ป.ป.ช. สนธิกำลังหลายหน่วยงานรัฐ บุกสถานปฏิบัติธรรมสระบุรี ตามสืบหลักฐานคดีครูบาชัยวัฒน์ รุกป่า-ฉ้อโกงประชาชน ทวงคืนที่ดินรัฐ 20,000 ไร่ เผยแนวทางปฏิรูปที่ดิน สร้างโมเดลแก้ปัญหาการทุจริตเชิงรุก ด้านรองผู้ว่าฯสระบุรีย้ำท้องถิ่นไม่ได้นิ่งเฉย แต่กระบวนการต้องใช้เวลา โอดเจ้าหน้าที่มีเท่านี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือด้วย
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 คณะทำงานจากสี่หน่วยงานหลักที่ต่อต้านการทุจริตและต่อต้านการรุกป่า ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมป่าไม้ ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรม "ชนะใจ" หรือ "วัดป่าชนะใจ" ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีอย่างละเอียด เพื่อสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการบุกรุกที่ดินของรัฐและการฉ้อโกงประชาชนที่เกี่ยวข้องกับสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ โดยเฉพาะในส่วนของการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินและเส้นทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ปฏิบัติการในวันนี้เป็นการติดตามผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินคดีกับ พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อคฺคชโย หรือที่รู้จักกันในนาม "ครูบาชัยวัฒน์" เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ซึ่งถูกตั้งข้อหาสำคัญคือการบุกรุกพื้นที่ป่าควบคุมและข้อหาฉ้อโกงประชาชน จากพฤติการณ์ที่ได้บุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้และที่ดิน ส.ป.ก. รวมแล้วกว่า 2,000 ไร่ เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากผู้เสียหายจำนวนมากที่ได้เข้าแจ้งความว่าถูกหลอกลวงให้ร่วมเรี่ยไรเงิน เพื่อทำการซื้อขายและจับจองกุฏิที่พักภายในสถานปฏิบัติธรรม แต่ละหลังมีมูลค่าประมาณ 500,000 บาท ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดแล้วกว่า 20 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่และแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า ทาง ป.ป.ช. ได้เข้ามาติดตามความคืบหน้าของการดำเนินคดีและกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกจังหวัดจะต้องอยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ พื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
นายนิติพันธ์ชี้ว่า ป.ป.ช. จะไม่ปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำพื้นที่ของรัฐไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ สถานปฏิบัติธรรมชนะใจ หรือวัดป่าชนะใจแห่งนี้ ตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลาดชันและค่อนข้างชัน การก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการทำถนน และการจัดหาระบบน้ำ ซึ่งจากการสำรวจพบเห็นท่อน้ำที่ค่อนข้างใหญ่ คาดว่ามีการขุดเจาะแหล่งน้ำใต้ดิน แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่มีการวางแผนและใช้เครื่องจักรกลหนัก ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติในพื้นที่ป่าและที่ดิน ส.ป.ก.
นายนิติพันธ์ยังกล่าวอีกว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นความรับผิดชอบหลักของสองหน่วยงานคือ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมป่าไม้ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าใครคือเจ้าของความรับผิดชอบหลักในแต่ละส่วน และจะมีการดำเนินการแจ้งความหรือสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำได้อย่างไร ทั้งนี้ การติดตามผลของ ป.ป.ช. จะมีขึ้นทุก 3 เดือน และหากภายใน 6 เดือนไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใดๆ ป.ป.ช. ก็จะเข้ามาติดตามด้วยตนเอง พร้อมทั้งจะเสนอมาตรการต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐในภาพรวม ซึ่งลักษณะการบุกรุกเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยหน่วยงานของรัฐมักจะตามหลังผู้กระทำความผิดเสมอ
"วัดป่าชนะใจ อาจจะเป็นโมเดลแรกที่ ป.ป.ช. ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ เช่น การกันแนวเขตให้ชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นป่าที่ไม่อาจออกเอกสารสิทธิ์ได้จริง ๆ แล้วที่ดิน ส.ป.ก. หากยังไม่มีการออกหลักฐานการถือครอง ก็ต้องถือว่าเป็นที่ป่าโดยสมบูรณ์ ใครเข้ามาก็ถือว่าบุกรุก เพราะไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์อยู่แล้ว ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณม่วงเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีที่ดิน ส.ป.ก. ที่ถูกบุกรุกกว่า 20,000 ไร่ ที่สามารถเข้าถึงได้จากหลายจุดและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้การดูแลเป็นไปได้ยาก" นายนิติพันธ์กล่าวและกล่าวว่านอกจากนี้ ยังพบปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ในอีกหลายพื้นที่ เช่น เขาหินสอยดาว การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางการรังวัด หรือการปักหมุด ก็จะช่วยให้สามารถขีดเส้นแบ่งเขตได้อย่างชัดเจนว่าตรงไหนคือพื้นที่ที่สามารถทำกินหรืออยู่อาศัยได้ และตรงไหนคือพื้นที่ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ให้กับคนในชาติ เพราะปัจจุบันนี้การบุกรุกได้ลุกลามไปถึงขั้นที่ชาวต่างชาติเข้ามาบุกรุกแล้ว ทำให้คนไทยต้องไปกระทำผิดกฎหมายบุกรุกต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องมีการจัดการทั้งระบบ นายนิติพันธ์กล่าวเน้นย้ำ
รองเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่าด้านสถานการณ์ในปัจจุบัน ภายหลังจากการดำเนินคดีและมาตรการต่างๆ พระสงฆ์ที่เคยจำพรรษาอยู่ที่นี่ได้รับการนิมนต์ให้กลับไปอยู่วัดเดิมในส่วนที่เหมาะสมแล้ว แต่ยังคงมีฆราวาสบางส่วน อาทิ แม่ชี หรือบุคคลทั่วไปไม่กี่คนที่ยังคงอยู่อาศัยในพื้นที่ ซึ่งถือว่าไม่มีสิทธิ์อยู่อาศัย เจ้าหน้าที่ได้พยายามแจ้งประสานให้ทราบแล้วว่าไม่สามารถเข้าอยู่ได้ ทำให้จำนวนผู้ที่อยู่อาศัยลดน้อยลง นายนิติพันธ์กล่าวว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม หากสั่งให้หยุดก็คือต้องหยุด และหากมีการดำเนินการต่อโดยแอบมา หรือมาให้เห็น ป.ป.ช. ก็จะเข้ามาตรวจสอบทันที
ในประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกรุก นายนิติพันธ์กล่าวว่า ทาง ป.ป.ช. กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เนื่องจากจากสภาพพื้นที่ก็ต้องยอมรับว่าการดูแลรักษานั้นทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ถูกยกให้เป็น ส.ป.ก. แล้ว อาจจะต้องมีการกันแนวเขตให้ชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นป่าที่ไม่อาจออกเอกสารสิทธิ์ได้ การดำเนินการจะต้องดูว่าในความรับผิดชอบหลักของใคร แต่ทั้ง ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ถือเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หากมีการบุกรุกหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กฎหมายของ ส.ป.ก. ปัจจุบันค่อนข้างอ่อนตัวลง สามารถจำหน่ายจ่ายโอนให้คนใกล้ชิดได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การนำที่ดินไปใช้ประกอบกิจการที่ไม่ใช่เกษตรกรรม เช่น โรงแรมหรือรีสอร์ต ซึ่งหากจะดำเนินการในลักษณะนี้ จะต้องมีการขออนุญาตให้ถูกต้อง ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง และต้องคำนึงถึงว่าเกษตรกรยังขาดแคลนพื้นที่ทำกินอยู่ หากพื้นที่เยอะขนาดนี้ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ อาจจะไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ป.ป.ช. เองคงต้องเสนอมาตรการเหล่านี้จากบทเรียนที่ได้รับ เพื่อให้รัฐบาลช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ชัดเจนต่อไป
ด้านนายเลิศชัย นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้กล่าวถึงบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่นว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจในการกำกับดูแลอยู่แล้ว แต่พื้นที่บางแห่งที่อยู่ห่างไกล หรือมีการลักลอบกระทำความผิด มักจะพยายามหลบหลีกสายตาเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม จังหวัดจะดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายหากพบข้อเท็จจริง และ ป.ป.ช. ก็มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบว่ามีการละเลยหรือไม่
เมื่อถามถึงในส่วนของการรายงานความผิดปกติก่อนหน้านี้ นายเลิศชัยชี้แจงว่า โดยปกติแล้วหากไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ หรือไม่มีการกระทำผิด ก็จะไม่มีการรายงาน แต่หากมีข้อสังเกตหรือคาดว่าจะมีการกระทำความผิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปดำเนินการทันที
"ความร่วมมือจากชาวบ้านและสื่อมวลชนในการแจ้งข้อมูลก็เป็นสิ่งสำคัญ หากรับทราบแต่ไม่รายงาน จังหวัดก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้" นายเลิศชัยกล่าว
นายเลิศชัยยังยืนยันว่า จังหวัดสระบุรีให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. อย่างเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ในทุกๆ ด้าน โดยพร้อมให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงทุกประเด็นที่ ป.ป.ช. ต้องการ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและครอบคลุม ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนของจังหวัด ที่จะให้ข้อเท็จจริงทั้งหมด ส่วนใครผิดใครถูกก็ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
"อย่าเพิ่งคิดว่าส่งเรื่องไปให้ท้องถิ่นดำเนินการแล้ว เขาเงียบหาย เขาไม่ได้เงียบหาย กระบวนการขั้นตอนทุกอย่างใช้เวลา" รองผู้ว่าฯสระบุรีกล่าว พร้อมอธิบายว่าการตรวจสอบพื้นที่ การรังวัด และการขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นต้องใช้เวลาและเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่ใช่เรื่องที่จะดำเนินการได้ในทันที และกล่าวเสริมว่า "เจ้าหน้าที่เรามีเท่านี้ ถ้าเกิดถ้าจะให้เป็นเชิงรุกพวกท่านต้องร่วมมือด้วย"




