News Logo
หน้าแรก
คดีใหญ่พัทยา! ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตปลัด-พวก ปมเอื้อบริษัทใช้ท่าเรือเฟอร์รี่

คดีใหญ่พัทยา! ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตปลัด-พวก ปมเอื้อบริษัทใช้ท่าเรือเฟอร์รี่

31 ก.ค. 2569 09:21
ผู้ชม 228 คน

"...ภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ผู้อำนวยการสำนักการช่างจึงสั่งการให้นายตรวจเขตพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบและได้รายงานตามบันทึกลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งเสนอความเห็นให้ออกคำสั่งรวม 3 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร (ค.3) คำสั่งห้ามใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคาร (ค.4) และคำสั่งให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (ค.9) แต่ปลัดเมืองพัทยากลับคืนเรื่องให้สำนักการช่างกลับไปพิจารณาใหม่ โดยไม่ได้ระบุเหตุผลใด ..."

ปัญหาการอนุญาต ให้บริษัทเอกชนใช้พื้นที่และก่อสร้างอาคารบนท่าเทียบเรือซี/C ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) ในการประกอบกิจการเดินเรือโดยสารประจำทาง เส้นทางพัทยา - หัวหิน โดยมิชอบ ที่เคยปรากฏเป็นข่าวดังในปี 2562

เมื่อ นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งเมืองพัทยา ที่ 3151/2562 พักราชการ นายชนัฐพงศ์ ศรีวิเศษ ปลัดเมืองพัทยา กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นเจตนาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เกี่ยวกับออกใบอนุญาตเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนใช้ท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวพัทยา-หัวหิน

ก่อนที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จะมีคำพิพากษาให้ “ยกฟ้อง” นายสนธยา คุณปลื้ม ในทุกข้อกล่าวหาที่ นายชนัฐพงศ์ และนายธรรมนูญ หินคำ อดีตนิติกรชำนาญการ กองการเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา ได้ฟ้องร้องทั้งหมด รวมถึงการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนการทุจริต ที่ถือว่า นายสนธยา ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยา และเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงนับเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

สกรีนช็อต 2026-07-31 090741

สกรีนช็อต 2026-07-31 090741

จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป จนกระทั่งปัจจุบันเวลาผ่านมา 7 ปี สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันว่า ในช่วงปี 2568 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดกรณี อดีตปลัดเมืองพัทยา กับพวก อนุญาตให้บริษัทเอกชนใช้พื้นที่และก่อสร้างอาคารบนท่าเทียบเรือซี/C ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) ในการประกอบกิจการเดินเรือโดยสารประจำทาง เส้นทางพัทยา - หัวหิน โดยมิชอบ เป็นทางการแล้ว

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 บริษัทจำกัดแห่งหนึ่งได้มีหนังสือถึงปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา เพื่อขอปรึกษาหารือเกี่ยวกับการใช้ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) เป็นท่าเทียบเรือฝั่งตะวันออกในการประกอบกิจการเดินเรือโดยสารประจำทาง เส้นทางพัทยา – หัวหิน และได้ยื่นคำร้องขออนุญาตเทียบเรือ (ตามแบบ ช.ท.1) ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ต่อเมืองพัทยา โดยมีนิติกรชำนาญการซึ่งช่วยราชการหน้าห้องของปลัดเมืองพัทยาเป็นผู้รับคำร้อง ให้คำปรึกษาและเดินเรื่องในการออกใบอนุญาต รวมทั้งจัดทำร่างใบอนุญาตเทียบเรือเสนอปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา ออกใบอนุญาตเลขที่ 24/2559 (ครั้งที่ 1) ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ให้แก่บริษัทดังกล่าว

ทั้งที่ คำร้องขออนุญาตไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเรือที่ขออนุญาตเทียบท่า ไม่มีการตรวจลำเรือก่อนออกใบอนุญาต และไม่ปรากฏว่าบริษัทฯ ได้เข้ามาชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมตามที่เมืองพัทยามีหนังสือแจ้งแต่อย่างใด

ประกอบกับใบอนุญาตเทียบเรือที่ออกให้บริษัท รอยัล พาสเสนเจอร์ ไลเนอร์ จำกัด มีรูปแบบและลักษณะผิดไปจากที่เมืองพัทยากำหนด

มีการระบุเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตต้องปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือซี/C โดยออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด และต้องยื่นคำร้องขอเช่าท่าเทียบเรือต่อเมืองพัทยา พร้อมทั้งชำระค่าเช่าและค่าธรรมเนียม

อีกทั้งการอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือมีระยะเวลายาวนานถึง 3 ปี (28 พฤศจิกายน 2559 – 28 พฤศจิกายน 2562) ซึ่งมากกว่ากรณีอื่นที่อนุญาตให้เทียบเรือไม่เกิน 1 ปี และยังเป็นการอนุญาตให้เรือทุกลำและทุกขนาดของบริษัทฯ เข้ามาจอดเทียบท่าซี/C ได้

ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ต่อเมืองพัทยา ขอให้พิจารณาอัตราค่าเช่าท่า/ค่าธรรมเนียมท่าเทียบเรือ

ปลัดเมืองพัทยา ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของเมืองพัทยา ได้สั่งการเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2559 ให้นัดประชุมคณะกรรมการดังกล่าวในวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นระยะเวลากระชั้นชิด

ทำให้ฝ่ายเลขานุการไม่สามารถรวบรวมข้อมูลและส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมทั้งเอกสารประกอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้า เป็นเหตุให้ที่ประชุมไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของบริษัทฯ ว่าต้องการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ท่าเทียบเรือซี/C แต่เพียงผู้เดียว

แต่เข้าใจว่าเป็นเพียงการอนุญาตให้จอดเรือหรือเทียบเรือเพื่อรับ-ส่งนักท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่มีการจอดเรือเป็นประจำหรือค้างคืน และไม่ได้มีการครอบครองท่าทั้งท่า รวมทั้งไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องการจะก่อสร้างอาคารบนท่าเทียบเรือแต่อย่างใด

ที่ประชุมจึงมีมติให้คิดค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์เป็นค่าธรรมเนียม (ซึ่งมีอัตราน้อยกว่าค่าเช่า)

จากนั้นปลัดเมืองพัทยาได้มอบหมายให้นิติกรชำนาญการ จัดทำประกาศกำหนดค่าธรรมเนียม และลงนามออกเป็นประกาศเมืองพัทยา เรื่อง การจอดเรือเพื่อรับ-ส่งนักท่องเที่ยวที่ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากกลุ่มงานกฎหมายเพื่อจัดทำเป็นระเบียบกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจอดเรือให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติเมืองพัทยา เรื่อง การจอดเรือ เทียบเรือ และการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือ พ.ศ. 2546 ก่อน

อีกทั้งยังมีการปกปิดประกาศไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบ เป็นเหตุให้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมของเมืองพัทยาล่าช้าและน้อยกว่าความจริง

ในช่วงเดือนธันวาคม 2559 บริษัทดังกล่าวได้ทำการก่อสร้างอาคารมีลักษณะถาวร จำนวน 3 หลัง บนสะพานท่าเทียบเรือซี/C เพื่อใช้เป็นจุดตรวจตั๋วผู้โดยสาร (จุดเช็คอิน) และที่พักคอยผู้โดยสาร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคาร และได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของท่าเทียบเรือแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัทฯ และเรือทุกประเภทไม่สามารถเข้าเทียบท่าเรือซี/C ได้ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของเมืองพัทยา ซึ่งหากบริษัทฯ จะใช้ประโยชน์จากท่าเทียบเรือซี/C ทั้งหมด เมืองพัทยาต้องจัดเก็บรายได้ในลักษณะค่าเช่า

ซึ่งภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ผู้อำนวยการสำนักการช่างจึงสั่งการให้นายตรวจเขตพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบและได้รายงานตามบันทึกลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งเสนอความเห็นให้ออกคำสั่งรวม 3 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร (ค.3) คำสั่งห้ามใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคาร (ค.4) และคำสั่งให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (ค.9)

แต่ปลัดเมืองพัทยากลับคืนเรื่องให้สำนักการช่างกลับไปพิจารณาใหม่ โดยไม่ได้ระบุเหตุผลใด

จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2562 สำนักการช่างจึงได้เสนอคำสั่งเดิมอีกครั้งผ่านปลัดเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยาในขณะนั้นได้ลงนามในคำสั่งทั้งสามฉบับตามที่เสนอ

จากนั้นบริษัทฯ จึงได้รื้อถอนอาคารออกไปในช่วงต้นปี 2563 และเมืองพัทยาได้แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าวแล้ว

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนเอกสารหลักฐานต่างๆ มีมติดังนี้

  • 1.การกระทำของปลัดเมืองพัทยา มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

  • 2.การกระทำของนิติกรชำนาญการ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

  • 3.การกระทำของผู้อำนวยการสำนักการช่าง จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

อย่างไรก็ดี การชี้มูลความของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหา ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อีก

ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินคดีนี้ไปแล้วหรือไม่

หากมีข้อมูลเพิ่มเติม สำนักข่าว Next News จะนำมาเสนอต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ปลัดเมืองพัทยา
เอื้อบริษัทใช้ท่าเรือเฟอร์รี่
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผลสอบ กก.ชุด 26 ชี้ ‘ฮั้ว สว.’ ผู้ถูกกล่าวหา 427 ราย ชงถอนสิทธิ 31 คน
ผลสอบ กก.ชุด 26 ชี้ ‘ฮั้ว สว.’ ผู้ถูกกล่าวหา 427 ราย ชงถอนสิทธิ 31 คน