News Logo
หน้าแรก
ล้มโต๊ะผลประเมิน‘แสวง บุญมี’ หลังเดินแผนผิดยกหินทุ่มขาตัวเอง?

ล้มโต๊ะผลประเมิน‘แสวง บุญมี’ หลังเดินแผนผิดยกหินทุ่มขาตัวเอง?

6 มิ.ย. 2569 09:31
ผู้ชม 157 คน

"...เป็นที่น่าสงสัยต่อว่า ผู้มีอำนาจในกกต.คนใดใช้อำนาจล่วงรู้ผลการประเมินโดยไม่ชอบและทุจริต เพราะเป็นความลับราชการแล้ว ขอให้ผู้มีบารมีบางราย สั่งมายัง กกต.ในเครือข่าย วางแผนป่วนทำให้การประเมินซึ่งชอบด้วยกฎหมายและเหตุผลล่าช้าหวังผลให้เสียไป โดยหวังให้ กกต. ในเครือข่าย ปฏิบัติหน้าที่ดูแลคดีฮั้ว สว.ต่อไป แล้วจะตอบแทนให้เป็นกรรมการการเลือกตั้งแทนกกต.บางคนเมื่อหมดประโยชน์..."

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลการประเมินการปฏิบัติงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่สุดภายในองค์กรอิสระแห่งนี้

หลังปรากฏข้อมูลว่า ผลการประเมินประจำปีงบประมาณ 2568 ได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง และอาจมีผลต่อการดำรงตำแหน่งในอนาคต

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงผลคะแนนที่ออกมา แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อเริ่มมีความพยายามตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการประเมิน ทั้งที่ขั้นตอนทั้งหมดเกิดขึ้นจากการเสนอของสำนักงาน กกต. เอง ภายหลังข่าว นายแสวง บุญมี อาจจะต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาฯ กกต. ปรากฏต่อสาธารณชน

ล่าสุด มีกระแสข่าวว่า มีความพยายามจากคนบางกลุ่มในสำนักงาน กกต. ที่ต้องการจะล้มผลประเมินการปฏิบัติงานในปี 2568 ของนายแสวง โดยใช้วิธีการตีตกผลการประเมินของคณะกรรมการ กกต.ชุด นายอิทธิพร ด้วยเหตุผลว่า ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เนื่องจากคณะกรรมการ กกต.ชุดนี้ หมดวาระการทำงานไปแล้ว ไม่สามารถที่จะประเมินผลการปฏิบัติงานของ กกต.ได้

เบื้องต้น มีกรรมการ กกต.ชุดเดิมอย่างน้อย 2 ราย คือ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ และ นายปกรณ์ มหรรณพ ซึ่งเป็นผู้ให้คะแนนนายแสวงผ่านการประเมินได้แจ้งขอยกเลิกผลการประเมิน และขอรับผลการประเมินคืนกลับไป เพราะคิดว่าการประเมินดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามระเบียบ

จึงทำให้ปัจจุบันยังเหลือ กกต.อีก 4 ราย ที่ยังไม่ได้แจ้งยกเลิกผลประเมิน และมาขอรับคืนเอกสารกลับไป คือ นายอิทธิพร บุญประคอง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายชาย นครชัย และนายสิทธิโชค อินทรวิเศษ ส่วนกรรมการ กกต. อีก 1 ราย คือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี แนวทางการล้มผลการประเมินการปฏิบัติงานในปี 2568 ของนายแสวง ที่อ้างว่า คณะกรรมการ กกต.ชุดเดิม ไม่มีอำนาจประเมินผลการปฏิบัติงาน อาจจะยิ่งทำให้สำนักงาน กกต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายแสวง

กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะในข้อเท็จจริง สำนักงาน กกต. เป็นฝ่ายส่งเรื่องให้ กกต.ชุดเดิม ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงเอง

แต่เมื่อผลการประเมินออกมาว่า นายแสวง ได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 กลับจะมาบอกว่า การประเมินของคณะกรรมการ กกต.ชุด นายอิทธิพร ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เนื่องจากคณะกรรมการ กกต.ชุดนี้ หมดวาระการทำงานไปแล้ว ไม่สามารถที่จะประเมินผลการปฏิบัติงานของ กกต.ได้

จึงมีคำถามตามมาว่า ถ้าการประเมินผลไม่ถูกต้องตามระเบียบจริง สำนักงาน กกต. จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ กกต.ชุดเก่า ประเมินผลทำไมตั้งแต่แรก?

ข้อมูลสำคัญส่วนนี้ สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวระบุสูงในสำนักงาน กกต. ว่า ตามสัญญาจ้างของเลขาธิการ กกต. ข้อ 4.3 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการเป็นประจำทุกปีงบประมาณภายในเดือนพฤศจิกายน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่สามารถขยายเวลาออกไปได้

สำหรับการประเมินผลปีงบประมาณ 2568 เดิมจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่คณะกรรมการ กกต. ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ครบถ้วน

แต่สำนักงาน กกต. ซึ่งมีนายแสวงเป็นผู้บริหารสูงสุดฝ่ายธุรการ กลับแจ้งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งในขณะนั้นว่า สำนักงานฯ กำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้เป็นข้อมูลในการประเมินผลงานไม่ทันจึงไม่อาจ นำเสนอข้อมูลดังกล่าวพร้อมแบบการให้คะแนนแก่คณะกรรมการ เพื่อทำการประเมินผลงาน ได้ทันในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568

ต่อมาต้นเดือนพฤษภาคม 2569 สำนักงาน กกต. โดยเลขาธิการฯ มอบหมายให้รองเลขาธิการฯทำหนังสือเสนอ คณะกรรมการฯ ขอขยายเวลาในการประเมินผลงานของเลขาธิการฯ จากเดือนพฤศจิกายน 2568 ออกไปโดยขอขยายการประเมินถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมกับส่งข้อมูลและแบบการให้คะแนนแก่คณะกรรมการฯ โดยอ้างเหตุจำเป็นว่า สำนักงาน กกต. รอเก็บแบบสอบถามจากพนักงานของสำนักงาน กกต. โดยบอกว่าเป็นการประเมิน 360 องศาและได้แบบสอบถามกลับคืนมาล่าช้าเพราะช่วงเวลาปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 สำนักงานฯ มีภารกิจด่วนคือจะต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปเนื่องจากมีการยุบสภาและจัดการออกเสียงประชามติในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ในหนังสือฉบับเดียวกัน สำนักงาน กกต. ได้ระบุว่า กรรมการการเลือกตั้งผู้มีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการคือกรรมการฯ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในช่วงเวลา ปีงบประมาณ 2568(ตุลาคม 2567-กันยายน 2568)

คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน จึงได้พิจารณาหนังสือของสำนักงาน กกต. ในเรื่องดังกล่าวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 และเห็นว่าสำนักงาน กกต. มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจเสนอข้อมูลต่างๆ พร้อมแบบการให้คะแนนแก่คณะกรรมการฯ ได้ทันภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักงานกกต. ให้เหตุผลมา

ส่วนบุคคลที่จะทำการประเมินผลงานของเลขาธิการฯในช่วงปีงบประมาณ 2568 นั้นก็ควรต้องเป็นกรรมการ กกต. ที่ได้ทำงานร่วมกับเลขาธิการในห้วงเวลาเดือนตุลาคม 2567-กันยายน 2568 เช่นกัน

เพราะถ้าให้กรรมการชุดปัจจุบันที่ไม่ได้ทำงานร่วมกับเลขาธิการในช่วงปีงบประมาณ 2568 ก็จะ ไม่มีข้อมูลและ ไม่อาจรู้ได้ว่าเลขาธิการฯ ได้ปฏิบัติงาน ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเช่นไรซึ่งก็มีเหตุผลของมันอยู่ในตัว คณะคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดปัจจุบัน จึงมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน กกต. เสนอมา

อย่างไรก็ดี เมื่อครบกำหนดสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 คณะกรรมการ กกต. ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานได้ส่งแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน และ การให้คะแนน มายังสำนักงานคณะกรรมการ กกต. ครบทุกคน ยกเว้น กรรมการรายหนึ่ง และทราบว่า ก่อนวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการชุดปัจจุบันจะประชุมกัน อดีต กกต.ท่านหนึ่ง ขอรับหนังสือแบบประเมินผลการปฏิบัติงานคืนไป

พร้อมกับมีหนังสือมาสอบถามคณะกรรมการฯ ว่ากรรมการ กกต. ซึ่งพ้นจากวาระไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือของเลขาธิการฯที่ยื่นต่อคณะกรรมการฯ จึงเป็นพิรุธอย่างยิ่งว่าหากสงสัยว่าตนเองมีอำนาจในการประเมินการปฏิบัติงานหรือไม่ ทั้งนายแสวงและอดีต กกต.ท่านนี้ควรจะมีหนังสือมาสอบถามเสียก่อนที่จะส่งหนังสือผลการประเมินการปฏิบัติงาน

แต่มาสอบถามหลังจากที่กรรมการฯผู้มีหน้าที่ประเมินส่งผลการประเมินหมดแล้ว(ซึ่งสำนักงานต้องเก็บเป็นความลับโดยจะต้องนำเสนอผลการประเมินของกรรมการฯทุกคนพร้อมกันต่อคณะกรรมการฯชุดปัจจุบันเพื่อรับทราบ) และยิ่งเป็นที่น่าสงสัยต่อว่า ผู้มีอำนาจในกกต.คนใดใช้อำนาจล่วงรู้ผลการประเมินโดยไม่ชอบและทุจริต เพราะเป็นความลับราชการแล้ว ขอให้ผู้มีบารมีบางราย สั่งมายัง กกต.ในเครือข่าย วางแผนป่วนทำให้การประเมินซึ่งชอบด้วยกฎหมายและเหตุผลล่าช้าหวังผลให้เสียไป โดยหวังให้ กกต. ในเครือข่าย ปฏิบัติหน้าที่ดูแลคดีฮั้ว สว.ต่อไป แล้วจะตอบแทนให้เป็นกรรมการการเลือกตั้งแทนกกต.บางคนเมื่อหมดประโยชน์

แสวง บุญมี

แสวง บุญมี

ที่น่าสนใจอีกประเด็น คือ การยื้อเวลาประเมินผลการปฏิบัติงาน ของนายแสวง เป็นความจงใจของคนบางกลุ่ม ที่ต้องการให้คะแนนประเมินของ กรรมการ กกต. ชุดเก่า ที่ให้คะแนนต่ำ มีสัดส่วนน้อยกว่ากรรมการ กกต. ที่ให้คะแนนผ่านเกณฑ์หรือไม่?

เพราะต้องไม่ลืมว่า นาย อิทธิพร บุญประคอง พ้นวาระ ธันวาคม 2568 ศาสตราจารย์สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ พ้นวาระ ธันวาคม 2568 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ พ้นวาระ มีนาคม 2569 นายปกรณ์ มหรรณพ พ้นวาระ กุมภาพันธ์ 2568 ขณะที่กรรมการหลายคนในที่นี้ อยู่ในกลุ่มที่ให้คะแนนต่ำด้วย

จึงทำให้ต้องมีการซื้อเวลา แยกปลาออกจากน้ำให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ผลการประเมินคะแนนได้หรือไม่?

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงาน กกต.ตั้งข้อสังเกตกับสำนักข่าว Next News โดยย้ำว่า การส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ กกต.ชุดเก่า ประเมินผลการทำงานของนายแสวง อาจเป็นเรื่องที่ผิดแผนหรือไม่

"เดิมที่คงคิดว่า การประเมินผลจะไม่มีปัญหาอะไร นายแสวง น่าจะได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานผ่านเกณฑ์ทุกคน แต่ปรากฏว่า กรรมการ กกต.ชุดเก่า หลายคน กลับประเมินผลการปฏิบัติงานว่าต่ำกว่าเกณฑ์ ทำให้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 ไม่บรรลุเป้าหมายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง ทำให้ นายแสวงต้องพ้นจากตำแหน่งและยกเลิกสัญญาจ้างตามระเบียบจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนบางกลุ่มที่สนับสนุนนายแสวง ต้องหาทางล้มผลการประเมิน โดยกล่าวอ้างว่า การประเมินดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามระเบียบอยู่ในขณะนี้หรือไม่ "

จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปข้อสังเกตสำคัญ 2 ประเด็น ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนโดยเร็ว คือ

1. แนวคิดที่ให้อดีต กกต. เป็นผู้ประเมิน มิได้เกิดจากคณะกรรมการ กกต. ชุดเดิมเสนอขึ้นเอง แต่เป็นข้อเสนอที่มาจากสำนักงาน กกต. ตั้งแต่ต้น ถ้าหากสำนักงาน กกต. เห็นว่าคณะกรรมการ กกต. ที่พ้นจากตำแหน่งไม่มีอำนาจประเมินจริง เหตุใดสำนักงาน กกต. จึงเป็นผู้เสนอให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวทำหน้าที่ประเมินตั้งแต่แรก

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการ กกต. ชุดปัจจุบันยังมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงาน กกต. โดยไม่มีการคัดค้านเรื่องอำนาจหน้าที่ในขณะนั้น จนทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต คือ หากมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่จริง เหตุใดจึงไม่มีการสอบถามก่อนลงนามประเมินเหตุใดจึงเพิ่งเกิดข้อสงสัยหลังจากที่ผลการประเมินได้ถูกส่งเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว

2.หลังผลการประเมินถูกส่งเข้ามา มีผู้มีอำนาจในกกต.คนใดใช้อำนาจล่วงรู้ผลการประเมินโดยไม่ชอบและทุจริต ทั้งที่ เป็นความลับราชการ และกำลังป่วนทำให้การประเมินซึ่งชอบด้วยกฎหมายและเหตุผลล่าช้าหวังผลให้เสียไป โดยหวังให้ กกต. ในเครือข่าย ปฏิบัติหน้าที่ดูแลคดีฮั้ว สว.ต่อไป แล้วจะตอบแทนให้เป็นกรรมการการเลือกตั้งแทนกกต.บางคนเมื่อหมดประโยชน์ จริงหรือไม่?

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด หากพิจารณาองค์ประกอบในภาพรวม จะพบว่า ปัญหาในขณะนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของหลักการในการบริหารองค์กรอิสระ ว่าจะยอมรับผลการประเมินที่ดำเนินการตามกระบวนการที่ตนเองเสนอขึ้นมาหรือไม่

เพราะหากสามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนได้ทุกครั้งที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แถมยังใช้วิธีการทุจริตแอบดูผลประเมินล้วงหน้า ทั้งที่เป็นความลับราชการ ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบประเมินทั้งองค์กรโดยตรง

กรณีนี้ จึงกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ว่าจะยึดหลักนิติธรรม หลักความรับผิดชอบ หรือความต่อเนื่องของการบริหารงาน โดยเฉพาะการจัดการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หรือการเลือกตั้งอื่นๆ

โดยมีเก้าอี้ เลขาฯ กกต. ของนายแสวง เป็นเครื่องเดิมพันที่สำคัญ

แบบที่เห็นและเป็นไปอยู่ในขณะนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
แสวง บุญมี



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมสรรพากรเดินหน้าเก็บภาษี 'ทักษิณ' เตรียมฟ้องล้มละลายหากจ่ายไม่ครบ
กรมสรรพากรเดินหน้าเก็บภาษี 'ทักษิณ' เตรียมฟ้องล้มละลายหากจ่ายไม่ครบ