"...ใครที่ร่วมขบวนการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ทั้งในส่วนผู้เกี่ยวข้องกระบวนการแก้ไขคำตอบ และผู้สมัครที่จ่ายเงินให้กลุ่มผู้กระทำความผิด ณ เวลานี้ ถ้าจะถามว่า ยังพอมีหนทางรอดคุก หรือไม่ คำตอบ คือ หนทางยังมีอยู่ ..."
แม้การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 จะยังอยู่ระหว่างการขยายผลของหลายหน่วยงาน แต่ประเด็นหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือ ผู้สมัครสอบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต หากต้องการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้รัฐ จะสามารถได้รับการยกเว้นไม่ถูกดำเนินคดีได้หรือไม่
คำตอบคือ "ทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และไม่ใช่โดยอัตโนมัติ"
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรา 135 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ประกอบกับ ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดกลไกให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถ "กันบุคคลไว้เป็นพยาน" เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญในการเอาผิดตัวการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต (อ่านรายละเอียดข้อกฎหมายท้ายรายงาน)
แกะรอยขบวนการโกงสอบ ขรก. รูปลักษณ์ 'องค์กรอาชญากรรม' ล่าเงิน 4.5 พันล.
@ ไม่ใช่ "นิรโทษกรรม" แต่เป็นมาตรการแลกกับความจริง
การกันบุคคลไว้เป็นพยาน ไม่ใช่การล้างความผิดหรือการนิรโทษกรรม แต่เป็นมาตรการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ซึ่งครอบครองข้อมูลสำคัญ สามารถให้ความร่วมมือกับรัฐในการเปิดโปงเครือข่ายทุจริตที่มีขนาดใหญ่กว่า
หัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือ การนำไปสู่การดำเนินคดีกับ "ตัวการสำคัญ" โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ นายหน้า หรือผู้บงการ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการไต่สวนของ ป.ป.ช.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้มีส่วนร่วมระดับล่างอาจได้รับการกันไว้เป็นพยาน หากข้อมูลของเขาสามารถนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่มีบทบาทสำคัญกว่าในขบวนการได้

ภาพประกอบรายงาน
@ใครบ้างที่มีสิทธิขอ "กันไว้เป็นพยาน"
ประกาศของ ป.ป.ช. กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ได้แก่
เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ และมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกับเจ้าพนักงานของรัฐ
ให้ถ้อยคำหรือข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญ สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานชี้มูลความผิดของผู้กระทำผิดรายสำคัญได้
สมัครใจให้ข้อมูล โดยปราศจากการขู่เข็ญ หลอกลวง หรือการบังคับ
รับรองว่าจะไปเบิกความต่อศาลตามคำให้การที่ให้ไว้
กล่าวคือ เพียงการยอมรับสารภาพว่าตนเองเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไม่เพียงพอ หากข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์ความผิดของผู้บงการหรือเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่นได้
@ขอเองก็ได้ หรือ ป.ป.ช. เสนอเองก็ได้
กฎหมายเปิดช่องไว้ 2 แนวทาง คือ
แนวทางแรก ผู้เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือต่อคณะไต่สวน เพื่อขอให้กันตนไว้เป็นพยาน
แนวทางที่สอง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยื่นคำร้อง แต่หากคณะไต่สวนเห็นว่าคำให้การของบุคคลดังกล่าวมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความผิด ก็สามารถเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณากันบุคคลนั้นไว้เป็นพยานได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม อำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น
@เปิดโปง "ตัวการใหญ่" คือหัวใจของการกันไว้เป็นพยาน
หากพิจารณาหลักเกณฑ์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า จุดมุ่งหมายของกฎหมาย ไม่ได้ต้องการช่วยเหลือผู้ร่วมกระทำผิด แต่ต้องการใช้ข้อมูลจากบุคคลวงในเพื่อขยายผลไปยังผู้มีอำนาจ ผู้สั่งการ ผู้จัดหาเครือข่าย ผู้เรียกรับผลประโยชน์ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นแกนกลางของการทุจริต
ในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 หากมีผู้สมัครสอบที่สามารถเปิดเผยข้อมูล เช่น
วิธีการส่งข้อสอบหรือเฉลย
เส้นทางการโอนเงิน
รายชื่อผู้ประสานงาน
บุคคลที่ทำหน้าที่นายหน้า
เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
วิธีการแก้ไขคะแนนหรือคำตอบ
บุคคลผู้สั่งการหรือผู้ได้รับผลประโยชน์
ข้อมูลเหล่านี้อาจกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้ ป.ป.ช. สามารถขยายผลไปถึงผู้บงการระดับสูงได้

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน
@ได้รับความคุ้มครอง แต่ต้องรักษาคำพูด
เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันบุคคลไว้เป็นพยานแล้ว บุคคลนั้นจะมีฐานะเป็นพยานของ ป.ป.ช. และจะไม่ถูกดำเนินคดีอาญาหรือทางวินัยในเรื่องเดียวกัน รวมทั้งอาจได้รับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น การคุ้มครองตำแหน่งหน้าที่ราชการ การเลื่อนขั้นเงินเดือน และสิทธิอื่นที่เกี่ยวข้อง
แต่สิทธิดังกล่าวไม่ได้คงอยู่ตลอดไป
หากภายหลังไม่ไปเบิกความ เปลี่ยนคำให้การ ให้การไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อคดี การกันไว้เป็นพยานจะสิ้นสุดลงทันที และสามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นเดียวกับผู้ร่วมกระทำผิดรายอื่น
สำหรับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 ซึ่งถูกมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลายระดับ ทั้งนายหน้า ผู้สมัครสอบ และเจ้าหน้าที่รัฐ กลไก "กันไว้เป็นพยาน" ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่กฎหมายออกแบบไว้เพื่อเจาะเข้าไปถึงโครงสร้างของขบวนการ
ในทางปฏิบัติ หากผู้เกี่ยวข้องระดับปฏิบัติการตัดสินใจให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและตรวจสอบได้ ย่อมเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานไต่สวนสามารถเชื่อมโยงพยานหลักฐานไปถึงผู้บงการ ตัวการสำคัญ หรือผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการปราบปรามการทุจริต
อย่างไรก็ตาม การได้รับการกันไว้เป็นพยานไม่ใช่สิทธิที่ผู้เกี่ยวข้องเรียกร้องได้เอง แต่เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งจะพิจารณาจากคุณค่าของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของคำให้การ และประโยชน์ที่มีต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำผิดรายสำคัญเป็นสำคัญ
ใครที่ร่วมขบวนการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ทั้งในส่วนผู้เกี่ยวข้องกระบวนการแก้ไขคำตอบ และผู้สมัครที่จ่ายเงินให้กลุ่มผู้กระทำความผิด
ณ เวลานี้ ถ้าจะถามว่า ยังพอมีหนทางรอดคุก หรือไม่
คำตอบ คือ หนทางยังมีอยู่
อ่านรายละเอียดข้อกฎหมาย มาตรา 135 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ประกอบกับ ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561 ที่นี่ https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/main_old_article_20190614144916.pdf?csrt=13597960590645414159 ,https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/084/T_0010.PDF)
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




