เผยมติ ก.ต.พิจารณารายงานผลสอบสวนวินัยข้าราชการตุลาการ 3 ราย ระดับรองอธิบดีผู้พิพากษา กรณีให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดส่งเฮโรอีนไปไต้หวัน ลงโทษให้ออกราชการ 1 ราย คนเดียวกับกรณีแทรกแซงการเพิกถอนหมายจับ สว.อุปกิต ปาจรียางกูร ที่เหลือโดนงดเลื่อนตำแหน่ง/เงินเดือน 1 ปี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่ข่าวผลประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 15/2569 ซึ่งมีการพิจารณารายงานผลการสอบสวนวินัยข้าราชการตุลาการ 3 ราย กรณีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในคดีอาญา
โดยมีมติว่าการกระทำของอดีตข้าราชการตุลาการ 1 ราย ที่ใช้ดุลพินิจส่อไปในทางไม่ปกติเพื่อเอื้อประโยชน์แก้ผู้ต้องหา เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ลงโทษให้ออกจากราชการ และข้าราชการตุลาการ 2 ราย ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบไม่ปรึกษาคดีต่อ อธิบดีตามระเบียบแต่ไม่มีเจตนาทุจริต เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ลงโทษให้งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือนเป็นเวลา 1 ปี

เอกสารประกอบ
รายงานข่าวแจ้งว่า การสอบสวนวินัยข้าราชการตุลาการ 3 ราย เป็นกรณีให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่มีการส่งเฮโรอีนไปไต้หวันน้ำหนักถึง 400 กิโลกรัม และถูกทางการไต้หวันจับได้มีการขยายผลจับกุม ผู้ต้องหาในเมืองไทย โดยผู้พิพากษาทั้ง 3 ราย เป็นระดับรองอธิบดีผู้พิพากษา
สำหรับผู้พิพากษารายแรก ที่ถูกลงโทษให้ออกจากราชการ เป็นรายเดียว กับที่ถูกลงโทษให้ออกราชการ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 กรณีแทรกแซงการเพิกถอนหมายจับ นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในคดีพัวพันกับการฟอกเงินขบวนการค้ายาเสพติดของ ‘ทุนมินลัต’ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สารวัตร (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) กองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ร้องเรียนต่อกรรมการ ก.ต.รายหนึ่งว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับนายอุปกิต ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงินในวันที่ 3 ต.ค. 2565 และศาลได้อนุมัติตามคำขอแล้ว แต่ต่อมาในวันเดียวกัน ได้มีการเพิกถอนหมายจับ โดยอ้างว่า เป็นบุคคลสำคัญ จึงเชื่อได้ว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
เท่ากับว่าผู้พิพากษารายนี้ ถูกลงโทษให้ออกราชการ จำนวน 2 คดี
แหล่งข่าวกล่าวว่า สาเหตุที่ถูกให้ออก ไม่ไล่ออก เนื่องจากทางคณะกรรมการสอบสวนพยายามตรวจสอบเส้นทางเงินแต่ไม่พบหลักฐานใดๆ




