ถ้าเอาทีโออาร์เดิมที่ ม.บูรพาชนะการประกวดราคามาใช้ มหาวิทยาลัยที่ชนะการประกวดราคาครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสเข้ามาได้ แต่ถ้าเอาสูตรทีโออาร์ ปัจจุบันเนี่ย ม.ธรรมศาสตร์ ม.บูรพา มทร.ธัญบุรี ก็ไม่สามารถเข้าผ่านไปได้ มันเป็นวิธีการที่มีนัยยะสำคัญสำหรับการปรับแก้เงื่อนไขหลายๆ อย่างมาก และก็ทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็นการเอื้อประโยชน์โดยที่เขาไม่ประสงค์จะเอามหาลัยที่ไม่สามารถพูดคุยได้
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายพีรพัฒน์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมด้วยน.ส.จุฑารัตน์ ตำนานวัน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ และทีมบริหารของมหาวิทยาลัยบูรพา ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ทำหน้าที่เป็นประธาน
โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัยบูรพาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการถูกยกเลิกสัญญาจ้างจัดสอบแข่งขันบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพามองว่ากระบวนการดังกล่าวเต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรม และการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีความผิดปกติหลายประการ
จุดเริ่มต้นของการจัดซื้อจัดจ้างและการพลิกผันของผลการคัดเลือก
นายพีรพัฒน์ มั่งคั่ง เปิดเผยถึงลำดับเหตุการณ์ว่า ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2566 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เชิญมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ยื่นข้อเสนอและข้อกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) สำหรับการจัดสอบ โดยมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหนึ่งใน 6 สถาบันที่ได้รับเชิญและได้ยื่นข้อเสนอไปในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 โดยทราบว่ามีเพียงมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่ยื่นข้อเสนอแข่งขัน
ในขณะที่กระบวนการกำหนดราคากลางพบซึ่งดำเนินการสำรวจโดยกรมส่งเสริมฯในช่วงเริ่มต้นของการจัดซื้อจัดจ้าง พบว่ามีอยู่ 4 มหาวิทยาลัยที่ถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดราคากลาง ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) 2.มหาวิทยาลัยบูรพา 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 4.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี)
ต่อมาในวันที่ 4 กันยายน 2566 กรมส่งเสริมฯ ได้ประกาศให้ มทร.ธัญบุรี เป็นผู้ชนะการเสนอราคา โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาคะแนน 60:40 (ราคา 60% และคุณภาพ/ประสิทธิภาพ 40%)
น.ส.จุฑารัตน์ ตำนานวัน ได้อธิบายถึงการอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาว่า มหาวิทยาลัยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ใน 7 วันทำการ โดยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 11 กันยายน 2566 ประเด็นหลักในการอุทธรณ์คือเรื่องจำนวนครั้งในการจัดสอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพามีประสบการณ์ 85 ครั้ง ขณะที่ มทร.ธัญบุรี ยื่นมามีประสบการณ์ 19 ครั้ง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีหลายครั้งเป็นการให้เช่าสถานที่สอบ ไม่ใช่การจัดสอบครบกระบวนการตามที่ทีโออาร์กำหนด ทำให้เหลือเพียง 11 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มหาวิทยาลัยบูรพามี 15 ผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข
ประเด็นนี้กรมบัญชีกลางได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีข้อผิดพลาดอย่างมีนัยยะสำคัญและมีผลต่อการให้คะแนน ส่งผลให้คะแนนของมหาวิทยาลัยบูรพาพลิกกลับมานำ ดังนั้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 กรมบัญชีกลางจึงตอบกลับมาว่าผลการอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาฟังขึ้น และมีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยยะสำคัญ
ดร.พีรพัฒน์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
มหาวิทยาลัยบูรพาขึ้นเป็นผู้ชนะ – แต่ไม่ได้รับการลงนามในสัญญา
จากผลการอุทธรณ์ดังกล่าว กรมส่งเสริมฯ จึงประกาศผู้ชนะใหม่เป็นมหาวิทยาลัยบูรพาในวันที่ 28 ธันวาคม 2566 และมีหนังสือเชิญให้มหาวิทยาลัยบูรพาไปลงนามสัญญาจ้างในวันที่ 10 มกราคม 2567 โดยกำหนดให้ลงนามภายใน 5 วันทำการ
น.ส.จุฑารัตน์ ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยบูรพาได้ไปลงนามในสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 เพราะหากไม่ไปจะถือว่าทิ้งงานตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นายพีรพัฒน์และทีมงานเพิ่งทราบในภายหลังว่าเอกสารสัญญาที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้ลงนามไปแล้วนั้น ยังไม่ได้รับการลงนามจากอธิบดีกรมส่งเสริมฯ แต่อย่างใด
ข้อกล่าวหา "ทุจริต" และการชะลอการลงนาม
หลังจากนั้นในวันที่ 18-19 มกราคม 2567 กรมส่งเสริมฯ ได้มีหนังสือแจ้งมหาวิทยาลัยบูรพาขอชะลอการลงนามในสัญญาจ้าง โดยอ้างว่ามีกลุ่มเครือข่ายต่อต้านการทุจริตได้ร้องเรียนเข้ามายังกระทรวงมหาดไทย ขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบและทบทวนการอนุมัติจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา
นายพีรพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการอ้างถึงข้อร้องเรียน แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่เคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายผู้ร้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หรือเนื้อหาของหนังสือร้องเรียน มีเพียงการกล่าวอ้างว่า "เครือข่ายมาร้องเรียน" ซึ่งทราบภายหลังว่ามากันเป็นรถตู้แต่ไม่เคยเห็นหน้า และไม่เคยได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อกล่าวหา
นายพีรพัฒน์ระบุว่าข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสและการซื้อขายตำแหน่งของมหาวิทยาลัยบูรพาดูเหมือนจะเป็น "บัตรสนเท่ห์ชนิดพิเศษ" เพราะไม่มีแก่นสาระหรือต้นตอที่ชัดเจน และถึงปัจจุบันก็ไม่เคยมีการดำเนินคดีใดๆ กับมหาวิทยาลัยบูรพาในข้อหาทุจริต
มหาวิทยาลัยบูรพาได้ถูกเชิญให้ไปนำเสนอมาตรการการตรวจสอบในวันที่ 25 มกราคม 2567 และอีกครั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ร่วมกับภาคีเครือข่ายเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) แต่หลังจากนำเสนอไปก็ได้รับแจ้งว่า "มาตรการยังไม่เพียงพอ" โดยไม่มีการระบุว่าขาดประเด็นใดบ้างหรือควรเพิ่มเติมอะไร
การยกเลิกสัญญาและคำถามถึง "ความสัมพันธ์อันดี"
กระบวนการตรวจสอบกินเวลากว่า 7-8 เดือน จนกระทั่งในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 กรมส่งเสริมฯ ได้ประกาศยกเลิกผู้ชนะซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยบูรพาอย่างกะทันหัน โดยไม่มีการหารือหรือแจ้งมหาวิทยาลัยบูรพาก่อน โดยมหาวิทยาลัยทราบข่าวพร้อมกับสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย
น.ส.จุฑารัตน์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยบูรพาได้ทำบันทึกชี้แจงข้อเท็จจริงเสนอต่ออธิการบดีเพื่อพิจารณาฟ้องศาลปกครอง แต่กองกฎหมายและอธิการบดีได้เสนอความเห็นกลับมาว่า "เพื่อความสัมพันธ์อันดีในระหว่างหน่วยงานของเราและกรมส่งเสริมฯด้วยกัน" จึงขอให้ยุติข้อพิพาทตรงนี้ โดยมองถึงผลงานและงานที่จะทำร่วมกันในอนาคต และไม่อยากให้เกิดการฟ้องร้องระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน จึงเป็นที่มาที่ทำให้มหาวิทยาลัยบูรพายุติเรื่องนี้เพียงเท่านี้
ความไม่โปร่งใสในทีโออาร์ การสอบท้องถิ่นฉบับใหม่และการไม่เข้าร่วมการแข่งขัน
นายพีรพัฒน์และน.ส.จุฑารัตน์ ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่มหาวิทยาลัยบูรพาตัดสินใจไม่ยื่นข้อเสนอในการจัดสอบครั้งใหม่หลังจากถูกยกเลิก โดยมองว่าร่างขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ฉบับใหม่มีความไม่โปร่งใสและมีลักษณะ "เอื้อประโยชน์" หลายประการ
1.การส่งข้อมูล: ทีโออาร์ฉบับเดิมไม่ได้ระบุรูปแบบการส่งข้อมูล ทำให้มหาวิทยาลัยบูรพาเลือกใช้ CD ที่ยากต่อการแก้ไข แต่ทีโออาร์ฉบับใหม่กำหนดให้ส่งข้อมูลในรูปแบบ "แฟลชไดรฟ์" ซึ่งสามารถแก้ไขได้ง่ายกว่า และข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ที่ผู้ว่าจ้าง (กรมส่งเสริมฯ) ไม่ใช่หน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ
2.การตรวจข้อสอบ: ทีโออาร์ฉบับใหม่กำหนดให้มีการตรวจข้อสอบใน 10 ภูมิภาค ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ตรวจรวมศูนย์ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของข้อมูล ความเสี่ยงที่ข้อมูลจะไม่เป็นจริง และช่องว่างที่อาจนำไปสู่การไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "เฉลยข้อสอบ" ที่จะต้องถูกขนส่งไปยังภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการ "ข้อสอบรั่ว" อย่างมาก
3.ผู้สังเกตการณ์: ทีโออาร์ฉบับใหม่ระบุว่าการตั้งผู้สังเกตการณ์ "เป็นไปตามที่ คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) กำหนด" ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่ทราบว่า กสถ. จะกำหนดบุคคลใดเข้ามาสังเกตการณ์ ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นบุคคลจากสายการเมืองหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากมาตรฐานทั่วไปที่มักระบุผู้แทนหน่วยงานที่ชัดเจน
4.เกณฑ์ประสบการณ์: มีการเปลี่ยนแปลงการคิดคะแนนประสบการณ์อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยลดสเปกของประสบการณ์ที่จำเป็นลง ทำให้มหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์จัดสอบขนาดใหญ่หลักแสนที่นั่งได้คะแนนเท่ากับมหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์จัดสอบเพียงหลักหมื่นที่นั่งในเขตกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว โดยนายพีรพัฒน์มองว่าเป็นการ "ปลดสเปก" เพื่อให้สถาบันที่มีประสบการณ์น้อยสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ "เอกชน" เข้ามาดำเนินการได้ ทั้งที่ไม่มีพันธกิจด้านนี้
"ถ้าเอาทีโออาร์เดิมที่ ม.บูรพาชนะการประกวดราคามาใช้ มหาวิทยาลัยที่ชนะการประกวดราคาครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสเข้ามาได้ แต่ถ้าเอาสูตรทีโออาร์ ปัจจุบันเนี่ย ม.ธรรมศาสตร์ ม.บูรพา มทร.ธัญบุรี ก็ไม่สามารถเข้าผ่านไปได้ มันเป็นวิธีการที่มีนัยยะสำคัญสำหรับการปรับแก้เงื่อนไขหลายๆ อย่างมาก และก็ทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็นการเอื้อประโยชน์โดยที่เขาไม่ประสงค์จะเอามหาลัยที่ไม่สามารถพูดคุยได้" นายพีรพัฒน์กล่าว
การเจรจาขอให้ถอนอุทธรณ์และอิทธิพลจากภายในกรมส่งเสริมฯ
นายพีรพัฒน์ยังได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์สำคัญภายหลังจากที่ ม.บูรพาได้รับชัยชนะจากการอุทธรณ์ผลการประกวดราคาในช่วงปี 2566 โดยระบุว่ามีบุคลากรจากกรมส่งเสริมการปกครองฯ ได้พยายามเข้ามาเจรจาถึงสามครั้งเพื่อโน้มน้าวให้ ม.บูรพายินยอมเซ็นถอนอุทธรณ์ โดยเสนอเงื่อนไขว่าจะมีการเปิดคัดเลือกใหม่ทันที หากยอมทำตามนั้น
ทั้งนี้ เนื้อหาที่ถูกนำมาใช้ประกอบการเจรจาเพื่อให้ขอถอนอุทธรณ์ระบุว่า มทร.ธัญบุรี และ ม.บูรพา มีการถูกร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสในการซื้อขายตำแหน่ง และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ จึงขอให้ทั้งสองสถาบันสละสิทธิ์ในการไม่ไปลงนามและพร้อมเข้าสู่กระบวนการแข่งขันใหม่
แต่ทว่านายพีรพัฒน์ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมเซ็นถอนอุทธรณ์ ซึ่งนำไปสู่คำพูดกดดันจากคนในกรมส่งเสริมฯ ที่กล่าวกับนายพีรพัฒน์ว่า "อาจารย์คิดดีๆ นะ ถ้าผลออกมาแล้วว่าบูรพาแพ้ก็คือแพ้ แต่ถ้า ม.บูรพาชนะอุทธรณ์ ขึ้นมาเนี่ยในเอกสารของการกล่าวอ้าง ซึ่งระบุว่ามีการตอบล่าช้า จะมีการอ้างว่า ม.บูรพา ยื่นอุทธรณ์ ยังไงก็ตาม ถ้าอาจารย์ไม่ถอนอุทธรณ์ตอนนี้ มีค่าเท่ากันเปิดสรรหาใหม่"
หรือสรุปก็คือ นายพีรพัฒน์กล่าวถึงความพยายามบีบบังคับให้ ม.บูรพายอมสละชัยชนะ โดยชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะชนะอุทธรณ์หรือไม่ หากไม่ยอมถอนอุทธรณ์ ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะถูกนำไปสู่การเปิดสรรหาใหม่และลบล้างผลการอุทธรณ์ของ ม.บูรพาไปโดยปริยาย
นายพีรพัฒน์ยังกล่าวถึงการที่รองอธิบดีกรมส่งเสริมฯ เป็นผู้ลงนามประกาศผลการอุทธรณ์ให้ ม.บูรพาชนะ แทนที่จะเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมฯ เป็นการ "แสดงออกถึงความไม่พอใจในมหาลัยที่ที่ได้เข้ามาอย่างชัดเจนมาก"
ประสบการณ์การจัดสอบท้องถิ่นในอดีต และความกังวลในปัจจุบัน
น.ส.จุฑารัตน์ ได้กล่าวย้อนรอยเปิดเผยประสบการณ์การจัดสอบให้กับกรมส่งเสริมฯ มาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2560 มีผู้สมัคร 640,000 กว่าคน เข้าสอบประมาณ 400,000 คน และในปี 2564 (ช่วงโควิด) มีผู้มีสิทธิ์สอบ 498,725 คน เข้าสอบประมาณ 380,000 กว่าคน
นายพีรพัฒน์เล่าว่าในครั้งแรกที่ชนะการจัดสอบนั้นมหาวิทยาลัย "ไม่ใช่ผู้ถูกเลือก" และเกิดปัญหาจำนวนมากถึงขนาดมีการเจรจาขอ "โอนสิทธิ์" ให้มหาวิทยาลัยอื่นทำแทน ในครั้งต่อมาที่ชนะก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเช่นกัน และในการเสนอสอบครั้งล่าสุดก่อนถูกยกเลิก (การประกวดราคาในปี 2566) ตนเอง "ไม่ประสงค์" จะเข้าร่วมแล้ว เนื่องจากปัญหาที่เยอะมาก แต่ได้รับคำร้องขอจากกรมส่งเสริมฯว่าต้องให้ ม.บูรพาเข้าร่วม
โดยนายพีรพัฒน์อ้างคำกล่าวของอธิบดีกรมส่งเสริมฯ ที่เห็นความสามารถของมหาวิทยาลัยบูรพาในการจัดสอบที่ไม่เคยมีคดีความ ซึ่งตนปฏิเสธไป 2 ครั้ง จนกระทั่งถูกหลอกให้ยื่นเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากถูกโน้มน้าวว่า ม.บูรพาอาจเผชิญผลกระทบต่อการจัดอบรมของบุคลากรมหาวิทยาลัย หากมีปัญหากับกรมส่งเสริมฯ เนื่องจากไม่ยอมยื่นประกวดราคา

ไทม์ไลน์พิพาท ม.บูรพา-กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
ข้อเสนอแนะและอิทธิพลทางการเมือง
นายพีรพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายแสดงความเชื่อว่า "คนเกี่ยวพัน ยังไงก็ไม่สามรถฝ่าไปถึงคนตัวใหญ่ได้" หมายถึงการดำเนินคดีอาจไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการระดับสูงได้ แม้ว่ากระบวนการสอบของกรมส่งเสริมฯ ในอดีตจะมีความเข้มงวดและรัดกุมที่สุดในประเทศ แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและคณะกรรมการที่ไม่มีประสบการณ์ ทำให้เกิดการสอบในรูปแบบเก่าที่เคยให้จังหวัดจัดสอบเอง
นายพีรพัฒน์เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวโดยการใช้ผลสอบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และให้สถาบันการศึกษาเข้ามาจัดสอบภาค ข. ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดและ "โกงกันลำบาก"
เมื่อถูกถามถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง นายพีรพัฒน์ระบุว่ามีการพยายามเสนอให้มี สส. และนักการเมืองเข้ามาเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ในกระบวนการสอบ ซึ่งตนเองตั้งคำถามว่า "จะเลือกพรรคไหน เอามาจากพรรคไหน" และส่วนตัวมองว่านี่เป็นความพยายามดึงหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องจำเป็น และทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการถูกกลั่นแกล้งในอนาคต
น.ส.จุฑารัตน์ เสริมว่าประเด็นเรื่องผู้สังเกตการณ์ที่ "เป็นไปตามที่ กสถ. กำหนด" โดยไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากว่าจะเป็นบุคคลจากสายการเมืองหรือฝ่ายใดเข้ามา และทำให้ขาดความชัดเจนในการทำงาน
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




