ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'นพรัตน์ ตั้งหลักมั่นคง' อดีตหัวหน้าฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนปฏิบัติราชการนอกเวลา ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษ จำคุก 128 ปี รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือ 64 ปี ได้รอลงอาญา - ป.ป.ช.ขออสส.อุทธรณ์สู้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายนพรัตน์ ตั้งหลักมั่นคง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทุจริตการเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติราชการนอกเวลาราชการ ในช่วง เดือนธันวาคม 2558 ถึงเดือนมกราคม 2561 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาว่า นายนพรัตน์ ตั้งหลักมั่นคง จำเลยมีความผิดตามคำฟ้องข้อ 2.1 -2.86 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,162 (1)(4) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท คำฟ้องข้อ 2.87 – ข้อ 2.128 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท
รวมจำคุก 128 ปี และปรับ 2,560,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงจำคุก 64 ปี และปรับ 1,280,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย ประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นทันตแพทย์ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา เป็นเวลาประมาณ 30 ปี นับว่ามีคุณงามความดีมาก่อน จำเลยได้บรรเทาผลร้ายในการกระทำของจำเลยโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์แล้ว จำเลยถูกลงโทษทางวินัยให้ปลดออกจากราชการ
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกที่ศาลลงโทษแต่ละกระทงไม่เกินกระทงละ 5 ปี ซึ่งโทษแต่ละกระทงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์คำพิพากษากรณีรอการลงโทษจำคุกจำเลย
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




