News Logo
หน้าแรก
'อนุทิน'ตั้ง กก.ร่วมไร้ มท.สางโกงฯท้องถิ่น-บก.ป.ลุย 9 หมู่บ้านจ่าพิชิต

'อนุทิน'ตั้ง กก.ร่วมไร้ มท.สางโกงฯท้องถิ่น-บก.ป.ลุย 9 หมู่บ้านจ่าพิชิต

15 ก.ค. 2569 15:40
ผู้ชม 53 คน

"อนุทิน" ย้ำ หากกฎหมายเปิดช่องพร้อมเพิกถอนผลสอบทุจริตทันที! เตรียมหารือแนวทางดำเนินการ 5,814 ราย คะแนนผิดปกติ ตั้งกรรมการร่วม ปปง.-ป.ป.ท.-อสส.-ยธ.-ผบ.ตร.สางปมทุจริต แต่ยืนยันไม่มี มท.เข้าร่วม เพราะต้องการให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด ด้าน ผบก.ป.แจงลุย 9 หมู่บ้านจัดสรร ดร.พิชิตเป็นเจ้าของแล้ว แต่ยังเร็วไปที่จะสรุปเป็นนิติกรรมอำพราง ส่วน ผบ.ตร.แจง ชง ปปง.ยึดทรัพย์เท่าที่หลักฐานไปถึง

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานในการแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินคดีขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว

 โดยนายกรัฐมนตรียืนยันจะกวาดล้างขบวนการทุจริตอย่างจริงจัง ตรงไปตรงมา และไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะมีสถานะหรือตำแหน่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนี้ที่พบความผิดปกติของคะแนนสอบเกือบ 6,000 ราย ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการทุจริตในวงกว้าง พร้อมประกาศเตรียมเข้าประชุมพิจารณาเพิกถอนผลสอบในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ด้วยตนเอง ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาสำคัญในขบวนการนี้ได้ 3 ราย โดยมีพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวตแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เข้ารายงานสถานการณ์เบื้องต้นแก่นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้มาร่วมรับฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการในคดีนี้ โดยระบุว่าจะรับฟังรายงานสรุปความคืบหน้าจากคณะพนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปคดีในครั้งนี้ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าการสอบสวนและดำเนินคดีเป็นไปอย่างโปร่งใสและครอบคลุมทุกมิติ

เปิดไทม์ไลน์ขบวนการทุจริต จุดเริ่มต้นจาก "บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ"

เอกสารข่าวแจก บก.ป.ระบุว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการขยายผลเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ในการตรวจค้นครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเอกสารและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมากที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 สิ่งที่น่าตกใจคือ เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาประมาณ 10 กว่าคน กำลังดำเนินการแก้ไขสำเนากระดาษคำตอบในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบที่ได้จ่ายเงิน โดยใช้วิธีการทางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการปรับแก้คะแนน ให้ตรงกับที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศผลไปก่อนหน้านี้ ถือเป็นการทุจริตและแก้ไขคะแนนสอบอันเป็นเท็จอย่างชัดเจน

ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายสุบิน แสงสุริยา ผู้รับมอบอำนาจจากกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร้องเรียนกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และการนำไปเสียซึ่งเอกสาร จากนั้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนายไชย ธนะสงปาน ก็ได้เข้าร้องเรียนในลักษณะเดียวกัน

ด้วยความเร่งรัดและควบคุมการสอบสวนอย่างใกล้ชิดจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้นำไปสู่การขออนุมัติหมายจับจากศาลเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 และในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ตำรวจกองปราบปรามได้เปิดปฏิบัติการทลายขบวนการทุจริตครั้งใหญ่ โดยเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 9 จุดใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม และหนองคาย ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ 3 รายได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 47 วันในการคลี่คลายคดีและจับกุมผู้สั่งการสำคัญได้

เปิดโฉม 3 ผู้ต้องหาคนสำคัญ "ดร.วิน, น.ส.ศตพร, จ่าพิชิต" พร้อม 5 ข้อหาหนัก

ผู้ต้องหาคนสำคัญทั้งสามรายที่ถูกจับกุมประกอบด้วย:

  • ดร.วิน หรือ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือชื่อเดิม นายอัศวิน โชติพนัง: ซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • นางสาวศตพร ธนพชรโภคิน: น้องสาวของ ดร.วิน

  • จ.ส.ต. ดร.พิชิต ทั้งพรม:ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้ต้องหาทั้งสามรายถูกแจ้ง 5 ข้อหาหนัก ได้แก่ ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสาร, ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการ, และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

สำหรับโปรไฟล์ของ ดร.วิน หรือ นายวิณ จากการสืบสวนพบว่า เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม สามารถเข้ากับผู้ใหญ่ได้เก่ง ทำให้มีคอนเนคชั่นกว้างขวาง ทั้งยังเป็นเจ้าของบริษัทรับจัดหลักสูตรอบรมร่วมกับมหาวิทยาลัยและส่วนราชการหลายแห่ง อีกทั้งยังมีตำแหน่งในสถาบันการศึกษาหลายแห่งด้วย

 ข้อมูลเบื้องต้นจากการแถลงข่าวของ บช.ก.ยังระบุว่า ดร.วิน เป็นที่รู้จักในกลุ่มเพื่อนว่ามีฐานะร่ำรวย มีเงินทองใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย และใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ซึ่งนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่า ดร.วิน อาจมีความรู้จักกับผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจเป็นช่องทางที่เชื่อมโยงเขาเข้ากับการจัดสอบท้องถิ่นในครั้งนี้ได้

ในส่วนบทบาทของผู้ต้องหานั้น คาดว่า ดร.วิน และ น.ส.ศตพร น้องสาว น่าจะอยู่ในระดับ "ประสานงาน" มีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยและเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้การทุจริตสำเร็จลุล่วง ส่วนจ่าสิบตรี พิชิต ถูกคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นระดับ "ปฏิบัติการ" ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการแก้ไขข้อมูลจริง

ไทม์ไลน์การบุกค้นขบวนการทุจริตสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น

ไทม์ไลน์การบุกค้นขบวนการทุจริตสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น

ผู้ต้องหายังปฏิเสธ ตำรวจเร่งขยายผลหาเครือข่ายและเส้นทางการเงิน

ทั้งนี้ ตั้งแต่ในช่วงเช้าของวันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบิกตัว ดร.วิน และ จ่าสิบตรี พิชิต ไปสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปรามได้ควบคุมตัว ดร.วิน ไปค้นที่ออฟฟิศย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อค้นหาข้อมูลเชื่อมโยงกับขบวนการทุจริต แต่เบื้องต้นยังไม่พบพยานหลักฐานตามที่ต้องการมากนัก เนื่องจากข้อมูลบางส่วนได้ถูกลบออกไปแล้ว เพราะเป็นไฟล์ที่ค่อนข้างเก่า

ผู้ต้องหาทั้งสามรายยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจ่าสิบตรี พิชิต แม้จะให้การปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานบางส่วนที่สามารถระบุได้ว่ากระทำผิดจริง ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ยอมรับในความผิดนั้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ยืนยันว่าจะไม่หยุดการสอบสวนเพียงเท่านี้ และจะขยายผลการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาผู้เกี่ยวข้องและเส้นทางการเงิน รวมถึงเส้นทางการติดต่อสื่อสารทั้งหมด หากปรากฏชัดเจนว่ามีเจ้าพนักงานเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ ก็จะดำเนินการสอบสวนและออกหมายจับ เพื่อส่งตัวให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีหลักต่อไป

ปลัด มท. เผยผลตรวจคะแนน 5,814 ราย "ผิดปกติ" เตรียมเพิกถอน 23 ก.ค.

ในส่วนของการตรวจสอบผลคะแนนที่มีความผิดปกติ นายอนุทิน ได้เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลในครั้งนี้

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในรอบการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่ผ่านมา ได้มีการบรรจุไปแล้ว 3 รอบ โดยรอบที่ 1 และ 2 มีจำนวน 12,000 คน และรอบที่ 3 อีกประมาณ 3,000 คน รวมเป็นประมาณ 15,000 คน ซึ่งมีผู้มารายงานตัวทั้งสิ้น 14,988 คน จากผู้สอบได้ทั้งหมด 15,520 คน และมี 520 คนที่ไม่มารายงานตัว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้ไม่มารายงานตัวรู้ตัวว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต

จากการนำคะแนนของผู้มารายงานตัวทั้งหมดมาตรวจสอบกับคะแนนดิบที่อยู่ในตู้เซฟ ซึ่งเป็นคะแนนที่ได้จากกระดาษคำตอบจริง ปรากฏว่า มีคะแนนที่ไม่ตรงกันถึง 5,814 คน ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยได้จำแนกผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่:

  1. กลุ่มที่ 1: จำนวน 3,621 คน ที่คะแนนถูก "อัปเกรด" ขึ้นมาอย่างมาก จากเดิมที่ควรจะสอบตก กลับทำให้สอบได้และเข้ารอบต่อไป

  2. กลุ่มที่ 2: จำนวน 1,713 คน ที่เดิมทำคะแนนได้อยู่แล้ว แต่กลับถูก "นับคะแนนขึ้นมาอีก" ซึ่งอาจจะช่วยให้ติดอันดับต้นๆ

  3. กลุ่มที่ 3: จำนวน 480 คน ที่คะแนนผิดไปเพียง 1 คะแนน หรือมีการสแกนคำตอบไม่ชัดเจน กลุ่มนี้จะต้องมีการตรวจสอบซ้ำกับกระดาษคำตอบที่ ป.ป.ช. อายัดไว้เพื่อความชัดเจน

คณะกรรมการ กสถ. ซึ่งเคยรับรองการบรรจุบุคคลเหล่านี้ไปแล้ว ได้แสดงความตกใจกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่เมื่อได้เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ก็มีมติเห็นชอบร่วมกันว่า กรณีคะแนนผิดปกติทั้ง 5,814 คนนี้ จะต้องส่งต่อไปให้ผู้มีอำนาจดำเนินการต่อไป ซึ่งได้แก่ ก.จ. หรือกรรมการองค์การบริหารส่วนจังหวัด), ก.ท.หรือกรรมการเทศบาล), และ ก.อบต. หรือกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล อันเป็นไปตามกฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

ลั่น "ไม่มีมวยล้มต้มคนดู" -ไม่มีบิดเบือนคดี

นายอนุทิน ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นต่อระบบการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยยืนยันว่าไม่มีหน่วยงานใดจะให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก หรือบิดเบือนคดีความเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนี้ที่ถือเป็นการทุจริตที่อุกอาจตั้งแต่การสอบเข้ารับราชการ

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้อนถึงช่วงที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ 7 หน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริต ซึ่งทุกหน่วยงานได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และเน้นย้ำว่าประชาชนไม่ต้องกังวล หากมีคำถามว่ากระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแลเรื่องสอบจะไว้ใจได้อย่างไร ก็ยังมีหน่วยงานอิสระอื่นๆ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ท., และ ป.ป.ช. ซึ่งอยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของรัฐบาล จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการบิดเบือนคดี และทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า "คดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู" จะไม่มีการบรรเทา ไม่มีการยืดหยุ่น ทุกอย่างจะต้องถูกดำเนินการไปด้วยหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีบุญคุณใดๆ ที่รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องไปตอบแทน หรือความเกรงกลัวใดๆ ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกอย่างได้ถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีตำแหน่งราชการใดๆ ก็ตาม ก็จะดำเนินคดีและมีคำสั่งทางวินัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วหลายคน แม้จะยังไม่สามารถพูดได้ว่าใครผิดใครถูกในขั้นตอนนี้ แต่ทุกอย่างจะต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวนและมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน

ด้านปลัดกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติมว่า สำนักงาน ป.ป.ท. จะหาแนวทางที่ชัดเจนและเป็นแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และจะนำเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อนายกรัฐมนตรีเพื่ออุดช่องโหว่และช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริตในลักษณะนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อประสานงานให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, เลขาธิการ ป.ป.ท., เลขาธิการ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุด ที่สำคัญคือ ไม่มีกระทรวงมหาดไทยอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาใดๆ และยืนยันว่าการดำเนินการจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และยึดหลักความจริง

นายกฯ ลุยเอง! เตรียมเข้าประชุม 23 ก.ค. พิจารณาเพิกถอนผลสอบ ย้ำ "ไม่มีทางลัดสู่ราชการ"

นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถใช้อำนาจยกเลิกผลสอบได้โดยตรง แต่จะต้องผ่านมติของคณะกรรมการกลาง ซึ่งเป็นคณะกรรมการสองชั้นตามพระราชบัญญัติปกครองท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ว่า ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ตนจะเข้าร่วมประชุมในฐานะประธานคณะกรรมการกลางด้วยตนเอง ซึ่งโดยปกติจะมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ทำหน้าที่ เพื่อพิจารณาประเด็นการเพิกถอนรายชื่อผู้ทุจริตการสอบ และจะสอบถามผู้ที่เคยมีมติให้ดำเนินการบรรจุต่อไป แม้จะมีความชัดเจนเรื่องการทุจริต เพื่อให้ทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

นายอนุทินกล่าวว่าสำหรับตนเองแล้ว เห็นว่าควรจะต้องยกเลิกผลสอบที่มีการทุจริต หากคณะกรรมการเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ก็จะยกเลิกทันที แต่หากยังมีกรรมการหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากท้องถิ่นที่ต้องการข้าราชการเหล่านี้เข้ามาทำงานและยังยืนยันให้ดำเนินการต่อไป ก็จะต้องมีการโหวตกัน แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลก็จะมีจุดยืนของตัวเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า หากมีการทุจริตตั้งแต่เบื้องต้น มีการเปิดเผยข้อสอบ และบิดเบือนผลการสอบ หากกฎหมายเปิดช่องให้ ยกเลิกเพิกถอนได้ ก็จะดำเนินการทันที และจะหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อหาแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับผู้ที่ได้คะแนนผิดปกติทั้ง 5,814 ราย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีคะแนนกระดาษคำตอบไม่ตรงกับที่ประกาศ

นายอนุทินยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้ 40 คะแนนแต่ถูกประกาศว่าได้ 70-80 คะแนน ซึ่งถือว่าขาดเกณฑ์ขั้นต่ำ ตรงนี้พนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินคดีและเรียกสอบปากคำ หากพบการกระทำผิด ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยมีเหตุผลที่จะต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต

แบ่งหน้าที่สอบสวนคดี: ป.ป.ช. รับคดีหลัก – บช.ก. เน้นตรวจสอบเอกสารและขยายผล

ในส่วนของการดำเนินคดีนั้น พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองปราบปราม ได้ชี้แจงว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงการเรียกรับผลประโยชน์ที่นำไปสู่การทุจริตการสอบ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะไต่สวนพิเศษไว้แล้วเพื่อดำเนินการในส่วนนี้ ส่วนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้รับเรื่องจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเอกสารที่เล็ดรอดออกมาจากกระทรวง มีการแก้ไข และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีพยานหลักฐานชัดเจน และนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 รายดังกล่าว

ผู้บังคับการกองปราบปรามยังระบุว่า การดำเนินคดีที่กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นมาร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานมาเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางไม่ได้นิ่งเฉย และกำลังขยายผลการสอบสวนต่อไป หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าพนักงานเข้ามาเกี่ยวข้องและมีความเชื่อมโยงกัน ก็จะรวบรวมพยานหลักฐาน ดำเนินการสอบสวน ออกหมายจับ และนำส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ไปรวมกับคดีหลักต่อไป เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างครอบคลุมทั้งขบวนการ

ทั้งนี้ในช่วงหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ผบ.ตร.ในประเด็นว่าจะมีการส่งเรื่องไปถึงสำนักงานและปราบปรามการฟอกเงินให้ดำเนินการหรือมี ทางพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันวว่าจะมีการดำเนินการตราบเท่าที่หลักฐานไปถึง

ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Next News ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการลงพื้นที่ของหมู่บ้านจัดสรรของ ดร.พิชิตทั้งหมดจำนวน 9 แห่งแล้วที่ จ.นนทบุรีและที่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งตอนที่ลงพื้นที่นั้นไม่พบว่ามีผู้ที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบมาตรวัดไฟของที่อยู่อาศัยนั้นทำให้ยืนยันได้ว่าหมู่บ้านยังมีผู้อยู่อาศัยอยู่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปหรือยืนยันได้ว่าหมู่บ้านจัดสรรมีความเกี่ยวข้องเป็นนิติกรรมอำพรางแต่อย่างใด

ยืนยันการขยายผลต่อเนื่อง – ป.ป.ท. ชี้แนวทางป้องกันในอนาคต

ด้านนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการขยายผลคดีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าจะไม่มีการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล และเชื่อมั่นในศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกคน เนื่องจากเป็นธรรมชาติของคดีทุจริตที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การจับกุมผู้ต้องหาแต่ละรายจะนำไปสู่การขยายผลจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลและเครือข่ายทั้งหมดออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่แอบซ่อนตัว หรือผู้ที่ทำตัวเป็น "ฮีโร่" แต่แท้จริงแล้วมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะถูกขยายผลออกมาเรื่อยๆ

ทางด้านของ รองเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ท. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับมอบหมายจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้ง คือการหาแนวทางที่ชัดเจนและเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทุจริตในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต โดยจะนำเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออุดช่องโหว่และช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริตได้

ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตสอบท้องถิ่น



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตผอ.ศูนย์เดินสำรวจฯจ.ตาก-พวก รังวัด-ออกโฉนดที่ดินมิชอบ
ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตผอ.ศูนย์เดินสำรวจฯจ.ตาก-พวก รังวัด-ออกโฉนดที่ดินมิชอบ