News Logo
หน้าแรก
ศิริโชค:ไทม์ไลน์ความผิดปกติคดีณัฏฐ์ชนน เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืน?

ศิริโชค:ไทม์ไลน์ความผิดปกติคดีณัฏฐ์ชนน เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืน?

14 มิ.ย. 2569 16:34
ผู้ชม 63 คน

“ในนาทีวิกฤตที่ไร้ทางออกและต้องหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาลเพื่อให้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ผมนึกถึงใครไม่ออกนอกจากท่านเนวิน ชิดชอบ ซึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ท่านได้เมตตาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมในฐานะผู้ใหญ่ที่เอ็นดู โดยทางโรงพยาบาลได้รับรู้และทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน”

"ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ครั้งแรก ตนอาจจะยังชี้แจงประเด็นได้ไม่ครอบคลุม เนื่องจากไม่อยากให้เกิดความรบกวนต่อผู้ใหญ่ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 1 ตนจึงได้นำหลักฐานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็น 'สัญญากู้ยืมเงิน' ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เพื่อนำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งนำพยานบุคคลเพิ่มเติมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. "

“ผมเชื่อมั่นในหลักการที่ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย การต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมายอย่างโปร่งใส คือแนวทางที่ถูกต้องและสมเกียรติที่สุด และผมเชื่อมั่นว่าความบริสุทธิ์ใจนี้จะสามารถพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมได้อย่างชัดเจนในท้ายที่สุดครับ”

คือ คำชี้แจงสำคัญของ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจง กรณี นายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับความล่าช้า ในการสอบสวนคดีกล่าวหา นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท  ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี แต่คดียังไม่มีความคืบหน้าในการยื่นฟ้องต่อศาล

นายศิริโชค ระบุด้วยว่า เป็นคดีที่ควรสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 แต่กลับถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขณะที่ในช่วงแรกของการตรวจสอบ นายณัฏฐ์ชนนชี้แจงว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของตนเอง แต่ภายหลังจากที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ได้ยื่นหนังสือขอทบทวนมติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 พร้อมนำสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 มาอ้างว่าเงินจำนวน 900,000 บาท เป็นเงินที่กู้ยืมจากนายเนวิน ชิดชอบ

นายศิริโชค ยังตั้งคำถามด้วยว่า หากเป็นเงินกู้จริง เหตุใดจึงไม่มีการชี้แจงในลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ต้น และเหตุใดคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของเงินจึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนของ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รวมถึงสอบปากคำเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องกับการชำระค่ารักษาพยาบาล เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงของเงินจำนวนดังกล่าวกับสัญญากู้ยืม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหว จาก นายศิริโชค อีกครั้ง โดยเจ้าตัวโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดเผยข้อมูลไทม์ไลน์ อ้างว่ามีความผิดปกติในคดี “นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” : เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีนี้มีข้อเท็จจริงและเอกสารภายในของสำนักงาน ป.ป.ช. หลายฉบับที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของกระบวนการพิจารณา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของผู้รับผิดชอบสำนวนเอง จนเกิดคำถามสำคัญถึงมาตรฐานและความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมายขององค์กร

คดีนี้เกี่ยวกับอะไร

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากกรณีการชำระค่ารักษาพยาบาลของ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไต่สวนว่าการรับเงินดังกล่าวเข้าข่ายการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น อันอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. และมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่

สิ่งที่น่าสนใจคือ คำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา

  • ครั้งที่ 1 มีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่ระบุว่า มี “ผู้ใหญ่ใจดี” เป็นผู้ช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด

  • ครั้งที่ 2 ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. กลับมีการชี้แจงว่า เงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเป็น เงินของตนเองทั้งหมด

ต่อมา เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีรับเงินค่ารักษาพยาบาลจากบุคคลอื่นเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาทเศษ โดย ป.ป.ช. เห็นว่าการรับเงินดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้ให้เงินเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. อันเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่อาจรับไว้ได้ตามกฎหมาย และมีมติให้ส่งเรื่องดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ครั้งที่ 3 ภายหลังจากที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแล้ว นายณัฏฐ์ชนนได้ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ โดยอ้างพยานหลักฐานใหม่ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็น เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ

กล่าวคือ คำอธิบายเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาล ได้เปลี่ยนแปลงจาก

  • 1. “ผู้ใหญ่ใจดีออกให้”

  • 2. “เป็นเงินของตนเองทั้งหมด”

  • 3. “เป็นเงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”

ซึ่งประเด็นเรื่อง “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ” นี้เอง เป็นที่มาของคำร้องขอทบทวนมติ และเป็นจุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงที่ปรากฏในเอกสารภายใน ป.ป.ช. ว่าเป็น “พยานหลักฐานใหม่” ตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งในแนวทางพิจารณาของผู้รับผิดชอบสำนวนในเวลาต่อมา

*****

22 กันยายน 2566 : คณะกรรมการไต่สวนชี้มูล 8 ต่อ 3

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 คณะกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมี นายสุทธิ กลีบสัตบุตร เป็นทั้งกรรมการไต่สวน เลขานุการคณะกรรมการไต่สวน และเจ้าของสำนวน ได้มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 3 ว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา

จากนั้นสำนวนจึงถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

15 กรกฎาคม 2567 : ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด

ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเสียงข้างมากว่า นายณัฏฐ์ชนนมีความผิดตามข้อกล่าวหา โดยเห็นควรให้

* ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. กรณีรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินกว่า 3,000 บาท

* ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กล่าวได้ว่า ณ เวลานั้น ทั้งคณะกรรมการไต่สวนและคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามข้อกล่าวหา

3 สิงหาคม 2567 : ผู้ถูกกล่าวหาขอทบทวนมติ

ภายหลังถูกชี้มูลความผิด นายณัฏฐ์ชนนได้ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ โดยอ้างว่า

* มีพยานหลักฐานใหม่ คือ สัญญากู้ยืมเงินกับนายเนวิน ชิดชอบ

* ขอให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก

15 สิงหาคม 2567 : นายสุทธิสรุปว่า “ฟังไม่ขึ้น”

เอกสารภายใน ป.ป.ช. ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ซึ่งจัดทำโดย นายสุทธิ กลีบสัตบุตร ในฐานะเจ้าของเรื่อง ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

  • 1. ข้ออ้างเรื่องสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่

  • 2. พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจทำให้ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงได้

  • 3. การนำประเด็นดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีก ต้องห้ามตามมาตรา 54 (1)

  • 4. การขอสอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก ไม่สามารถดำเนินการได้

เนื่องจากขัดต่อ ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561 ข้อ 77 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้การเสนอพยานเพิ่มเติมต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลา 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เจ้าของสำนวนเองได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

“หลักฐานใหม่ฟังไม่ขึ้น และการสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ”

หลังเปลี่ยนองค์ประกอบกรรมการ ป.ป.ช. : แนวทางกลับเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับปรากฏว่ามีการดำเนินการในแนวทางตรงกันข้ามกับความเห็นเดิมของเจ้าของสำนวน

กล่าวคือ

* มีการอนุญาตให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก

* มีการนำประเด็นที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่กลับมาพิจารณาอีกครั้ง

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีความเห็นและข้อสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า เรื่องดังกล่าวขัดต่อระเบียบและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้

ผลที่ตามมาคือคดีเกิดความล่าช้าออกไปเกือบ 2 ปี

17 เมษายน 2569 : จุดที่น่าตั้งคำถามที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

นายสุทธิ กลีบสัตบุตร ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับที่

* ลงมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566

* สรุปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ว่าคำร้องขอทบทวนมติฟังไม่ขึ้น

* ยืนยันว่าการสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช.

กลับเป็นผู้เสนอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง

โดยพยานสำคัญที่เสนอให้สอบคือ นายเนวิน ชิดชอบ

ทั้งที่เป็นบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็น “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่นายสุทธิเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช.

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อนุกรรมการที่ปรึกษาสำนวนอาญา ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา โดยปรากฏชื่อบุคคลย่อว่า “ต.” ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัย นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.

ประเด็นดังกล่าวยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันมีข้อกล่าวหาและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการที่บุคคลภายนอกเข้าไปมีบทบาทหรือแทรกแซงการทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งกำลังเป็นประเด็นข่าวสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ยังคงดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. อยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การที่มีการเสนอให้นำสำนวนคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทในการให้ความเห็นต่อสำนวน ภายหลังจากที่เจ้าของสำนวนเคยมีความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า คำร้องดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ขัดต่อระเบียบ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน เพื่อให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระ โปร่งใส และปราศจากอิทธิพลจากบุคคลภายนอก

คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบ

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า นายณัฏฐ์ชนนมีความผิดหรือไม่มีความผิด เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะวินิจฉัย

แต่สิ่งที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ

* เหตุใดคำชี้แจงเกี่ยวกับที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลจึงเปลี่ยนแปลงจาก “ผู้ใหญ่ใจดีออกให้” เป็น “เงินของตนเอง” และต่อมาเป็น “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”

* เหตุใดพยานหลักฐานที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่หลักฐานใหม่ จึงถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

* เหตุใดการสอบพยานที่เคยถูกระบุว่าขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. จึงกลับได้รับอนุญาต

* เหตุใดเจ้าของสำนวนคนเดิมจึงเปลี่ยนจุดยืนจากผู้คัดค้าน กลายเป็นผู้เสนอให้ดำเนินการเอง

* เหตุใดจึงมีการเสนอให้นำสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาให้ความเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีข้อสรุปทางกฎหมายและระเบียบไว้อย่างชัดเจนแล้ว

* การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช. หรือไม่

* และมีเหตุผลใดที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงแนวทางพิจารณาที่แตกต่างจากข้อสรุปเดิมอย่างสิ้นเชิง

เอกสารในสำนวนจึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของกระบวนการพิจารณาภายใน ป.ป.ช. และก่อให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการใช้ดุลพินิจภายใต้มาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งกระบวนการหรือไม่

ผมเห็นว่า ประเด็นเหล่านี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อผมได้ยื่นฟ้อง นายสุทธิ กลีบสัตบุตร และ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 แล้ว

ผมเชื่อว่า หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องและได้พิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นมติคณะกรรมการไต่สวน ความเห็นของเจ้าของเรื่อง เอกสารลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ตลอดจนเอกสารที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติในภายหลัง ศาลย่อมมีโอกาสตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างละเอียดว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่หลักนิติธรรมและมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนเคยยืนยันเองว่าเรื่องดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ขัดต่อระเบียบ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ แต่ภายหลังกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม สังคมย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม และผู้เกี่ยวข้องย่อมมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ (ดูเอกสารประกอบท้ายเรื่อง)

ทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูล ไทม์ไลน์ความผิดปกติในคดี “นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” : เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง ที่ นายศิริโชค กล่าวอ้างต่อสาธารณะล่าสุด

ข้อมูลชุดนี้ เท็จจริงเป็นอย่างไร คงต้องรอให้ทาง ป.ป.ช. ออกมาชี้แจงทำความให้จริงให้กระจ่างชัดต่อสังคมอีกครั้ง

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ป.ป.ช.
สัญญาเงินกู้
เนวิน ชิดชอบ
คดี 'ณัฏฐ์ชนน'
ศิริโชค โสภา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้อนข้อมูล 3 บ.นอมินีทุนจีนซื้อบ้านหรู สาว 24 ปี กก./โยง 31 แห่ง
ย้อนข้อมูล 3 บ.นอมินีทุนจีนซื้อบ้านหรู สาว 24 ปี กก./โยง 31 แห่ง