"...ทั้งนี้ ในอดีต ป.ป.ช. เคยตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ความเหมาะสม และมาตรฐานการดำรงตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อประเด็นลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับบุคลากรภายในองค์กร มาตรฐานที่สังคมนำมาใช้พิจารณาจึงมักเป็นมาตรฐานเดียวกับที่องค์กรใช้ตรวจสอบผู้อื่นนี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแต่งตั้งบุคลากรหนึ่งคน แต่เป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างหลักการที่องค์กรยึดถือกับการปฏิบัติจริงภายในองค์กรเอง..."
การบริหารงานบุคคลในหน่วยงานของรัฐเป็นอำนาจที่ผู้บริหารสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ในบางสถานการณ์ ความถูกต้องตามระเบียบอาจไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามของสังคม หากการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังขาเกี่ยวกับความเหมาะสมทางจริยธรรม
กรณีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับผู้อำนวยการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 กำลังสะท้อนให้เห็นประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน
คำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การแต่งตั้ง นายจรงค์ เกราะเหมาะ จากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักไต่สวนคดีพิเศษ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้โครงสร้างใหม่ของสำนักงาน ป.ป.ช. มีหน้าที่รับผิดชอบคดีทุจริตที่มีความซับซ้อน คดีที่สร้างความเสียหายจำนวนมาก คดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน รวมถึงคดีค้างสะสมเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คำสั่งดังกล่าวถูกตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงตัวตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย หากแต่เป็นช่วงเวลาที่มีการลงนามคำสั่ง เนื่องจากเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่นายจรงค์ตกเป็นข่าวกรณีเมาแล้วขับรถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมายอมรับต่อสื่อมวลชนว่ามีการดื่มสุราก่อนเกิดเหตุ
ในเวลาใกล้เคียงกัน เลขาธิการ ป.ป.ช. ยังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่ามีแนวโน้มจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้การแต่งตั้งที่ตามมาอย่างรวดเร็วกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทั้งภายในและภายนอกองค์กร
@ จากปัญหาส่วนบุคคล สู่คำถามต่อองค์กร
ในทางกฎหมาย ทุกบุคคลยังคงได้รับการคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และกระบวนการสอบสวนทางวินัยหรือจริยธรรมย่อมต้องดำเนินไปตามขั้นตอน
แต่ในทางการบริหารองค์กร โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสและความสุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ความคาดหวังของสังคมมักอยู่ในระดับที่สูงกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย
ประชาชนไม่ได้พิจารณาเพียงว่าการกระทำใดผิดหรือไม่ผิด แต่ยังพิจารณาถึงความเหมาะสม ความรับผิดชอบ และมาตรฐานทางจริยธรรมที่องค์กรควรยึดถือ
ด้วยเหตุนี้ การแต่งตั้งบุคคลที่กำลังตกเป็นประเด็นสาธารณะให้ไปดำรงตำแหน่งสำคัญ จึงกลายเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า องค์กรได้ประเมินผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
โดยเฉพาะกรณี ของ นายจรงค์ เกราะเหมาะ หากพิจารณาประกอบระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2563 โดยมีประธาน ป.ป.ช. เป็นผู้รักษาการตามระเบียบฯ (อ่านระบียบที่นี่ https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/020/T_0004.PDF)
จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
@ภาพลักษณ์องค์กรไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
ตามประมวลจริยธรรม ข้อ 10 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรักษาชื่อเสียงของตน ภาพลักษณ์ของหน่วยงาน และเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการมิให้เสื่อมเสีย
สาระสำคัญของหลักการนี้ไม่ได้มุ่งลงโทษบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนแนวคิดว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรโดยรวม
ยิ่งในกรณีของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ความไว้วางใจจากประชาชนถือเป็นทุนทางสถาบันที่สำคัญที่สุด
เมื่อบุคลากรระดับบริหารตกเป็นข่าวในลักษณะที่สังคมให้ความสนใจ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ชื่อเสียงขององค์กรจะถูกนำมาเชื่อมโยงด้วย แม้ผลการสอบสวนจะยังไม่แล้วเสร็จก็ตาม
@ ความเที่ยงธรรมไม่ได้หมายถึงความถูกต้องตามขั้นตอนเท่านั้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงคือ ข้อ 15 ของประมวลจริยธรรม ซึ่งกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องมีความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือเลื่อนตำแหน่งบุคลากร โดยคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนั้นด้วย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเลขาธิการ ป.ป.ช. มีอำนาจลงนามคำสั่งหรือไม่ เพราะอำนาจดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว
แต่คำถามคือ ในการใช้ดุลพินิจดังกล่าว ได้มีการพิจารณาปัจจัยด้านจริยธรรม ความเหมาะสม และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง
โดยเฉพาะเมื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งกำลังอยู่ในช่วงที่สังคมตั้งคำถามต่อพฤติกรรมส่วนบุคคล และยังมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
@ ความสำคัญของตำแหน่งยิ่งทำให้คำถามดังขึ้น
สิ่งที่ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้น คือ ลักษณะของตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย
เพราะสำนักไต่สวนคดีพิเศษไม่ใช่หน่วยงานทั่วไป แต่เป็นกลไกหลักในการรับผิดชอบคดีที่มีความอ่อนไหว คดีที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายจำนวนมาก คดีที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ และคดีที่มีความซับซ้อนสูง
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าตำแหน่งดังกล่าวได้รับค่าตอบแทนพิเศษในอัตราที่สูงกว่าตำแหน่งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ในทางราชการอาจถือเป็นเพียงการโยกย้ายตามโครงสร้างงาน แต่ในมุมมองของสาธารณชน ย่อมเกิดคำถามว่าเหตุใดการแต่งตั้งจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวเช่นนี้
@ บททดสอบขององค์กรตรวจสอบ
ทั้งนี้ ในอดีต ป.ป.ช. เคยตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ความเหมาะสม และมาตรฐานการดำรงตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก
ดังนั้น เมื่อประเด็นลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับบุคลากรภายในองค์กร มาตรฐานที่สังคมนำมาใช้พิจารณาจึงมักเป็นมาตรฐานเดียวกับที่องค์กรใช้ตรวจสอบผู้อื่น
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแต่งตั้งบุคลากรหนึ่งคน แต่เป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างหลักการที่องค์กรยึดถือกับการปฏิบัติจริงภายในองค์กรเอง
มากกว่าคำสั่งโยกย้าย คือความเชื่อมั่นของสาธารณะ
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวชอบด้วยระเบียบหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นสามารถตรวจสอบได้ตามกระบวนการทางราชการ
สิ่งที่สังคมกำลังเฝ้ามองคือ องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลคุณธรรมและความโปร่งใสของภาครัฐ จะตอบคำถามต่อสาธารณะอย่างไรต่อข้อกังวลที่เกิดขึ้น
เพราะสำหรับองค์กรตรวจสอบ ความน่าเชื่อถือคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และเมื่อความเชื่อมั่นถูกตั้งคำถาม การสร้างความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ย่อมเป็นภารกิจสำคัญไม่แพ้การบังคับใช้กฎหมาย
กรณีนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงบททดสอบของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เป็นบททดสอบต่อมาตรฐานจริยธรรมและธรรมาภิบาลขององค์กรทั้งระบบ ว่าจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของสังคมไว้ได้มากเพียงใดภายใต้สถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้
กรณี นายจรงค์ เกราะเหมาะ กับ ข้อกำหนดตามประมวลจริยธรรม ของป.ป.ช. จึงนับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่แหลมคม ในสถานการณ์ที่ป.ป.ช.กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตศรัทธา
สุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีว่าร้ายในทำนอง "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"
แบบที่เห็นและเป็นไปอยู่ในขณะนี้




