่ายังคงประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยให้คำปรึกษาและตรวจรักษาคนไข้ที่รับผิดชอบมานาน 20-30 ปี รวมถึงมีหลักฐานการนัดคนไข้ที่อาคาร 3 สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระราม 9 และมีข้อสงสัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ดังกล่าว ขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่ "เต็มเวลา" ตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของคลินิกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งศาสตราจารย์คลินิก สรณ ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าอาจเป็นการเข้าใจผิดหรือเป็นแพทย์ท่านอื่นที่มีชื่อคล้ายกัน
ต่อมา ประธานวุฒิสภา (นายพรเพชร วิชิตชลชัย) ส่งหนังสือของผู้ร้องไปยังคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (กมธ. ICT) เพื่อพิจารณา โดยกมธ. ICTจัดประชุมครั้งที่ 17/2567 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 โดยมีความเห็นและข้อเสนอแนะโดยสรุป ดังนี้ 1.การที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 และยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีตลอดมา จนกระทั่งถึงปี 2567 และยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 โดยมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าว จึงอาจทำให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) และ (3) ด้วยเหตุยังมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ และประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.
เมื่อมิได้ลาออกต่อประธานวุฒิสภาจริงภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ก่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง จึงทำให้การกระทำของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ ตามความในมาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ย่อมมีผลให้กรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็น กรรมการ กสทช. ใหม่แทนศาสตราจารย์คลินิก สรณ ตามกฎหมายต่อไป และการกระทำของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 4 ยังมีผลทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20(5) อีกด้วย
2.กรณีศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยินยอมให้เสนอชื่อตนเองต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเลือกเป็นกรรมการของบริษัท ธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. แล้ว บุคคลนั้นต้องลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่อื่นในทุกตำแหน่งหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใด ตามมาตรา 18 และมาตรา 26 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้ประธานกรรมการ กสทช. และ กรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
หนังสือระบุว่า การที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 และทราบดีว่า ตนต้องลาออกจากทุกตำแหน่ง แต่กลับยินยอมรับเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ โดยกรอกประวัติในแบบฟอร์มการเสนอชื่อบุคคลเป็นกรรมการ ธนาคารกรุงเทพฯว่าเป็นประธานกรรมการ กสทช. ด้วย เพื่อเสนอต่อผู้ถือหุ้นในที่ประชุมใหญ่ และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพ เสนอชื่อตนเพื่อขอความเห็นชอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้ความเห็นชอบให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพ
“จนกระทั่งบริษัทธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 และที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯ ก็ลงมติให้ความเห็นชอบเลือกศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ให้เป็นกรรมการบริษัทธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตามมาตรา 70 ของพ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 ก่อนวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งเพียง 1 วัน (13 เมษายน 2565)”หนังสือระบุ
เนื้อหาในหนังสือยังระบุว่า หลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติดังกล่าวแล้ว ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2565 ธนาคารกรุงเทพ ก็มีหนังสือแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการโดยมีชื่อศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ รวมอยู่ด้วย ถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ครั้งที่ 9/2565 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 กรรมการ กสทช. ได้พิจารณาเรื่องตามที่ประธานกรรมการ กสทช. เสนอว่าได้รับเชิญเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ โดยที่ประชุมรับทราบและมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาสำนักงาน กสทช. ก็มีหนังสือที่ สทช.2402 /24360 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ถึงสำนักงานกฤษฎีกาเพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับการรับเป็นกรรมการอิสระในหน่วยงานอื่น แต่ต่อมาขอถอนเรื่องขอหารือ (18 กรกฎาคม 2565) ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
“กรณีนี้ย่อมเป็นข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังไม่ยอมลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทธนาคารกรุงเทพ การประกาศลาออกทางหนังสือพิมพ์หรือการมีหนังสือแจ้งให้ธนาคารกรุงเทพฯ ทราบแต่เพียงว่าตนยังไม่ขอเข้ารับตำแหน่ง โดยยังมิได้มีหนังสือลาออกต่อบริษัทฯ จึงยังคงมีผลให้ศาสตราจารย์คลินิก สรณ มีสถานะเป็นกรรมการบริษัทธนาคารกรุงเทพ เพราะกรรมการคนใดประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง ต้องยื่นใบลาออกต่อบริษัท ตามมาตรา 73 แห่งพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 คณะกรรมาธิการฯ จึงพิจารณาเห็นว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ มิได้ลาออกจากกรรมการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ แต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนต่อพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบมาตรา 20 และมาตรา 26”หนังสือระบุ
หนังสือยังระบุว่า 3.คณะกรรมาธิการฯ ยังพบข้อเท็จจริงอีกว่า ก่อนสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังมีตำแหน่งเป็นรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เพิ่งลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเมื่อได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. ปรากฏหลักฐานตามหนังสือลาออก ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 ซึ่งได้ยื่นต่อวุฒิสภา ปรากฏหลักฐานตามหนังสือสำนักกำกับและตรวจสอบ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ สว. 0008/905 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2566 การที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริหารหรือเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกช่องรามาแชนแนล (Rama Channel) ก่อนเข้ารับสมัครเป็นกรรมการ กสทช. จึงมีผลให้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7ข. (12) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เนื่องจากมิได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารหรือเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ภายในระยะเวลา 1 ปีก่อนที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กรรมการ กสทช.
“จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้ว เห็นว่าศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณมีลักษณะเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 มาตรา 20 และมีมติที่ประชุมเห็นชอบและให้นำกราบเรียนประธานวุฒิสภา พิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”หนังสือระบุ
ต่อมา ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ มีหนังสือด่วนที่สุด ที่พิเศษ 015/2567 ลงวันที่ 17 กันยายน 2567 ถึงเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา นำรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงของ กมธ. ICTวุฒิสภา เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุม วุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 77 และยืนยันยันว่าการรายงานผลการสอบหาข้อเท็จจริงของ กมธ. ICTไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 98 และข้อ 99 ที่ต้องรายงานโดยคณะกรรมาธิการชุดเดิม รวมทั้งขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานำส่ง หรือแจ้งผลรายงานผลการสอบหาข้อเท็จจริงของกมธ. ICTวุฒิสภา ต่อสำนักงาน กสทช. และผศ.ดร. ภูมิศิษฐ์ รวมถึงเสนอรายงานดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

หนังสือสหภาพ
หนังสือยังระบุว่า แต่นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา ในขณะนั้น ได้มีหนังสือตอบ ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ในเชิงปฏิเสธดำเนินการตามคำร้อง โดยให้เหตุผลว่ารายงานการตรวจสอบของวุฒิสภาชุดเก่าสิ้นสุดลงไปพร้อมกับการหมดวาระของวุฒิสภา สำนักงานฯ ไม่มีอำนาจก้าวล่วงหรือดำเนินการแทนกรรมาธิการได้ ทั้งที่ ระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ พ.ศ. 2558 ข้อ 41-43 ระบุวิธีปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อการพิจารณาคำร้องทุกข์ของคณะกรรมาธิการได้ผลสรุปเป็นประการใดแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดทำรายงานผลการพิจารณาคำร้องทุกข์ ตามมติของคณะกรรมาธิการ พร้อมทั้งแจ้งผลการพิจารณาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการหรือติดตามผลการพิจารณาคำร้องทุกข์ของคณะกรรมาธิการ และแจ้งผลการพิจารณาคำร้องทุกข์ให้ผู้ร้องทุกข์ทราบเป็นหนังสือภายใน 5 วันทำการนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการมีมติเห็นชอบเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณา แต่นางสาวนภาภรณ์ พยายามอ้างเหตุผลต่างๆ ที่ไม่ดำเนินการ
หนังสือระบุว่า ขณะที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) วินิจฉัยว่า แม้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่าศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 แม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8(2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมายตามมาตรา 18 อันเป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่
เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา 15/1
หนังสือยังระบุว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ผผ 1104/239 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2568 ขอให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือ ลับ ที่ นร 0105.5/4422 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2568 ชี้แจงว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งและแต่งตั้ง กสทช. รวมถึงการให้พ้นและการถอดถอนออกจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยเป็นหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา
ทั้งนี้ กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ดังกล่าว กมธ. ICT วุฒิสภา ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว มีมติว่าอาจมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและนำมติ กมธ. ICTกราบเรียนประธานวุฒิสภา เพื่อโปรดพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายต่อไป ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ลับ ที่ นร 0105.5/203 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 นำเรียนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดทราบ และมีหนังสือ ลับ ที่ นร 0105.5/204 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ส่งเรื่องให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อโปรดทราบ และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือ ลับ ที่ สว 0012/45 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2567 รายงานว่าได้รับทราบเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการต่อไป
“สรสช. จึงขอยื่นหนังสือ กราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 5 โดยดำเนินการอย่างเร่งด่วน ตามบทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง ให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนแล้วแต่กรณี นอกจากนี้ให้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ของศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ทั้งๆ ที่เข้าข่ายเป็นผู้สละสิทธิ ตามบทบัญญัติมาตรา 18” หนังสือระบุ
หนังสือระบุว่า จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 เรื่องการดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ซึ่งสำนักงานกฤษฎีกาส่งพร้อมหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ นร 0909/129 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ปรากฏว่า มีการดำเนินการอะไร ทุกวันนี้ยังปรากฏการปฏิบัติหน้าที่ของศาสตราจารย์นพ.คลินิก สรณ อยู่นั้น เท่ากับยอมรับว่ามีเจตนาให้บุคคลดังกล่าวกระทำความผิดฝ่าฝืนพระบรมราชวินิจฉัยและละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังอาจจะมีความผิดตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 และมาตรา 18 ซึ่งทั้งสองมาตรา ประกอบมาตรา 180 มาตรา 182 และมาตรา 6 ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงมาตรา 160(4) และ(5) และมาตรา 161 ตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย




