News Logo
หน้าแรก
ศิริโชค:ไทม์ไลน์ความผิดปกติคดีณัฏฐ์ชนน เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืน?

ศิริโชค:ไทม์ไลน์ความผิดปกติคดีณัฏฐ์ชนน เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืน?

14 มิ.ย. 2569 16:34
ผู้ชม 238 คน

“ในนาทีวิกฤตที่ไร้ทางออกและต้องหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาลเพื่อให้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ผมนึกถึงใครไม่ออกนอกจากท่านเนวิน ชิดชอบ ซึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ท่านได้เมตตาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมในฐานะผู้ใหญ่ที่เอ็นดู โดยทางโรงพยาบาลได้รับรู้และทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน”

"ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ครั้งแรก ตนอาจจะยังชี้แจงประเด็นได้ไม่ครอบคลุม เนื่องจากไม่อยากให้เกิดความรบกวนต่อผู้ใหญ่ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 1 ตนจึงได้นำหลักฐานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็น 'สัญญากู้ยืมเงิน' ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เพื่อนำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งนำพยานบุคคลเพิ่มเติมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. "

“ผมเชื่อมั่นในหลักการที่ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย การต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมายอย่างโปร่งใส คือแนวทางที่ถูกต้องและสมเกียรติที่สุด และผมเชื่อมั่นว่าความบริสุทธิ์ใจนี้จะสามารถพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมได้อย่างชัดเจนในท้ายที่สุดครับ”

คือ คำชี้แจงสำคัญของ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจง กรณี นายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับความล่าช้า ในการสอบสวนคดีกล่าวหา นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท  ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี แต่คดียังไม่มีความคืบหน้าในการยื่นฟ้องต่อศาล

นายศิริโชค ระบุด้วยว่า เป็นคดีที่ควรสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 แต่กลับถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขณะที่ในช่วงแรกของการตรวจสอบ นายณัฏฐ์ชนนชี้แจงว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของตนเอง แต่ภายหลังจากที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ได้ยื่นหนังสือขอทบทวนมติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 พร้อมนำสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 มาอ้างว่าเงินจำนวน 900,000 บาท เป็นเงินที่กู้ยืมจากนายเนวิน ชิดชอบ

นายศิริโชค ยังตั้งคำถามด้วยว่า หากเป็นเงินกู้จริง เหตุใดจึงไม่มีการชี้แจงในลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ต้น และเหตุใดคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของเงินจึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนของ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รวมถึงสอบปากคำเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องกับการชำระค่ารักษาพยาบาล เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงของเงินจำนวนดังกล่าวกับสัญญากู้ยืม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหว จาก นายศิริโชค อีกครั้ง โดยเจ้าตัวโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดเผยข้อมูลไทม์ไลน์ อ้างว่ามีความผิดปกติในคดี “นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” : เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีนี้มีข้อเท็จจริงและเอกสารภายในของสำนักงาน ป.ป.ช. หลายฉบับที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของกระบวนการพิจารณา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของผู้รับผิดชอบสำนวนเอง จนเกิดคำถามสำคัญถึงมาตรฐานและความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมายขององค์กร

คดีนี้เกี่ยวกับอะไร

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากกรณีการชำระค่ารักษาพยาบาลของ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไต่สวนว่าการรับเงินดังกล่าวเข้าข่ายการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น อันอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. และมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่

สิ่งที่น่าสนใจคือ คำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา

  • ครั้งที่ 1 มีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่ระบุว่า มี “ผู้ใหญ่ใจดี” เป็นผู้ช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด

  • ครั้งที่ 2 ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. กลับมีการชี้แจงว่า เงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเป็น เงินของตนเองทั้งหมด

ต่อมา เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีรับเงินค่ารักษาพยาบาลจากบุคคลอื่นเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาทเศษ โดย ป.ป.ช. เห็นว่าการรับเงินดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้ให้เงินเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. อันเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่อาจรับไว้ได้ตามกฎหมาย และมีมติให้ส่งเรื่องดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ครั้งที่ 3 ภายหลังจากที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแล้ว นายณัฏฐ์ชนนได้ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ โดยอ้างพยานหลักฐานใหม่ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็น เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ

กล่าวคือ คำอธิบายเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาล ได้เปลี่ยนแปลงจาก

  • 1. “ผู้ใหญ่ใจดีออกให้”

  • 2. “เป็นเงินของตนเองทั้งหมด”

  • 3. “เป็นเงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”

ซึ่งประเด็นเรื่อง “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ” นี้เอง เป็นที่มาของคำร้องขอทบทวนมติ และเป็นจุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงที่ปรากฏในเอกสารภายใน ป.ป.ช. ว่าเป็น “พยานหลักฐานใหม่” ตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งในแนวทางพิจารณาของผู้รับผิดชอบสำนวนในเวลาต่อมา

*****

22 กันยายน 2566 : คณะกรรมการไต่สวนชี้มูล 8 ต่อ 3

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 คณะกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมี นายสุทธิ กลีบสัตบุตร เป็นทั้งกรรมการไต่สวน เลขานุการคณะกรรมการไต่สวน และเจ้าของสำนวน ได้มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 3 ว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา

จากนั้นสำนวนจึงถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

15 กรกฎาคม 2567 : ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด

ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเสียงข้างมากว่า นายณัฏฐ์ชนนมีความผิดตามข้อกล่าวหา โดยเห็นควรให้

* ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. กรณีรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินกว่า 3,000 บาท

* ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กล่าวได้ว่า ณ เวลานั้น ทั้งคณะกรรมการไต่สวนและคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามข้อกล่าวหา

3 สิงหาคม 2567 : ผู้ถูกกล่าวหาขอทบทวนมติ

ภายหลังถูกชี้มูลความผิด นายณัฏฐ์ชนนได้ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ โดยอ้างว่า

* มีพยานหลักฐานใหม่ คือ สัญญากู้ยืมเงินกับนายเนวิน ชิดชอบ

* ขอให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก

15 สิงหาคม 2567 : นายสุทธิสรุปว่า “ฟังไม่ขึ้น”

เอกสารภายใน ป.ป.ช. ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ซึ่งจัดทำโดย นายสุทธิ กลีบสัตบุตร ในฐานะเจ้าของเรื่อง ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

  • 1. ข้ออ้างเรื่องสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่

  • 2. พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจทำให้ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงได้

  • 3. การนำประเด็นดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีก ต้องห้ามตามมาตรา 54 (1)

  • 4. การขอสอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก ไม่สามารถดำเนินการได้

เนื่องจากขัดต่อ ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561 ข้อ 77 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้การเสนอพยานเพิ่มเติมต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลา 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เจ้าของสำนวนเองได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

“หลักฐานใหม่ฟังไม่ขึ้น และการสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ”

หลังเปลี่ยนองค์ประกอบกรรมการ ป.ป.ช. : แนวทางกลับเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับปรากฏว่ามีการดำเนินการในแนวทางตรงกันข้ามกับความเห็นเดิมของเจ้าของสำนวน

กล่าวคือ

* มีการอนุญาตให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก

* มีการนำประเด็นที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่กลับมาพิจารณาอีกครั้ง

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีความเห็นและข้อสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า เรื่องดังกล่าวขัดต่อระเบียบและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้

ผลที่ตามมาคือคดีเกิดความล่าช้าออกไปเกือบ 2 ปี

17 เมษายน 2569 : จุดที่น่าตั้งคำถามที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

นายสุทธิ กลีบสัตบุตร ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับที่

* ลงมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566

* สรุปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ว่าคำร้องขอทบทวนมติฟังไม่ขึ้น

* ยืนยันว่าการสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช.

กลับเป็นผู้เสนอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง

โดยพยานสำคัญที่เสนอให้สอบคือ นายเนวิน ชิดชอบ

ทั้งที่เป็นบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็น “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่นายสุทธิเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช.

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อนุกรรมการที่ปรึกษาสำนวนอาญา ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา โดยปรากฏชื่อบุคคลย่อว่า “ต.” ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัย นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.

ประเด็นดังกล่าวยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันมีข้อกล่าวหาและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการที่บุคคลภายนอกเข้าไปมีบทบาทหรือแทรกแซงการทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งกำลังเป็นประเด็นข่าวสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ยังคงดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. อยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การที่มีการเสนอให้นำสำนวนคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทในการให้ความเห็นต่อสำนวน ภายหลังจากที่เจ้าของสำนวนเคยมีความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า คำร้องดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ขัดต่อระเบียบ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน เพื่อให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระ โปร่งใส และปราศจากอิทธิพลจากบุคคลภายนอก

คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบ

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า นายณัฏฐ์ชนนมีความผิดหรือไม่มีความผิด เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะวินิจฉัย

แต่สิ่งที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ

* เหตุใดคำชี้แจงเกี่ยวกับที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลจึงเปลี่ยนแปลงจาก “ผู้ใหญ่ใจดีออกให้” เป็น “เงินของตนเอง” และต่อมาเป็น “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”

* เหตุใดพยานหลักฐานที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่หลักฐานใหม่ จึงถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

* เหตุใดการสอบพยานที่เคยถูกระบุว่าขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. จึงกลับได้รับอนุญาต

* เหตุใดเจ้าของสำนวนคนเดิมจึงเปลี่ยนจุดยืนจากผู้คัดค้าน กลายเป็นผู้เสนอให้ดำเนินการเอง

* เหตุใดจึงมีการเสนอให้นำสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาให้ความเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีข้อสรุปทางกฎหมายและระเบียบไว้อย่างชัดเจนแล้ว

* การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช. หรือไม่

* และมีเหตุผลใดที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงแนวทางพิจารณาที่แตกต่างจากข้อสรุปเดิมอย่างสิ้นเชิง

เอกสารในสำนวนจึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของกระบวนการพิจารณาภายใน ป.ป.ช. และก่อให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการใช้ดุลพินิจภายใต้มาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งกระบวนการหรือไม่

ผมเห็นว่า ประเด็นเหล่านี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อผมได้ยื่นฟ้อง นายสุทธิ กลีบสัตบุตร และ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 แล้ว

ผมเชื่อว่า หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องและได้พิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นมติคณะกรรมการไต่สวน ความเห็นของเจ้าของเรื่อง เอกสารลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ตลอดจนเอกสารที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติในภายหลัง ศาลย่อมมีโอกาสตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างละเอียดว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่หลักนิติธรรมและมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนเคยยืนยันเองว่าเรื่องดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ขัดต่อระเบียบ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ แต่ภายหลังกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม สังคมย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม และผู้เกี่ยวข้องย่อมมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ (ดูเอกสารประกอบท้ายเรื่อง)

ทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูล ไทม์ไลน์ความผิดปกติในคดี “นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” : เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง ที่ นายศิริโชค กล่าวอ้างต่อสาธารณะล่าสุด

ข้อมูลชุดนี้ เท็จจริงเป็นอย่างไร คงต้องรอให้ทาง ป.ป.ช. ออกมาชี้แจงทำความให้จริงให้กระจ่างชัดต่อสังคมอีกครั้ง

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

เอกสารข้อมูลประกอบของนายศิริโชค

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ป.ป.ช.
สัญญาเงินกู้
เนวิน ชิดชอบ
คดี 'ณัฏฐ์ชนน'
ศิริโชค โสภา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 57 ล้าน 'ปกรณ์ นิลประพันธ์' รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย
ทรัพย์สิน 57 ล้าน 'ปกรณ์ นิลประพันธ์' รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย