ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น ยันเดินหน้าสอบสวนเร่งด่วน เตรียมชงบอร์ดใหญ่ตั้งคณะไต่สวนภายในสัปดาห์หน้า หลังรวมหลักฐาน-กระดาษคำตอบกว่า 8 แสนแผ่น พร้อมเปิดรับข้อมูลจากผู้เสียหาย ผู้ช่วยเลขาฯแจงไม่จับ 10 ขรก.- ผอ. ยุทธศาสตร์ เพราะให้ความร่วมมือ "เต้-มงคลกิตติ์"ยื่นเรื่องเอาผิด 157 นายกฯ-ผู้เกี่ยวข้องฐาน ชี้เคยเตือนแนวทางป้องกัน แต่ถูกละเลย จี้ตรวจบัญชี-มือถือผู้สอบติดทั้งหมด หวั่นกระบวนการ ป.ป.ช. ช้า ควรโอนให้กองปราบฯ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงชี้แจงด่วน ความคืบหน้าคดีโกงสอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ในส่วนรับผิดชอบของ ป.ป.ช. หลังจากที่มีกลุ่มข้าราชการที่ระบุว่าตัวเองควรสอบได้มายื่นร้องเรียนกับ ป.ป.ช.
โดยนายพัฒนพงศ์ชี้แจงถึงกรณีที่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้เดินทางมายื่นเรื่องและติดตามความคืบหน้าการดำเนินการของ ป.ป.ช. โดยระบุว่า ทางกลุ่มได้เข้าสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกบรรจุเพิ่มเติมของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.
นายพัฒนพงศ์ยืนยันว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง และท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้คาดการณ์ว่าจะสามารถเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะนำไปสู่การระบุชื่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการไต่สวนต่อไป ป.ป.ช. กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลที่ตรวจยึดได้จากการปฏิบัติการที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบสวนสอบสวน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น ป.ป.ช. ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกบรรจุหรือการตรวจกระดาษคำตอบจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแต่อย่างใด
ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. อธิบายเพิ่มเติมว่า ป.ป.ช. และหน่วยงานต้นสังกัด (สถ.) มีกระบวนการทำงานที่แยกจากกัน โดย ป.ป.ช. เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการทุจริต ส่วน สถ. มีกระบวนการเกี่ยวกับการเรียกบรรจุและการตรวจคำตอบ หาก สถ. ต้องการข้อมูลจาก ป.ป.ช. ก็สามารถทำหนังสือประสานงานมาได้ ซึ่ง ป.ป.ช. มีเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้สิทธิของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้รับผลกระทบ
เร่งรัดกระบวนการและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย
ในประเด็นที่ผู้เสียหายเรียกร้องให้เร่งรัดและร่นระยะเวลาการตรวจสอบนั้น นายพัฒนพงศ์ระบุว่าจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวเรียนเสนอท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด และยินดีที่จะรับข้อมูลหรือหนังสือเพิ่มเติมจากผู้ติดตามเพื่อให้ประกอบการพิจารณา ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบด้านมากที่สุด นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงข้อกังวลของผู้ร้องเรียนที่เข้าใจผิดว่า ป.ป.ช. ได้แจ้งให้หยุดการเรียกบรรจุ หรือขอข้อมูลกรรมการเกี่ยวกับการตรวจสอบกระดาษคำตอบ โดยยืนยันว่า ป.ป.ช. ยังไม่ได้มีข้อมูลหรือได้รับหนังสือในส่วนนี้แต่อย่างใด และยังคงเดินหน้ากระบวนการตรวจสอบของตนเองต่อไป
สำหรับการพิจารณาแยกกรณีของผู้ที่สอบผ่านโดยสุจริตออกจากกรณีทุจริตนั้น นายพัฒนพงศ์ระบุว่า ป.ป.ช. จะต้องตรวจสอบในประเด็นเหล่านี้อยู่แล้ว และจะนำเรียนเลขาธิการ ป.ป.ช.เพื่อให้พิจารณากำหนดแนวทางดำเนินการในกรอบทั้งสองประเด็นนี้ ว่าจะสามารถดำเนินการในลักษณะใดได้บ้าง โดยเน้นย้ำว่าหากผู้ได้รับผลกระทบมีข้อเสนอแนะเป็นหนังสือ ก็สามารถส่งมายัง ป.ป.ช. ได้ ซึ่งจะรวบรวมและนำเสนอท่านเลขาธิการเพื่อบริหารจัดการต่อไป เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็วและป้องกันผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริสุทธิ์ การตัดสินใจสุดท้ายว่าจะมีการแยกบัญชีหรือดำเนินการอย่างไรจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ที่จะแต่งตั้งคณะไต่สวน เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบและป้องกันการกระทบสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง
พยานหลักฐานแน่นหนา เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องเร็วที่สุด
เกี่ยวกับความคืบหน้าด้านพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้นที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) และโรงพิมพ์ รวมถึงข้อมูลจากกลุ่มบุคคล 10 คน และ ผอ.กองยุทธศาสตร์ นายพัฒนพงศ์เปิดเผยว่า ข้อมูลในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ในขณะนี้น่าจะครบถ้วนพอสมควรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือกระบวนการไต่สวน ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่การระบุชื่อของผู้ถูกกล่าวหา และการเชิญบุคคลเหล่านั้นมาแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมให้ใช้สิทธิในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาไม่นานหลังจากรวบรวมข้อมูลครบถ้วน และเน้นย้ำว่ากระบวนการที่ผ่านมาถือว่ารวดเร็วมากสำหรับ ป.ป.ช. โดยใช้เวลาเพียงประมาณ 7-8 วันเท่านั้น
เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจไม่ควบคุมตัวกลุ่มข้าราชการ 10 คนที่พบในบ้านพักจังหวัดนนทบุรีในวันเกิดเหตุ นายพัฒนพงศ์ชี้แจงว่า การไม่ควบคุมตัวในวันนั้นเนื่องจากบุคคลเหล่านั้นให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ซึ่งจะทำให้ ป.ป.ช. ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากกว่าการควบคุมตัว โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลธรรมดา สำหรับผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ในจังหวัดเพชรบูรณ์นั้น ป.ป.ช. ยังคงติดตามตัวอยู่ และขอเชิญชวนให้ติดต่อมาเพื่อให้ข้อมูลได้ หากมีข้อมูลเพิ่มเติมและประสงค์จะขอรับการคุ้มครองพยาน ป.ป.ช. ก็จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายพิเศษว่าด้วย ป.ป.ช. ซึ่งไม่มีการนับอายุความในระหว่างหลบหนี
ผู้ช่วยเลขาธิการฯ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเอกสารทุกอย่าง รวมถึงกระดาษคำตอบ ได้รับการจัดเก็บและรักษาไว้อย่างดี เพื่อให้กระบวนการไต่สวนเป็นไปอย่างรัดกุมและยุติธรรมที่สุด
ประสานหน่วยงานแต่คงอำนาจสอบสวน ป.ป.ช.
ในส่วนของการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ นายพัฒนพงศ์กล่าวว่า เนื้อหาการสอบสวนทั้งหมดขณะนี้อยู่ที่ ป.ป.ช. และยังไม่มีการประสานงานให้มีการสอบปากคำร่วมกัน แต่ได้มีการประสานงานกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อขอการสนับสนุนหากจำเป็น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในหน่วยงานของตนเอง ซึ่งสามารถส่งข้อมูลมาให้ ป.ป.ช. ประกอบการพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม นายพัฒนพงศ์ยังไม่ได้รับข้อมูลว่า ป.ป.ช. จะส่งข้อมูลบางส่วนให้กับกองบังคับการปราบปรามตามที่มีการร้องขอไปก่อนหน้านี้ และยืนยันว่าการดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. จะเป็นไปอย่างเปิดเผยพยานหลักฐานในชั้นศาล เพื่อให้สำนวนคดีมีความสมบูรณ์และโปร่งใสที่สุด
"เต้ มงคลกิตติ์" ยื่น ป.ป.ช. ฟัน "อนุทิน" และผู้เกี่ยวข้อง ฐานละเลยทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้กลโกงหลายรูปแบบ
ขณะที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต สส.ซึ่งมายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิด นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในความผิดฐาน 157 และผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จากกรณีการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น
นายมงคลกิตติ์กล่าวเล่าย้อนถึงวิวัฒนาการของการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลายรูปแบบ ตั้งแต่การส่งรหัสในห้องสอบโดยใช้ "มือปืน" ซึ่งเคยมีจำนวนมากถึงหลักพันคน การซื้อข้อสอบจากโรงพิมพ์ในราคาหลักล้านบาทเพื่อนำมาเฉลยก่อน ไปจนถึงการใช้ระบบสั่นเพื่อส่งคำตอบ โดยแต่ละยุคสมัยกลโกงก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น และมาถึงกรณีในปี 2564 ที่ใช้วิธีการ "เปลี่ยนกระดาษคำตอบ" โดยมีการนำกระดาษคำตอบที่ผู้เข้าสอบกาผิดออก และนำกระดาษคำตอบที่กรอกเสร็จเรียบร้อยและมีลายเซ็นเหมือนกันใส่เข้าไปแทน ซึ่งข้อสอบจะถูกเก็บรักษาไว้ประมาณ 2 ปีแล้วทำลายทิ้ง ทำให้ยากต่อการจับกุมผู้กระทำผิด
อดีต สส. รายนี้ระบุว่า ตนได้ติดตามและท้วงติงเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2566 และได้ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โดยได้เสนอแนวทางในการป้องกันการทุจริตไว้ 3 ข้อ ได้แก่ 1. อนุญาตให้อาสาเครือข่ายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันจำนวน 300 คน เข้าไปตรวจสอบและสังเกตการณ์การเปิดกระดาษคำตอบ พร้อมทั้งตรวจสอบยอดและลายเซ็น 2. อนุญาตให้ผู้เข้าสอบถ่ายสำเนากระดาษคำตอบของตนเองทั้งภาค ก และ ภาค ข และให้เจ้าหน้าที่ควบคุมลงนามกำกับ และ 3. แขวนเฉลยภาค ก และ ภาค ข พร้อมระบุชุดข้อสอบไว้ที่หน้าเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้เข้าสอบสามารถตรวจสอบคะแนนเบื้องต้นได้ทันทีและเพื่อป้องกันการเปลี่ยนกระดาษคำตอบ
นายมงคลกิตติ์กล่าวอ้างว่า นายอนุทิน รวมถึงปลัดและอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ให้ความสนใจหรือดำเนินการตามข้อเสนอแนะของตนเอง จนกระทั่งเกิดการทุจริตในรูปแบบของการ "แก้ข้อสอบ" ตามที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (CIB) ได้ตรวจพบ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจากตำแหน่งที่เปิดบรรจุ 6,669 อัตรา และการเรียกบัญชีประมาณ 9,000 คน อาจมีผู้ที่เข้ามาโดยการทุจริตสูงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าว
นายมงคลกิตติ์จึงได้มายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบผู้ที่ขึ้นบัญชีทั้งหมด โดยเสนอวิธีการตรวจสอบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือย้อนหลัง 4 ปี ของผู้สอบและพ่อแม่ เพื่อหาความเชื่อมโยงของสัญญาณ 2. ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารย้อนหลัง 4 ปี และหากพบการหายไปของเงินจำนวนมาก (ประมาณ 400,000 – 500,000 บาท) ในช่วงประกาศผลสอบ จะต้องมีการชี้แจง โดยเขาเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะสามารถเชื่อมโยงไปถึง "คนกลาง" และนักการเมืองระดับสูงได้ เนื่องจากเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้มีมูลค่ามหาศาลถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท
กังวลกระบวนการสอบสวนล่าช้า เสนอโอนงานให้กองปราบฯ
นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ยังแสดงความกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. อาจใช้เวลานานเกินไป ซึ่งอาจกินเวลาถึง 2-6 ปี ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อผู้ที่สอบได้โดยสุจริต เขาจึงเสนอให้ ป.ป.ช. มอบอำนาจบางส่วนให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามดำเนินการ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญและสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันได้ เขายังกล่าวด้วยว่าเรื่องนี้จะไม่จบแค่ระดับล่างอย่างแน่นอน และเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่
นายมงคลกิตติ์ยังกล่าวว่าเกี่ยวกับผลสอบที่กระทรวงมหาดไทยระบุว่าได้ออกมาแล้วแต่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเกรงว่าอาจมีการทำลายหลักฐาน (ข้อสอบ) ทิ้ง เนื่องจากตามกฎหมายสามารถเก็บไว้ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น และเสนอให้นายกรัฐมนตรีส่งข้อมูลทั้งหมดให้กองบังคับการปราบปรามเข้ามาตรวจสอบโดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าเอกสาร ซึ่งจะไม่มีประโยชน์หากเอกสารถูกทำลายไปแล้ว และย้ำว่าการที่นายกรัฐมนตรีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตเช่นนี้ แม้ไม่ได้กระทำการทุจริตด้วยตนเอง ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ เหมือนกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยถูกดำเนินคดีมาแล้ว ในกรณีจำนำข้าว ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุให้ตนมายื่นเรื่องให้ดำเนินคดีตามมาตรา 149, 157 และ 209
อดีต สส. รายนี้ยังได้กล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ. สันติสุข ซึ่งผ่านการแก้ไขของวุฒิสภา เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามีการ "หมกเม็ด" ข้อ 2 ถึง 9 เพื่อนิรโทษกรรมความผิดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สส. และ สว. รวมถึง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งหมายถึงคดีฮั้ว ส.ว., ประเด็นบาร์โค้ด หรือการทุจริตการเลือกตั้ง จะถูกนิรโทษกรรมไปด้วย ซึ่งส่วนตัวแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และทราบว่ามีประชาชนจำนวนมากถวายฎีกาเพื่อขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายดังกล่าว
กลุ่ม ขรก.สอบได้ ยื่น ป.ป.ช.เร่งรัดไต่สวน
อนึ่ง ก่อนหน้าการแถลงข่าวของนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีกลุ่มข้าราชการที่ยืนยันว่าตนเองสามารถสอบบรรจุได้โดยสุจริต เดินทางมายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้เร่งรัดการตรวจสอบสำนวนคดีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรม การรวมตัวกันของกลุ่มผู้เสียหายในครั้งนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี และพบหลักฐานเป็นใบแก้คะแนนสอบท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่แก้ไขเสร็จแล้วถึง 2,000 ใบ จากทั้งหมด 3,000 ใบ พร้อมกับพบกลุ่มข้าราชการกว่า 10 คน อยู่ในสถานที่ดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ใด
ตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบกล่าวว่า พวกเขากังวลอย่างมากว่าการตรวจสอบที่ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะใช้เวลานานถึง 3-6 เดือนนั้น จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ที่สอบได้โดยสุจริตเป็นจำนวนมาก หลายคนได้ลาออกจากงานเดิมแล้วเพื่อเตรียมเข้ารับราชการ ซึ่งหลายรายมีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล และบางคนก็มีอายุมากแล้ว พวกเขาต้องการให้ ป.ป.ช. พิจารณาแยกเป็นกรณีๆ ไป สำหรับผู้ที่สอบผ่านด้วยความโปร่งใส ควรได้รับการเรียกบรรจุตามปกติเพื่อไม่ให้เสียสิทธิและโอกาสในชีวิต ส่วนกรณีทุจริตก็ให้ดำเนินการตรวจสอบไปต่างหาก หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่รู้ว่าชีวิตจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไร จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ได้ลงชื่อในแบบฟอร์มแล้วมีประมาณ 1,500 คน
หนึ่งในผู้ที่เดินทางมาร้องเรียนได้เปิดเผยว่า เธอเหลืออีกเพียง 10 ลำดับก็จะถึงคิวเรียกบรรจุในรอบที่ 4 และได้ลาออกจากงานมาเพื่อเตรียมตัวสอบเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ตอนนี้เธอรู้สึกเคว้งคว้างอย่างมากและต้องการความชัดเจนเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะหากต้องรอนานถึง 6 เดือน จะทำให้เธอขาดรายได้ที่ควรจะได้รับไป และแผนชีวิตที่วางไว้ก็หยุดชะงักลงทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้เสียหายอีกรายได้แสดงความกังวลว่าการชะลอการเรียกบัญชีอาจส่งผลกระทบต่ออายุของผู้ที่ขึ้นบัญชี ซึ่งบางคนอายุมากแล้ว ทำให้ระยะเวลาการรับราชการสั้นลงอย่างไม่ยุติธรรม กลุ่มผู้เสียหายยังระบุด้วยว่า หลังจากยื่นเรื่องที่ ป.ป.ช. แล้ว พวกเขาจะเดินทางไปยื่นหนังสือเพิ่มเติมที่รัฐสภา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ป.ป.ช. ได้เร่งรวบรวมใบคำตอบตัวจริงกว่า 800,000 แผ่น ซึ่งมาจากการสอบท้องถิ่นของผู้สมัครประมาณ 400,000 คน โดยแต่ละคนมีกระดาษคำตอบเฉลี่ย 2 แผ่น และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่จัดตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งกระบวนการนี้จะนำไปสู่การออกหมายเรียกหรือหมายจับกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
*หมายเหตุ รูปพาดหัวข่าวจากไทยพีบีเอส




