"...เส้นทางคดีของนายเศรษฐ์ยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมี อีก 1 คดีสำคัญ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดไว้ก่อนหน้านี้ และขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล นั่นคือคดีกล่าวหาว่า มีส่วนได้เสียในการดำเนินโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี รวม 32 โครงการ ในช่วงปี 2548-2556..."
จากกรณีปรากฏข่าวว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปัตตานี ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีนำรถส่วนกลางของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ในการเดินทางท่องเที่ยวช่วงปี 2560
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายเศรษฐ์ เป็นเวลา 15 ปี แต่ยังไม่มีรายงานว่า นายเศรษฐ์ ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีหรือไม่
ขณะที่ปัจจุบัน นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ นายก อบจ.ปัตตานี ต่อ ไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด

1782534956887-37d2efc548b5d2b2
อย่างไรก็ตาม เส้นทางคดีของนายเศรษฐ์ยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมี อีก 1 คดีสำคัญ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดไว้ก่อนหน้านี้ และขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล นั่นคือคดีกล่าวหาว่า มีส่วนได้เสียในการดำเนินโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี รวม 32 โครงการ ในช่วงปี 2548-2556
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวสำนักงาน ป.ป.ช ว่า คดีที่สอง ของ นายเศรษฐ์ กรณี มีส่วนได้เสียในการดำเนินการโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ก็เตรียมที่เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาลแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับการประสานแจ้งให้นำตัว นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี และพวก รายงานตัวต่ออัยการเพื่อส่งตัวฟ้องคดี
ขณะที่ นายเศรษฐ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ยืนยันสำนักข่าว Next News ว่า คดีโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ศาลฯ มีคำสั่งรับฟ้องแล้ว และเตรียมที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป
เมื่อถามว่า คดีแรกการใช้รถหลวง ถูกศาลลงโทษจำคุก 15 ปี ทำไมถึงยังไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่
นายเศรษฐ์ ระบุว่า ตอนนี้ติดภารกิจ ยังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ในขณะนี้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า สำหรับคดีมีส่วนได้เสียในการดำเนินการโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ในชั้นการไต่สวนคดีของ ป.ป.ช. มีผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 5 ราย ได้แก่
1. นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1
2. นายแวยะปา สะดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2
3. นายรอแม ดอเลาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3
4. บริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4
5. นายนิพนธ์ เลาะนะ กรรมการบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5
ระบุข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณี มีส่วนได้เสียในการดำเนินการโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น (คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2565 และได้มีมติมอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้น ในการประชุมครั้งที่ 93/2566 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566)
พฤติการณ์ในการกระทำความผิด
ในช่วงปี พ.ศ. 2548 - 2556 นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีรถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ที่มีชื่อนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ จำนวน 2 คัน ซึ่งรถทั้ง 2 คัน ดังกล่าวข้างต้น นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ใช้ดำเนินการในบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า เซาท์สยามทราเวล และใช้ในการเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี โดยความเป็นเจ้าของของบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปของชาวบ้าน สมาชิก และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี
เพียงแต่ไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่านายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นเจ้าของเท่านั้น
นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติเลือกเลือกบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนจังหวัด และอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้ กับบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เนื่องจากบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เป็นของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แต่ใช้ชื่อของนายนิพนธ์ เลาะนะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เป็นกรรมการแทน
ในการจัดจ้างโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ปรากฎว่ามีบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เป็นคู่สัญญาเท่านั้น ยกเว้นโครงการที่ 1 และ 2 ซึ่งมีชื่อนายรอแม ดอเลาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และนายแวยะปา สะดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นคู่สัญญา แต่โครงการที่ 1 และ 2 ก็ได้ดำเนินการในนามของบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ราคาจ้างเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กับบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เมื่อเทียบราคากับการจ้างเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ในลักษณะเดียวกันของหน่วยงานอื่นๆ พบว่านายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติให้จัดจ้างและอนุมัติให้เบิกจ่ายกับบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 บางรายการ มีราคาที่สูงกว่าราคาเช่าเหมารถบัสของหน่วยงานอื่นๆ
ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวน
ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนแสดงให้เห็นว่า การเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ในช่วงปี 2548 ถึง 2556 มีผู้รับจ้างแค่เพียงรายเดียวคือ บริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เป็นของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และราคาในการจัดจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีมีราคาสูงกว่าการจัดจ้างของหน่วยงานอื่นในช่วงเดียวกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการต่อรองราคาแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ และยังเคยเสนอเลือกผู้รับจ้างรายอื่นแต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ประโยชน์จากการที่บริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ของตนเองเข้าเป็นคู่สัญญา กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ในฐานะที่ตนทำหน้าที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี
ดังนั้น ข้อเท็จจริงในทางไต่สวนที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดจึงรับฟังได้ว่า นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหา ที่ 1 มีส่วนได้เสียในการดำเนินการโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น โดยร่วมกระทำความผิด กับนายแวยะปา สะดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายรอแม ดอเลาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 บริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และนายนิพนธ์ เลาะนะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 รวมทั้งหมด 32 โครงการ ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2548 - 2556
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาในการประชุม ครั้งที่ 35/2567 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น โดยมีมติในกรณีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายดังนี้
การกระทำของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็น เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดฐานเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนั้นเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทำให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นหรือที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นจะกระทำ และฐานเป็นการละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ หรือปฏิบัติการไม่ชอบ ด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 44/3 (3) และมาตรา 79
การกระทำของบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจ ในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91
สำหรับนายแวยะปา สะดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนายนิพนธ์ เลาะนะ กรรมการบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ได้ถึงแก่ความตายแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจดำเนินการไต่สวนเพื่อดำเนินคดีอาญา หรือดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 57 จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ
โดยให้กันนายรอแม ดอเลาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการกันบุคคล ไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับนายเศรษฐ์ อัลยุฟรีและบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานและ คำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91(1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบด้วย
ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 82 วรรคสอง และให้แจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของบริษัท เซาท์สยาม ไอ.เอ็ม.ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้กรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นผู้มีลักษณะเป็นผู้ทิ้งงาน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
อย่างไรก็ดี การชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
บทสรุปสุดท้ายผลการต่อสู้คดี เป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป




