"...ผู้คัดค้านติดต่อให้พยานหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อพยานติดต่อได้นายสุรัช นายยุทธนา นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง เป็นผู้สมัครแล้ว ผู้คัดค้านแจ้งให้พยานไปพบที่บ้านผู้คัดค้านซึ่งเปิดเป็นร้านอาหารชื่อ BXXXX@ฉะเชิงเทรา มอบเงินให้พยาน 22,500 บาท แล้วพยานนำเงินไปให้นายสุรัช นายยุทธนา นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง คนละ 4,500 บาท..."
สืบเนื่อง นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา ที่พิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นเวลา 10 ปี มีใจความสำคัญ คือ ศาลพร้อมจะรับฟังข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีลักษณะเป็น "เครือข่ายจัดตั้ง" (Organized Election-Rigging Scheme) มิใช่เพียงการตกลงแลกคะแนนกันเป็นรายคู่หรือรายกลุ่มย่อยแบบธรรมดา ๆ 🕸️
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยมีคำพิพากษาคดีเลือก สว. ที่มีลักษณะเป็นการ "จับคู่แลกคะแนน" มาแล้วหลายคดี แต่คดีนี้มีลักษณะแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะศาลรับฟังว่ามีผู้วางแผน ผู้ประสานงาน ผู้จัดหาผู้สมัคร ผู้สนับสนุนเงิน และผู้สั่งการลงคะแนน จนเกิดเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบครบวงจร
สำนักข่าว Next News นำคำพิพากษาข้างต้นมาเรียบเรียงและนำเสนอต่อสาธารณชน ดังนี้
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 19/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 66/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้คัดค้าน เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง)
@ กกต. ร้อง 'กำพล' สนับสนุนซื้อเสียงเลือกสว.
สรุปคำร้อง: ผู้ร้องได้รับคําร้องว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2567 นายชาลี เจริญสุข มาพบ นายภาณุ ศุภชัยวีรกุล และแจ้งว่าผู้คัดค้านให้เตรียมกลุ่มบุคคลเพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในแต่ละกลุ่มให้ได้ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด 19 คน เพื่อไปลงคะแนนให้แก่บุคคลในครอบครัว โดยให้นายชาลี เจริญสุข เป็นผู้จัดเตรียมบุคคลไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนายชาลีรับเงินจากผู้คัดค้าน 22,500 บาท ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน
@ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ต่อมาผู้ร้องมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กําหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กําหนดวันเลือกระดับอําเภอ วันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัด วันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศ วันที่ 26 มิถุนายน 2567
นายพรศักดิ์ เลิศเกียรติดํารงค์ พี่ชายผู้คัดค้าน สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 15 กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
นางสาวปาลาวดี เนื่องจํานงค์ ภริยามิได้จดทะเบียนสมรสของผู้คัดค้าน สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 14 กลุ่มสตรี อําเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา
นายชาลี เจริญสุข สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 15 จังหวัดฉะเชิงเทรา
นายภาณุ ศุภชัยวีรกุล สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 15 อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
นายชาลีติดต่อให้
-นายสุรัช สุวัชระกุลธร สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 15 อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
-นายมนต์ชัย โชคเกิดสกุล สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 17 กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
-นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 17 อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
-นายยุทธนา แพน้อย สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 20 กลุ่มอื่น ๆ อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
-นายวันชัย ที่พึ่ง สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 20 อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
โดยนายชาลีมอบเงินค่าใช้จ่ายให้คนละ 4,500 บาท
@ ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า 'กำพล' ทุจริตเลือก สว. หรือไม่
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทําการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่
เห็นว่า พยานผู้ร้องปากนายชาลีเป็นประจักษ์พยานให้ถ้อยคำและเบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านติดต่อให้พยานหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อพยานติดต่อได้นายสุรัช นายยุทธนา นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง เป็นผู้สมัครแล้ว ผู้คัดค้านแจ้งให้พยานไปพบที่บ้านผู้คัดค้านซึ่งเปิดเป็นร้านอาหารชื่อ BXXXX@ฉะเชิงเทรา มอบเงินให้พยาน 22,500 บาท แล้วพยานนำเงินไปให้นายสุรัช นายยุทธนา นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง คนละ 4,500 บาท โดยมีนายภาณุเป็นพยานสนับสนุนว่า ร่วมเดินทางไปกับนายชาลีเพื่อมอบเงินให้นายสุรัช นายมนต์ชัย และนายวันชัย อเนกสุวรรณกุล แม้นายชาลีจะเป็นผู้ร่วมจัดหาบุคคลไปลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามความประสงค์ของผู้คัดค้าน ซึ่งทำให้บันทึกถ้อยคำและคำเบิกความของนายชาลีมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการรับฟังก็ตาม
@ มีคลิปเสียงเป็นหลักฐานชัดเจน-ไม่ได้ถูกตัดต่อ
แต่ผู้ร้องยังมีพยานหลักฐานประกอบเป็นคลิปเสียงการสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับนายชาลี ตามแฟลชไดร์ฟวัตถุพยาน และถอดข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ ดังเช่นข้อความที่ผู้คัดค้านพูดว่า "อันนี้ที่ท่านมาคุยกับผมนะ ในเมื่อท่านจะมาเดินกับผมแล้ว เรื่องตรงนี้ท่านห้ามบอกกับใครเด็ดขาดเพราะว่าผมแค่สั่งลง แล้วรายละเอียดนี่ผมไม่ได้บอกใคร" ตามถอดข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ "ท่านก็อาจจะคุยกับนายกมนชัยก็ได้ ที่มีคุณสมบัติลง แล้วขอให้ลงกลุ่มอื่นบางคล้า แล้วให้เขาหาคนให้ 10 คน ไอ้เรื่องค่าสมัครไม่เป็นไร" และ "ให้เขาช่วยกับเราคนละครึ่ง ก็เหมือนท่านก็ออกเอง เขาก็ออกเองไง แต่พอท่านออกเองเนี่ย ผมออฟเฟอร์ท่านไง"
ซึ่งล้วนเป็นข้อความสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาและการตกลงกันอย่างชัดเจนว่าผู้คัดค้านจะเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนเป็นค่าสมัครแก่ผู้ที่นายชาลีหามา ซึ่งคลิปเสียงนี้ได้รับการตรวจพิสูจน์โดยกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วว่าตรวจไม่พบร่องรอยการตัดต่อแฟ้มข้อมูลเสียง ตลอดจนเมื่อนายชาลีหาผู้สมัครมาได้แล้ว ผู้คัดค้านแจ้งให้นายชาลีไปพบที่บ้านซึ่งเป็นร้านอาหารแล้วมอบเงินให้ 22,500 บาท ก็สอดคล้องกับจำนวนเงินที่นายชาลีแบ่งให้ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีข้อความสั่งการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ลงวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผู้คัดค้านเรียกนายชาลีไปพบ และลงวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผู้คัดค้านสั่งให้นายชาลีลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่ต้องการซึ่งสอดคล้องกับห้วงเวลาที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัดและข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ว่า "ช่วยเช็คผู้สมัครบางน้ำเปรี้ยว ของกลุ่ม 1, 2, 4, 5, 8, 12, 13 มีรู้จักใครบ้างครับ ยกเว้นกลุ่ม 9 มาเป็นพันธมิตรดินไขว้ ตอนโชว์ มีกลุ่มละสองคนเท่านั้น" ตามภาพถ่ายข้อความ "จัดไว้หมดแล้ว ลงตามที่บอก ขอบคุณครับ" "กลุ่ม 3 ลงเบอร์ 6 (2) คน 11 (1 คน) กลุ่ม 14 เบอร์ 19 กลุ่ม 20 เบอร์ 25 ทำ 3 กลุ่ม แค่นั้น" ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านติดต่อกับนายชาลีโดยตรง
@ ผู้สมัคร สว. 5 คน ไม่ได้ต้องการเป็นสว.
ประกอบกับนายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ต่างให้ถ้อยคำและเบิกความยอมรับว่า นายชาลีมาขอให้ช่วยสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยมีค่าใช้จ่ายให้คนละ 4,500 บาท โดยนายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ไม่ได้ต้องการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อประสงค์ที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
ทั้งทางไต่สวนยังได้ความด้วยว่า ระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน 2567 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านใช้โทรศัพท์หมายเลข 08-1665-xxxx ของผู้คัดค้านโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข 08-1555-xxxx ของนายชาลี จำนวน 11 ครั้ง โดยเฉพาะวันที่ 8 มิถุนายน 2567 เวลา 16.27 นาฬิกา เวลา 17.59 นาฬิกา และเวลา 19.24 นาฬิกา ก่อนวันเลือกระดับอำเภอ 1 วัน ถึง 3 ครั้ง และวันที่ 16 มิถุนายน 2567 เวลา 7.26 นาฬิกา และเวลา 7.50 นาฬิกา ในวันเลือกระดับจังหวัด รวม 2 ครั้ง แสดงว่าผู้คัดค้านและนายชาลีมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัด
@ 'กำพล' เป็นตัวการสำคัญทุจริตเลือก สว.
เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านกับนายชาลีมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่านายชาลีจะกลั่นแกล้งให้ถ้อยคำ และเบิกความปรักปรำผู้คัดค้านให้ต้องรับโทษ ส่วนการที่ผู้ร้องกันนายชาลีไว้เป็นพยานก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 65 ที่บัญญัติให้ผู้ร้องมีอำนาจดำเนินการได้ และเมื่อพิจารณาบทสนทนาของผู้คัดค้านกับนายชาลีตามถอดข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ และข้อความสั่งการทางแอปพลิเคชันไลน์แล้ว เป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ชักชวนให้นายชาลีร่วมกระทำการในครั้งนี้
พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการสำคัญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ การใช้ดุลพินิจของผู้ร้องที่กันนายชาลีไว้เป็นพยานนับได้ว่ามีเหตุผล ถ้อยคำและคำเบิกความของนายชาลีจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่มั่นใจว่าข้อความที่ปรากฏในแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน และไม่ทราบว่าเป็นข้อความสนทนาระหว่างผู้ใดกับผู้ใด ขณะให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ผู้คัดค้านไม่มีช่องทางติดต่อสื่อสารทางแอปพลิเคชันไลน์กับนายชาลีจึงไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้นั้น ก็ไม่ถือเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าทั้งคลิปเสียงการสนทนาและข้อความตามแอปพลิเคชันไลน์ไม่ใช่ของผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำข้อความที่เคยสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์กับนายชาลีมาหักล้าง โดยอ้างเพียงว่าขณะนี้ไม่มีช่องทางติดต่อสื่อสารทางแอปพลิเคชันไลน์กับนายชาลีเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีว่านายชาลีจัดทำหลักฐานดังกล่าวใส่ร้ายผู้คัดค้านแต่อย่างใด
ข้ออ้างของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แม้การสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับนายชาลีจะเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็ตาม แต่พฤติการณ์แห่งคดีตั้งแต่ผู้คัดค้านโทรศัพท์ติดต่อกับนายชาลีไปจนถึงสั่งการทางแอปพลิเคชันไลน์ให้นายชาลีลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่ตนต้องการ การกระทำของผู้คัดค้านที่ร่วมมือกับนายชาลี นายภาณุ นายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ถือเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด
ฟังได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตเพื่อให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กัน เป็นเหตุให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกันของผู้สมัครเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ซึ่งต้องการบุคคลที่ชื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป
@ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 'กำพล' 10 ปี
การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา




