News Logo
หน้าแรก
เจาะลึก! 'กันไว้เป็นพยาน' หนทางรอดคุก ผู้ร่วมขบวนการโกงสอบท้องถิ่น

เจาะลึก! 'กันไว้เป็นพยาน' หนทางรอดคุก ผู้ร่วมขบวนการโกงสอบท้องถิ่น

28 มิ.ย. 2569 16:28
ผู้ชม 236 คน

"...ใครที่ร่วมขบวนการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ทั้งในส่วนผู้เกี่ยวข้องกระบวนการแก้ไขคำตอบ และผู้สมัครที่จ่ายเงินให้กลุ่มผู้กระทำความผิด ณ เวลานี้ ถ้าจะถามว่า ยังพอมีหนทางรอดคุก หรือไม่ คำตอบ คือ หนทางยังมีอยู่ ..."

แม้การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 จะยังอยู่ระหว่างการขยายผลของหลายหน่วยงาน แต่ประเด็นหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือ ผู้สมัครสอบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต หากต้องการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้รัฐ จะสามารถได้รับการยกเว้นไม่ถูกดำเนินคดีได้หรือไม่

คำตอบคือ "ทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และไม่ใช่โดยอัตโนมัติ"

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรา 135 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ประกอบกับ ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดกลไกให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถ "กันบุคคลไว้เป็นพยาน" เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญในการเอาผิดตัวการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต (อ่านรายละเอียดข้อกฎหมายท้ายรายงาน)

แกะรอยขบวนการโกงสอบ ขรก. รูปลักษณ์ 'องค์กรอาชญากรรม' ล่าเงิน 4.5 พันล.

@ ไม่ใช่ "นิรโทษกรรม" แต่เป็นมาตรการแลกกับความจริง

การกันบุคคลไว้เป็นพยาน ไม่ใช่การล้างความผิดหรือการนิรโทษกรรม แต่เป็นมาตรการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ซึ่งครอบครองข้อมูลสำคัญ สามารถให้ความร่วมมือกับรัฐในการเปิดโปงเครือข่ายทุจริตที่มีขนาดใหญ่กว่า

หัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือ การนำไปสู่การดำเนินคดีกับ "ตัวการสำคัญ" โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ นายหน้า หรือผู้บงการ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการไต่สวนของ ป.ป.ช.

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้มีส่วนร่วมระดับล่างอาจได้รับการกันไว้เป็นพยาน หากข้อมูลของเขาสามารถนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่มีบทบาทสำคัญกว่าในขบวนการได้

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

@ใครบ้างที่มีสิทธิขอ "กันไว้เป็นพยาน"

ประกาศของ ป.ป.ช. กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ได้แก่

  • เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ และมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกับเจ้าพนักงานของรัฐ

  • ให้ถ้อยคำหรือข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญ สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานชี้มูลความผิดของผู้กระทำผิดรายสำคัญได้

  • สมัครใจให้ข้อมูล โดยปราศจากการขู่เข็ญ หลอกลวง หรือการบังคับ

  • รับรองว่าจะไปเบิกความต่อศาลตามคำให้การที่ให้ไว้

กล่าวคือ เพียงการยอมรับสารภาพว่าตนเองเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไม่เพียงพอ หากข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์ความผิดของผู้บงการหรือเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่นได้

@ขอเองก็ได้ หรือ ป.ป.ช. เสนอเองก็ได้

กฎหมายเปิดช่องไว้ 2 แนวทาง คือ

แนวทางแรก ผู้เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือต่อคณะไต่สวน เพื่อขอให้กันตนไว้เป็นพยาน

แนวทางที่สอง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยื่นคำร้อง แต่หากคณะไต่สวนเห็นว่าคำให้การของบุคคลดังกล่าวมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความผิด ก็สามารถเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณากันบุคคลนั้นไว้เป็นพยานได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น

@เปิดโปง "ตัวการใหญ่" คือหัวใจของการกันไว้เป็นพยาน

หากพิจารณาหลักเกณฑ์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า จุดมุ่งหมายของกฎหมาย ไม่ได้ต้องการช่วยเหลือผู้ร่วมกระทำผิด แต่ต้องการใช้ข้อมูลจากบุคคลวงในเพื่อขยายผลไปยังผู้มีอำนาจ ผู้สั่งการ ผู้จัดหาเครือข่าย ผู้เรียกรับผลประโยชน์ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นแกนกลางของการทุจริต

ในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 หากมีผู้สมัครสอบที่สามารถเปิดเผยข้อมูล เช่น

  • วิธีการส่งข้อสอบหรือเฉลย

  • เส้นทางการโอนเงิน

  • รายชื่อผู้ประสานงาน

  • บุคคลที่ทำหน้าที่นายหน้า

  • เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

  • วิธีการแก้ไขคะแนนหรือคำตอบ

  • บุคคลผู้สั่งการหรือผู้ได้รับผลประโยชน์

ข้อมูลเหล่านี้อาจกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้ ป.ป.ช. สามารถขยายผลไปถึงผู้บงการระดับสูงได้

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

@ได้รับความคุ้มครอง แต่ต้องรักษาคำพูด

เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันบุคคลไว้เป็นพยานแล้ว บุคคลนั้นจะมีฐานะเป็นพยานของ ป.ป.ช. และจะไม่ถูกดำเนินคดีอาญาหรือทางวินัยในเรื่องเดียวกัน รวมทั้งอาจได้รับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น การคุ้มครองตำแหน่งหน้าที่ราชการ การเลื่อนขั้นเงินเดือน และสิทธิอื่นที่เกี่ยวข้อง

แต่สิทธิดังกล่าวไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

หากภายหลังไม่ไปเบิกความ เปลี่ยนคำให้การ ให้การไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อคดี การกันไว้เป็นพยานจะสิ้นสุดลงทันที และสามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นเดียวกับผู้ร่วมกระทำผิดรายอื่น

สำหรับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 ซึ่งถูกมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลายระดับ ทั้งนายหน้า ผู้สมัครสอบ และเจ้าหน้าที่รัฐ กลไก "กันไว้เป็นพยาน" ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่กฎหมายออกแบบไว้เพื่อเจาะเข้าไปถึงโครงสร้างของขบวนการ

ในทางปฏิบัติ หากผู้เกี่ยวข้องระดับปฏิบัติการตัดสินใจให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและตรวจสอบได้ ย่อมเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานไต่สวนสามารถเชื่อมโยงพยานหลักฐานไปถึงผู้บงการ ตัวการสำคัญ หรือผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการปราบปรามการทุจริต

อย่างไรก็ตาม การได้รับการกันไว้เป็นพยานไม่ใช่สิทธิที่ผู้เกี่ยวข้องเรียกร้องได้เอง แต่เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งจะพิจารณาจากคุณค่าของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของคำให้การ และประโยชน์ที่มีต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำผิดรายสำคัญเป็นสำคัญ

ใครที่ร่วมขบวนการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ทั้งในส่วนผู้เกี่ยวข้องกระบวนการแก้ไขคำตอบ และผู้สมัครที่จ่ายเงินให้กลุ่มผู้กระทำความผิด

ณ เวลานี้ ถ้าจะถามว่า ยังพอมีหนทางรอดคุก หรือไม่

คำตอบ คือ หนทางยังมีอยู่

อ่านรายละเอียดข้อกฎหมาย มาตรา 135 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ประกอบกับ ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561 ที่นี่ https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/main_old_article_20190614144916.pdf?csrt=13597960590645414159 ,https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/084/T_0010.PDF)

ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตสอบท้องถิ่น
ข่าวคดีทุจริต
ป.ป.ช.
กันตัวไว้เป็นพยาน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัด มท.โต้ CSI LA ยืนยันความบริสุทธิ์ หลังภรรยาถูกโยงโกงสอบท้องถิ่น
ปลัด มท.โต้ CSI LA ยืนยันความบริสุทธิ์ หลังภรรยาถูกโยงโกงสอบท้องถิ่น