"อนุทิน" นำทีม มท.แถลงร่ายยาว ย้ำ ไม่ต้องถามมันแล้ว สอบท้องถิ่นมีทุจริตแน่นอน มีการใช้ AI ทำงานเป็นขบวนการอย่างมีระบบ ประกาศลั่นคนทุจริตคดีนี้เท่ากับ "อาญาแผ่นดิน"! แฉมีแก้กระดาษคำตอบเกิน 60% สั่งล้างบาง "พวกขายชาติ" ทั่วประเทศ ชี้เป็นโอกาส "ลดข้าราชการ" ไปในตัว พร้อมขยายผลสอบย้อนหลัง-ดำเนินคดีทางอาญาถึงบุคคลเบื้องหลัง ไม่เว้นแม้ผู้มีตำแหน่งสูง วอนสื่องดเปิดเผยชื่อผู้ถูกกล่าวหา ด้านปลัด มท.ยันไม่ใช่ร่างทรงนายกฯ แต่ยอมรับที่ผ่านมา "อนุทิน" ทำงานหนักเพื่อกระทรวง
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำทีมผู้บริหารกระทวงมหดไทย แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
โดยหลังจากที่นายอนุทินได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนภายใน 7 วัน บัดนี้ได้รับรายงานสรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจนและมีลักษณะของการทำเป็นขบวนการอย่างเป็นระบบ
ข้อพิรุธและความผิดปกติ
นายอนุทิน ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการค้นพบการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นข่าวที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นมา และขอชื่นชมคณะกรรมการชุดนี้ที่ได้เร่งทำการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้นเพื่อหาข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 7 วัน ซึ่งแท้จริงแล้วคณะกรรมการได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและจัดทำรายงานเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ ก่อนกำหนดเวลา 7 วันทำการที่แท้จริงคือวันพรุ่งนี้ โดยรายงานดังกล่าวได้ถูกนำเสนอต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่งในวันนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อทราบว่านายอนุทินเพิ่งเดินทางกลับจากราชการต่างประเทศ ก็ได้นัดหมายเพื่อที่จะเข้ามารายงานผลของการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด และได้พบกับคณะกรรมการชุดนี้ทุกคน โดยมีนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการสืบสวนสอบสวนครั้งนี้
นายกรัฐมนตรีได้ระบุว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่มีนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน พบว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นในหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการพยายามแทรกแซงผลคะแนนเพื่อช่วยให้บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ
ทางด้านนายสันติธรได้เริ่มต้นการแถลงว่า หลังจากที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ทางคณะกรรมการได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ทั้งจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเกือบ 15 ราย มาให้ข้อมูล ทั้งด้วยตนเองและผ่านเอกสาร ตลอดจนเรียกเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ ที่สำคัญคือได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาให้ข้อมูลและคำแนะนำตลอด 6-7 วันที่ผ่านมา
รองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สรุปข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจพบในเบื้องต้น โดยแบ่งเป็นสองประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือจากการตรวจสอบกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบทั้ง 10 ศูนย์ พบว่าผู้รับจ้างไม่ได้จัดส่งไฟล์ข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏผลคะแนนให้กรมในทันทีเมื่อตรวจคำตอบแล้วเสร็จ และเมื่อมีการเข้าไปสุ่มตรวจแฟลชไดร์ฟที่เก็บอยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งในนั้นจะบันทึกไฟล์ข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคำตอบทั้งหมดของทุกคน กับประกาศผลคะแนนที่แจ้งมา ปรากฏว่าจากการสุ่มตรวจเพียง 79 ราย พบความผิดปกติสูงถึง 48 ราย หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนที่สุ่มตรวจ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง โดยเป็นการแก้ไขคะแนน ทั้งในกรณีภาค ก. และภาค ข. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้ผลคะแนนในภาค ก. เกินกว่า 60% และภาค ข. มีคะแนนสูงเป็นพิเศษ คือถึง 90%
ประเด็นที่สองคือในขั้นตอนการประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. ก็เช่นกัน ผู้รับจ้างได้ส่งผลการประมวลภาค ก. ภาค ข. และภาษาอังกฤษให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามกฎหมายที่ดูแลการสอบครั้งนี้ ด้วยวิธีการจัดส่งเป็นแฟลชไดร์ฟและเสนอให้ กสถ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งข้อมูลสรุปออกมาได้ว่าไม่ปรากฏว่า กสถ. ได้นำข้อมูลในแฟลชไดร์ฟที่บันทึกข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏผลคะแนนภาค ก. และภาค ข. มาสอบทานกับประมวลผลภาค ก. ภาค ข. และวิชาภาษาอังกฤษที่ผู้รับจ้างได้ส่งให้แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักฐานทางดิจิทัลตรวจสอบ พบว่าภายหลังจากที่ กสถ. ได้เห็นชอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. แล้ว ยังมีการเข้าไปแก้ไขข้อมูลก่อนส่งไปประกาศในระบบสารสนเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
นายสันติธรยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเช่น ผู้เข้าสอบรายหนึ่งทำคะแนนได้เพียง 33 คะแนน แต่กลับมีการแก้ไขคะแนนในระบบประกาศผลให้สูงถึง 70 คะแนน หรืออีกกรณีที่ได้คะแนนจริง 45 คะแนน แต่ถูกปรับเพิ่มเป็น 77 คะแนน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การสอบภาค ก. และ ภาค ข. อย่างจงใจ
การใช้เทคโนโลยี AI ปกปิดร่องรอยทุจริต
กลับมาที่นายอนุทิน ที่กล่าวว่า พบกรณีที่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้น เพราะว่าขบวนการนี้มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีการสร้างกระดาษคำตอบ (Answer Sheet) ปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ให้มีรอยฝนดินสอที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับคะแนนที่ถูกแก้ไข เพื่อปกปิดร่องรอยการทุจริตและหลอกลวงการตรวจสอบ โดยอ้างว่าเป็นการอำนวยความสะดวกในกรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก
"เพราะฉะนั้น ก็เราก็ไม่ต้องถามมันแล้วครับ เพราะว่ากระบวนการนี้มันทุจริตแน่นอน" นายอนุทินกล่าวเน้นย้ำ ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
ผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตและมาตรการทางวินัย
ในส่วนของผู้เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีระบุว่าเบื้องต้นพบข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย ที่มีมูลความผิดวินัยร้ายแรง และได้สั่งการให้ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดทันที นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทเอกชนผู้รับจ้างและบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไป
"นี่คืออาญาแผ่นดิน และเป็นการกระทำของคนที่มีพฤติกรรมขายชาติ เพราะการนำคนที่ไม่ดี ไม่มีความสามารถ และเข้ามาด้วยการโกงเข้าสู่ระบบราชการ จะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาลในอนาคต" นายอนุทินกล่าวและย้ำว่า รัฐบาลจะไม่มีการปกป้องใครทั้งสิ้น และจะตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อกวาดล้างขบวนการนี้ให้สิ้นซาก ผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว หากพบว่ามีที่มาผิด ทุกอย่างก็ต้องเป็นโมฆะทั้งหมด และเชื่อว่าผู้ที่กระทำผิดทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจดีว่าตนทำอะไรไว้ และไม่น่าจะรอดพ้นไปได้ ทางหน่วยงานต่างๆ จะมีการบูรณาการเพิ่มน้ำหนัก เพิ่มทีมงาน เพิ่มความเข้มข้น และสนธิกำลังทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่จะต้องเอาผิดกับขบวนการนี้ให้ได้
ความร่วมมือกับ 7 หน่วยงานตรวจสอบและการขยายผลคดี
นายอนุทินได้ชี้แจงถึงการดำเนินการขั้นต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการร่วมกับ 7 หน่วยงานตรวจสอบภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่ตนริเริ่มไว้ตั้งแต่ปี 2560 ประกอบด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างมีข้อมูลหลักฐานและดำเนินการสืบสวนสอบสวนของตนเองอย่างเป็นอิสระ ณ ขณะนี้หน่วยงานบางแห่งได้ลงไปในรายละเอียดลึกมากแล้ว และข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาร่วมกันเพื่อยืนยันความถูกต้องของหลักฐานและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
โดย ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอายัดกระดาษคำตอบจำนวนกว่า 800,000 แผ่น เพื่อนำไปตรวจสอบย้อนหลังอย่างละเอียดทั้งหมด หากพบว่ามีการทุจริตในรายใด การบรรจุแต่งตั้งจะต้องถือเป็นโมฆะตามกฎหมายทันทีไม่มีข้อยกเว้น การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานอย่างอิสระนี้จะทำให้รูปคดีมีความกระชับและแน่นหนา โอกาสที่จะดิ้นหลุดก็ไม่มี
นายอนุทินได้ไล่เรียงถึงกระบวนการทุจริตที่ซับซ้อนว่า มันจะต้องต้องมาแก้ข้อสอบ ย้ายข้อสอบ แก้ไฟล์ ถ่ายรูป ทำข้อสอบปลอม ปลอมกระดาษคำตอบ โอนเงิน ต้องมีการบรรจุบรรจุคน มีการแก้คะแนน ทั้งหมดเป็นการกระทำผิดอาญาแผ่นดิน

นายอนุทิน ชาญวีรกุล แสดงข้อมูลประกอบการแถลงข่าว
เหตุการณ์ในอดีตและคำสั่งชะลอการบรรจุ
นายอนุทินยังได้เล่าถึงสถานการณ์ที่คล้ายกันเมื่อปี 2560 ที่ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้สั่งการให้ชะลอและยกเลิกการสอบ พร้อมให้ดำเนินการสอบตามมาตรฐานและกลไกใหม่ โดยเปลี่ยนมหาวิทยาลัยใหม่ ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ปี กว่าที่จะมีการสอบในรอบที่สองนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าในช่วงที่ดำเนินการสอบจนมีปัญหาในครั้งนี้ คือปลายปี 2568 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคงคิดว่าคงไม่มีใครมาตรวจสอบ และคงไม่ได้เกรงกลัวอะไร เพราะคิดว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงมหาดไทยแล้ว และตอนที่สอบก็ยังไม่มีใครมารายงานเรื่องการทุจริต
นายอนุทินกล่าวว่าเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่กระทำในขอบเขตอำนาจของกรม รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไม่สามารถจะไปรู้เรื่องทุกเรื่องได้ทั้งหมด ถ้างั้นมันก็เป็นการทำงานแบบล้วงลูกไปทั้งหมดมันก็ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากการสอบดำเนินไปด้วยดี ไม่มีความเสียหาย ไม่มีคนร้องเรียน ไม่มีการทุจริต และทุกคนได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรม มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แต่ว่าเมื่อหน่วยงานทั้ง 7 ภายใต้ MOU ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตการสอบ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ พวกเขาก็มีวิธีการในการสืบหาข้อมูล หลักฐาน จนนำไปสู่การจับกุม การกล่าวหา และการบุกค้นผู้กระทำผิด ซึ่งนี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไว้
นายอนุทินระบุว่า เมื่อตนกลับมาดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง การทุจริตครั้งนี้ก็คงเป็นที่ผิดความคาดหมายของขบวนการเหล่านี้ พวกเขาจึงต้องไปแก้ไขคำตอบและไฟล์ข้อมูลให้ถูกต้ง
สั่งชะลอบรรจุ ขรก.ป้องกันเสียหาย แต่ กสถ.บอกให้เดินต่อ
นายอนุทินยังได้สั่งการให้ชะลอการบรรจุข้าราชการจากการสอบรอบดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการของประเทศไทยจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและระบบคุณธรรมอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามในการประชุมของคณะกรรมการ กสถ. ทางกระทรวงมหาดไทยได้เสนอให้ชะลอการบรรจุ แต่คณะกรรมการส่วนใหญ่ที่มาจากภายนอกกลับไม่เห็นด้วย และได้ลงมติให้บรรจุต่อไป
นายอนุทินกล่าวต่อไปว่า จากการที่ตนสั่งให้ชะลอการบรรจุ ก็อยากจะชี้แจงให้ทุกคนทราบว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เราทำทุกอย่างแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการ กสถ. ยังให้เดินต่อไป ก็จะต้องไปว่ากันตามหลักฐานว่าทำไมถึงให้เดินต่อไป ทั้งที่พอจะทราบแล้วว่ามันมีความไม่โปร่งใสแน่นอน
ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเสริมว่า ทุกคนทราบดีว่าเรื่องนี้เกิดมาจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับข้อร้องเรียนมาตั้งแต่ต้น และได้มีการลงนาม MOU กับหน่วยงานตรวจสอบทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงแล้ว คือ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดีเอสไอ ปปง. ตำรวจ ซึ่งเป็นที่มาของการจับกุมโดย ป.ป.ช. ที่จังหวัดนนทบุรี
ซึ่งในวันที่มีการจับกุม นายอนุทินได้เล็งเห็นแล้วว่าเมื่อมีการจับกุมเสร็จ ก็ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า "ไอ้พวกนี้คือพวกขายชาติ" ดังนั้นหากเราบรรจุคนที่ไม่ดีเข้าไปสู่ระบบราชการ จะทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด นายอนุทินจึงสั่งการให้ชะลอการบรรจุไว้ ซึ่งปลัดกระทรวงก็ได้แจ้งไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมท้องถิ่นก็ได้มีหนังสือชะลอการบรรจุแล้ว แต่พอเข้าสู่คณะกรรมการ กสถ. กลับมีมติให้บรรจุตามปกติ ซึ่งนี่คือที่มาของความวุ่นวายที่เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
นายอรรษิษฐ์ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกับทาง ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช. ได้อายัดแผ่นข้อมูลดิบของกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่นไว้ทั้งหมด และมีไทม์ไลน์ที่จะดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการโกงข้อสอบในครั้งนี้ แต่อาจจะย้อนหลังไปถึงกรณีอื่นๆ อีกด้วย นี่คือกระบวนการของ ป.ป.ช. แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยภายใน 7 วัน เราต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ซึ่งเราก็ทำเสร็จก่อนกำหนด เพราะนายกรัฐมนตรีห่วงใยและเห็นว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงได้เรียกสื่อมวลชนมาให้รับทราบผลของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันนี้ และต่อไปการสอบสวนกลางก็จะดูเส้นทางการเงิน ใครที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทั้งหมดก็จะต้องรับผิดชอบ คราวนี้คือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดจะต้องถูกนำมาลงโทษให้ได้
ปลัด มท.โต้สื่อบิดเบือน ยันไม่ใช่ร่างทรงนายกฯ ย้ำไม่เคยรู้จักอนุทินมาก่อน
ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงและตอบโต้กระแสข่าวที่มีบางสื่อพยายามบิดเบือนการทำงาน โดยกล่าวว่าตนในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทยจำเป็นต้องมารายงานต่อนายกรัฐมนตรีและรับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ดูแลเพียงแค่ความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือสังคมในภาพรวมเท่านั้น แต่ยังต้องบริหารจัดการและดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดคือคนที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นคนที่เชื่อมต่อกับนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าราชการจังหวัดก็คือปลัดกระทรวง ถ้าปลัดกระทรวงไม่ได้มาหานายกรัฐมนตรี ไม่รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี เพื่อจะไปถ่ายทอดต่อ ไม่ได้มาทำหนังสือสั่งการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีต่อไปเนี่ย มันก็ทำให้เกิดความเสียหายราชการได้ ก็ต้องไปดูว่าทุกครั้งเนี่ยที่ตนรับสมัครนายกรัฐมนตรีเสร็จ ตนก็เข้ากระทรวงทุกวัน แต่มีสื่อบางราย พยายามบิดเบือน แล้วก็แล้วก็บอกว่าปลัดกระทรวงเป็นเป็นร่างทรงนายกรัฐมนตรีอะไรต่างๆ ซึ่งตลกมาว่ารู้ได้ยังไง รู้ระบบราชการแผ่นดินหรือไม่
“ที่สำคัญนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยรู้จักคุณอนุทินมาก่อนเลย คุณอนุทินเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการสาธารณสุข รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุข จนตนมารู้จักนายอนุทินเนี่ย ตอนนี้ตนเป็นทั้งรองผู้ว่า ผู้ว่าฯ รองปลัดอธิบดี ตนไม่เคยรู้จักนายอนุทิน แต่ตนได้ทำงานใกล้ชิดกับนายอนุทิน ตอนที่เป็นอธิบดีกรมการปกครอง เพราะว่านายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยอยู่กระทรวงมหาดไทยมาก่อน คุณอนุทินตอนที่เข้ามาเกิดเหตุการณ์ถ้าใครจำได้ เหตุการณ์ที่มันใหญ่โตมากคือการกราดยิงที่พารากอน คุณอนุทินเรียกหน่วยงานทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน เพื่อที่จะหามาตรการ ทำยังไงให้เรื่องเนี้ย มันมันเป็นความเสียหายของประเทศ แล้วก็ความที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน คุณอนุทินก็สั่งการ 1 ใน 11 ข้อ นั้นก็คือ “ห้ามพกพาปืนสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เลย อันเนี้ยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังยกมาตรการนี้ก็ยังอยู่ คือ ป.12 ก็ไม่เคยมีการกราดยิงอีกเลย อันนี้คือคุณอนุทินมีความห่วงใย” ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว
นายอรรษิษฐ์กล่าวต่อไปว่า นายอนุทินยังเห็นว่ากระทรวงมหาดไทยมีงานอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นก็คือการปราบปรามยาเสพติด ตนได้เรียนนายอนุทินว่า จะมีการจับกุมสถานบันเทิงที่มียาเสพติด มีการพกพาอาวุธปืน และมีบุคคลที่อายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนดเข้าไป ซึ่งนายอนุทินก็บอกว่าจะไปด้วย ตั้งแต่ตนเป็นอธิบดีกรมการปกครอง นายอนุทินไปไม่รู้กี่ครั้งไปไม่รู้กี่ที่ เพราะนายอนุทินเห็นว่าเรื่องที่มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินก็ไปดูหน้างานด้วยตัวเอง จากนั้นเมื่อมียาเสพติดมันเข้ามาสู่ส่วนกลางนี้แล้วนะที่แถวเลียบทางด่วนที่นายอนุทินไปครั้งแรก จนมาต่อมาเนี่ยมีต่างจังหวัดผู้ว่าการโทรมาบอก มีการขนย้ายสารเสพติดเนี่ย จากชายแดนตอนนี้มาพักอยู่ที่แพร่แล้ว ประชาชนแจ้งเบาะแสมา นายอนุทินก็บินทันทีเพื่อดู นายอนุทินก็ได้เห็นทั้งกระบวนการตั้งแต่การนำเข้าจากชายแดน การนำมาพัก และการนำเข้าสู่ภายในประเทศ นี่คือสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำงานหนักมาตลอดในการเป็นรัฐมนตรี และตนก็เป็นผู้ที่ติดตามนายอนุทินตลอด
“ผมไม่ได้ติดตามคุณอนุทิน เพราะว่าจะมาเดินเล่น แต่ผมติดตามคุณอนุทินเพราะทำงานกับด้วยความใกล้ชิด เพื่อที่จะให้งานทุกอย่างของกระทรวงมหาดไทยสามารถเดินไปด้วยความราบรื่นได้” ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวย้ำ
นายอรรษิษฐ์ยังกล่าวอีกว่า นายอนุทินยังเห็นว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ได้มีความมั่นคงด้านเดียว นายอนุทินก็มีแนวทางที่จะช่วยเหลือกระจายรายได้ให้พี่น้องประชาชน นายอนุทินก็ได้ไปให้กำลังใจพี่น้องชาวโอทอปจากทั่วประเทศ ให้มาขายของเกือบตลอดเวลา คือนายอนุทินก็เห็นแล้วว่าคนเหล่านี้คือพี่น้องประชาชนที่พวกเขาจะต้องเติบโตและลืมตาอ้าปาก นายอนุทินก็ให้คำแนะนำให้ทำผลิตภัณฑ์ให้มีความพรีเมียมมากขึ้น ทุกวันนี้โอทอปก็มียอดขายที่มากมายครับ ก็ 800-900 ล้านบาทในครึ่งปีที่ผ่านมา นี่คือสิ่งที่ตนอยากจะเรียนว่าทุกครั้งที่ตนไปกับนายอนุทินก็คือไปทำงาน และอีกเรื่องที่สำคัญคือบางทีมีคนบอกว่าปลัดกระทรวงไม่เกี่ยวเลย การที่เดินทางไปต่างประเทศ ตนก็อยากเรียนว่ากระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องที่สุด เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยเนี่ยทำเรื่องบ้านพี่เมืองน้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ภูเก็ตเนี่ยมี MOU กับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทางเวียดนามก็มีจังหวัดอุบลราชธานีไป MOU เป็นบ้านพี่เมืองน้องกับเมืองเว้ เมืองดานังอะไรต่างๆ เป็นต้น และยิ่งที่ไปรัสเซียเนี่ย ก็มีที่นายอนุทิน ที่เห็นรูปกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย คุยกับนายอนุทินก็คือกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์มาจากรัสเซีย อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะเรียนเพิ่มเติม
นายอรรษิษฐ์กล่าวสรุปว่า ตนต้องขออภัยนายกรัฐมนตรีด้วยที่ได้พูดถึงภารกิจกระทรวงมหาดไทยในหลายๆ มิติ และก็ขอให้พี่น้องประชาชนเ ที่ได้ติดตามเรื่องนี้ ให้เชื่อมั่นในความโปร่งใส และก็เราจะทำให้มันชัดเจนและตรวจสอบได้ พอตอนนี้เราทำเสร็จในส่วนของกระทรวงมหาดไทยแล้วเราก็จะส่งข้อมูลเนี่ยไปให้ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช. ก็จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ทางตำรวจที่มีข้อมูล ถ้ามาเกี่ยวข้องกับก็จะมีการตั้งกรรมการสอบวินัยเพิ่มเติมอันนี้คือหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย
การตรวจสอบต่อเนื่องและบทสรุป
นายอนุทินกล่าวปิดท้ายย้ำถึงการดำเนินการว่า กระทรวงมหาดไทยจะตั้งคณะกรรมการดำเนินการวินัยร้ายแรงกับผู้เข้าข่ายกระทำผิด ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ในขณะนี้ เพื่อไม่ให้เสียรูปคดีและป้องกันการทำลายหลักฐาน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาผู้คนที่มีตำแหน่งสูง จึงต้องมีข้อมูลที่เป็นที่ประจักษ์ มีหลักฐานที่มัดตัวให้แน่น ดิ้นไม่หลุด และทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานอย่างอิสระเพื่อให้ข้อมูลยิ่งยันกัน และเชื่อว่าที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นมีใครรอดสักราย ซึ่งตนมั่นใจว่าจากนี้ไปข้อมูลจะหลั่งไหลเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งว่าง การพักราชการ การย้าย หรือการลาออก ผู้ที่ทำผิดจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ และทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้ให้ได้
นายอนุทินยังได้แสดงทัศนะส่วนตัวเกี่ยวกับการบรรจุข้าราชการว่า ตนมองว่านี่อาจเป็น "การลดจำนวนข้าราชการ" ที่ไม่ต้องเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย ทำให้ข้าราชการปัจจุบันต้องทำงานหนักขึ้น ตนไม่เชื่อว่าการที่ไม่ได้มีการสอบมา 3 ปี จะทำให้การให้บริการประชาชนหรือประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ตนคิดว่ายิ่งคนน้อยลง ยิ่งประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และยังสามารถทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำไป "ถ้าผมทำด้วยตัวเองได้ไม่ต้องไปอาศัยคณะกรรมการทั้งคณะกรรมการเนี่ย ผมไม่มีไม่มีให้สอบหรอกครับ ไม่มีเพิ่มเลยครับ" นายอนุทินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยเผยว่าตนทำงานอยู่กระทรวงมหาดไทยมา 3 ปี ไม่ได้รู้สึกเลยว่าประสิทธิภาพงานของกระทรวงมหาดไทย ด้วยจำนวนข้าราชการที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังลดลงไปเลย ยังรู้สึกว่าเยอะเกินไปด้วยซ้ำ และเคยคิดว่าถ้าข้าราชการเกษียณก็ไม่ต้องเพิ่ม และมอบหมายงานให้เพิ่มมากขึ้น ทำงานมากและทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มันก็เป็นสิ่งที่สนุก
นายอนุทินได้กล่าวปิดท้ายการแถลงข่าวด้วยการยืนยันถึงความร่วมมือจากทุกหน่วยงานว่า "ทางตำรวจทาง ป.ป.ช. ก็จะต้องมาขอข้อมูลการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทย ไปประกบกับสิ่งที่เค้ามีอยู่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ การดำเนินคดีหรืออะไรทั้งหลายแหล่ ต้องส่งไป ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องเขายิ่งได้ข้อมูลมากเขาก็ทำสำนวนได้ครบแล้วก็มีหน้าที่ฟีดข้อมูลให้มากที่สุดเพราะเราไม่ได้เป็นคนดำเนินคดีเอง"




