News Logo
หน้าแรก
‘ทวี’ แนะ กกต. ส่งศาลฎีกาไต่สวน ‘คดีฮั้ว สว.’ ยึดตามหลักนิติธรรม

‘ทวี’ แนะ กกต. ส่งศาลฎีกาไต่สวน ‘คดีฮั้ว สว.’ ยึดตามหลักนิติธรรม

30 ก.ค. 2569 14:42
ผู้ชม 19 คน

'พ.ต.อ.ทวี' เสนอให้ กกต. ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัย ชี้ชัดว่าการส่งเรื่องให้ศาลไม่ใช่การตัดสินความผิด แต่เป็นการทำตามหลักกฎหมายมหาชนที่มีเพียง 'หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า' ก็เพียงพอแล้ว เพื่อเคลียร์ข้อกังขาสังคมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และปกป้องความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความถึงการลงมติเกี่ยวกับคดีทุจริตการเลือกตั้ง (ฮั้ว สว.) ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเสนอให้ กกต. ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ยื่นคำร้องและส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาไต่สวนและวินิจฉัยคดี พร้อมระบุว่า การส่งเรื่องให้ศาลมิใช่เป็นการตัดสินว่าผู้ใดมีความผิด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ในสภาวการณ์ที่สังคมกำลังจับจ้องการประชุมชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์ของ กกต. ซึ่งจะมีมติตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และ สว. รวมกว่า 229 คน การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้ ไม่เพียงส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหลักนิติธรรมของประเทศ

พ.ต.อ.ทวี ระบุเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ในขณะที่สมาชิกวุฒิสภา 138 คน กำลังอยู่ระหว่างถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง แต่วุฒิสภาชุดเดียวกันนี้กลับเป็นผู้ลงมติเห็นชอบกรรมการ กกต. ถึง 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง ได้แก่ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ (ซึ่งแม้ครบวาระแล้ว แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป) และกรรมการ กกต. อีก 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 

ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว

พ.ต.อ.ทวี ระบุด้วยว่า พฤติการณ์ที่เป็นข้อกังขาของสังคมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง รวมถึงการเปิดช่องเอื้อให้เกิดการทุจริต เช่น ระเบียบ กกต. ข้อ 122 ที่กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเปิดช่องให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือ 'โหวตล็อก' อันกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33, ขบวนการบล็อกโหวตหรือลงคะแนนตามโพย, การแต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง, การปรับผลประเมินเลขาธิการ กกต. จาก 'ไม่ผ่าน' เป็น 'ผ่าน' ตลอดจน การไม่รับสำนวนสอบสวนจาก DSI ทั้งที่มีการกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการอธิบายอย่างโปร่งใส เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้ย้ำว่า 'การมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า' คือมาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต. ต้องยึดถือตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมี หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 (หน้า 19) ซึ่งอ้างอิงรายงานการประชุมของวุฒิสภาในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ได้อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาของ กกต. ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน มิใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร กล่าวคือ หากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้วิญญูชนเห็นได้อย่างมีเหตุผลว่าน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งศาลสามารถออกหมายจับได้โดยอาศัยเพียง 'หลักฐานตามสมควร' การใช้มาตรฐาน 'มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า' ตามมาตรา 62 จึงมิใช่มาตรฐานที่สูงกว่านั้น หากเป็นจริงตามที่มีการกล่าวอ้างว่าสำนวนคดีมีเอกสารกว่า 80,000 แผ่น พร้อมพยานหลักฐานด้านนิติคณิตศาสตร์และข้อมูลอื่นประกอบแล้ว ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าจะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยได้หรือไม่ เพราะสิ่งนั้นเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา หากแต่เป็นการพิจารณาว่าได้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ตามหลักกฎหมายมหาชนกำหนดให้การใช้อำนาจรัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน และต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ข้อเท็จจริงและข้อกังวลที่เกิดขึ้น ทางออกที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากที่สุด คือการที่ กกต. ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ยื่นคำร้องและส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยคดี

759881120_1357771902525848_6751666674283129867_n (1)

-1-

“ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือคำวินิจฉัยที่ยุติธรรมตามความเป็นจริงและกฎหมาย ความไม่ยุติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง คือภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่นำไปสู่การขัดแย้งแตกแยกในสังคมโดยส่วนรวม” พ.ต.อ.ทวีระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อมหา'ลัย เล่นบท 2 หน้า 'ประสาทวิชา-เก็บค่าหัวคิว'
เมื่อมหา'ลัย เล่นบท 2 หน้า 'ประสาทวิชา-เก็บค่าหัวคิว'