กมธ.ฯได้สอบถามถึงการสอบสวนภายใน สถ. ว่ามีการเรียกสอบบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ,นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดี สถ., และอดีตอธิบดี คนอื่นๆ ซึ่งผู้แทน สถ. ชี้แจงว่ากรมส่งเสริมฯและกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งกรรมการสอบวินัยและสอบข้อเท็จจริง แต่เน้นว่าการสอบภายในมุ่งแก้ไขคะแนน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ได้มีการประชุมคณะกมธ.ฯการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 15 ณ ห้องประชุมคณะกมธ.ฯ CA 308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมี นายรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการ (กมธ.)กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบกระบวนการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใส สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญในครั้งนี้ คือการพิจารณา "การดำเนินการตามกฎหมาย กรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567 - 2569"
ในการประชุมวันนี้ ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้แก่ ผู้ตรวจราชการ สถ., ผู้อำนวยการคุมงานมาตรฐานวินัย และนางสาวชบาไพร ชุนถนอม ผู้อำนวยการกองคลัง ได้เข้าชี้แจงสถานการณ์และแนวทางการดำเนินการกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น ท่ามกลางข้อสงสัยจากคณะกมธ.ฯถึงความโปร่งใสและเจตนาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น มีรายละเอียดดังนี้
สถ.แจงการแก้ไขผลคะแนนและการจำแนกกลุ่มผู้สอบที่ได้รับผลกระทบ
ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เริ่มต้นการชี้แจงโดยผู้ตรวจฯสถ. ซึ่งทำหน้าที่นำเสนอภาพรวมว่ากรมฯ มุ่งเน้นการจัดเรียงบัญชีการสอบแข่งขันให้เป็นไปตามคะแนนจริงและเป็นธรรม หลังจากนั้น ผู้อำนวยการคุมงานมาตรฐานวินัย ได้อธิบายถึงความคืบหน้าการดำเนินการอย่างละเอียดต่อที่ประชุมคณะกมธ.ฯ โดยระบุว่า ภายหลังจากการพบความคลาดเคลื่อนของผลคะแนนในการประกาศครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา ด้วยการนำผลคะแนนจากการตรวจกระดาษคำตอบที่ดำเนินการในวันแรก มาตรวจสอบกับฐานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่
ผลจากการตรวจสอบนี้ ทำให้เกิดการประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันใหม่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้บัญชีรายชื่อผู้สอบไม่ตรงกันกับประกาศฉบับเดิมบางส่วน โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่แล้วและสอบผ่านตามผลคะแนนที่แท้จริง จะได้รับการจัดลำดับที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ที่สอบตามผลคะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์นั้นถูกตัดรายชื่อออกไป ไม่ปรากฏในบัญชีใหม่ ผู้อำนวยการคุมงานมาตรฐานวินัยย้ำว่าการดำเนินงานนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่อง และคณะกรรมการกองกลางในการประชุมครั้งที่ 7 ทับ 2569 ได้เห็นชอบกำหนดแนวทางดำเนินการกับบุคคลกลุ่มที่สอบไม่ผ่าน รวมถึงกลุ่มบุคคลที่สอบผ่านแต่เมื่อจัดลำดับตามคะแนนที่แท้จริงแล้วได้ลำดับที่ลดลง
สถ. ได้จำแนกกลุ่มผู้สอบที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการที่แตกต่างกัน:
กลุ่มที่ 1: ผู้สอบผ่านตามผลคะแนนที่แท้จริง กลุ่มนี้คือผู้ที่สอบผ่านโดยสุจริต ซึ่งมีจำนวนประมาณเกือบหมื่นคน กสถ. มีมติว่าให้คงสิทธิ์เดิมทั้งหมด เช่น วันบรรจุเดิม เงินเดือนที่รับมา หรืออายุราชการและการทดลองปฏิบัติราชการยังคงเดิมทั้งหมด เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดความผิดพลาดในการสอบ และเป็นผู้สอบผ่านได้จริง
กลุ่มที่ 2: ผู้ที่คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ตามข้อ 18 กลุ่มนี้คือผู้ที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ (ภาค ก 60%, ภาค ข 60%, ภาค ค 50%) ซึ่งถือว่าสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ กสถ. จึงกำหนดแนวทางให้บุคคลกลุ่มนี้ต้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันบรรจุแต่งตั้ง โดยมีจำนวนประมาณ 3,411 คน
กลุ่มที่ 3: ผู้ที่สอบผ่านแต่ลำดับลดลง กลุ่มนี้แบ่งออกเป็นสองกรณี: หากสอบผ่านและแม้ลำดับจะลดลง แต่ยังอยู่ในลำดับที่สามารถเรียกบรรจุได้ ก็ยังคงให้บรรจุแต่งตั้งอยู่ต่อไป แต่จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนหรือไม่ และในอีกกรณีหนึ่ง หากลำดับลดลงจนไม่อยู่ในข่ายที่เรียกบรรจุได้ตามรอบที่ผ่านมา ก็จะต้องถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่วันบรรจุ เพื่อรอเรียกบรรจุอีกครั้งเมื่อถึงลำดับ
ผู้อำนวยการคุมงานมาตรฐานวินัยยังระบุว่า มีรายชื่อผู้ที่มีปัญหาคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบที่แท้จริงประมาณ 5,925 ถึง 5,926 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ที่สอบได้ด้วยตัวเองแต่กลับถูกเพิ่มคะแนนโดยไม่จำเป็นอีกประมาณ 100 กว่าคน ถึง 503 คน ผู้แทน สถ. ยืนยันว่าการจำแนกแต่ละกลุ่มนี้ คณะกรรมการ กสถ. และกองกลาง ได้พิจารณาจากผลคะแนนที่แท้จริง โดยไม่ได้เหมาเหมารวมทั้งหมด และได้มีหนังสือแจ้งแนวทางดำเนินการไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมส่งสำเนาและกระดาษคำตอบของผู้ที่ต้องมีการแก้ไขหรือพ้นจากตำแหน่ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินการต่อไป
สถ.ยืนยันกระดาษคำตอบเป็นหลักฐานน่าเชื่อถือที่สุด และแนวคิดการสอบสวน
การชี้แจงของ สถ. อ้างว่ายืนยันถึงความน่าเชื่อถือของกระดาษคำตอบที่ถูกสแกนเป็นหลักฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยผู้อำนวยการคุมงานมาตรฐานวินัย ได้ให้เหตุผลว่าการดำเนินการของ กสถ. ในการแก้ไขผลสอบนั้น เป็นการแยกเรื่องการแก้ไขผลสอบตามคะแนนจริงออกจากการหาผู้รับผิดชอบการทุจริต โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ 55/2560 เป็นแนวทาง ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวระบุว่า การกล่าวหาว่าบุคคลทุจริตจะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน และต้องให้โอกาสแก่บุคคลนั้นได้โต้แย้งและชี้แจงก่อนที่จะมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
ด้วยแนวคิดนี้ สถ. จึงพิจารณาว่า ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตามข้อ 18 ซึ่งเป็นผู้ที่สอบตกตามคะแนนที่แท้จริงนั้น สามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องให้โอกาสโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 อนุ 4 และ 6 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่สำหรับผู้ที่คะแนนที่แท้จริงสอบผ่าน แต่กลับมีคะแนนเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ สถ. เห็นว่าควรให้โอกาสโต้แย้งก่อนที่จะมีคำสั่งใดๆ
ผู้แทน สถ. ย้ำว่า กสถ. ไม่ได้ตัดสินว่าใครทุจริตหรือไม่ทุจริตในชั้นนี้ เพราะยังมีหน่วยงานที่ตรวจสอบอยู่
ในส่วนของการยืนยันข้อมูล นางสาวชบาไพร ชุนถนอม ผู้อำนวยการกองคลัง ได้ชี้แจงว่า สถ. ได้ตรวจสอบข้อมูลจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), ไฟล์สแกนกระดาษคำตอบ, และข้อมูลจากโรงพิมพ์จันวาณิชย์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ฐานนี้ถูกต้องตรงกันทั้งหมด และ สถ. ได้ยึดกระดาษคำตอบที่สแกนเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด
นางสาวชบาไพรยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแฟลชไดรฟ์ 2 ชุดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งประกอบด้วยแฟลชไดรฟ์คะแนนดิบ และไฟล์สแกนกระดาษคำตอบ 20 อัน เมื่อนำมาเปิดตรวจภายหลังพบปัญหาการทุจริต กลับพบว่า "คะแนนดิบกับคะแนนที่ตีในไฟล์กระดาษคำตอบไม่ตรงกัน" โดยแฟลชไดรฟ์ทั้ง 20 อันนี้ได้ถูกส่งให้กับสำนักงานพิสูจน์หลักฐานและ ป.ป.ช. แล้ว
นางสาวชบาไพรยืนยันว่าไฟล์กระดาษคำตอบตรงกัน แต่คะแนนดิบไม่ตรงกัน ดังนั้น สถ. จึงตัดสินใจไม่นำคะแนนดิบมาใช้ในการพิจารณา เนื่องจากไม่น่าเชื่อถือ โดยโฟกัสที่กระดาษคำตอบที่สแกนเป็นหลักฐานที่ถูกต้องที่สุด ผู้แทน สถ. ยังเสริมว่า ไฟล์จากเครื่องตรวจนั้นมีการเข้ารหัส ไม่สามารถแก้ไขได้ และมีการระบุวันเวลาลำดับที่ชัดเจน ทำให้เชื่อมั่นในความสมบูรณ์ของข้อมูลจากกระดาษคำตอบ

กมธ.ฯตั้งข้อสังเกต สถ.ละเลยการสอบสวนภายใน-หาต้นตอทุจริต
ตลอดการชี้แจงของ สถ. คณะกมธ.ฯได้ตั้งคำถามและแสดงข้อสงสัยอย่างต่อเนื่องถึงความโปร่งใสและเจตนาในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการหาผู้รับผิดชอบและต้นตอของการทุจริต
ข้อสงสัยเรื่องแหล่งที่มาของ "รายชื่อเท็จ" และความน่าเชื่อถือของข้อมูล สถ.:
กมธ.ฯหลายคน โดยเฉพาะนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ได้ตั้งคำถามถึงความมั่นใจในข้อมูลที่ สถ. ใช้ถอดถอนผู้สอบว่ามีความถูกต้องเพียงใด และ สถ. ได้รับข้อมูลมาจากไหน มีการสอบถามถึงข้อมูลในห้องอธิบดี (ห้องมั่นคง) ของ สถ. ว่าตรงกับข้อมูลของจันวาณิชย์หรือไม่ และ สถ. ได้รับข้อมูลจากห้องอธิบดีแล้วหรือยัง
ซึ่งผู้แทน สถ. ตอบว่า "ไม่ทราบรายละเอียด" และ "ไม่สามารถให้ข้อมูลได้"
กมธ.ฯตั้งข้อสังเกตว่า สถ. ควรจะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ("รายชื่อเท็จ") ได้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากไหน หรือใครเป็นคนทำ
เมื่อถูกถามโดยตรงว่า "รายชื่อเท็จ" มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน ใครเป็นคนทำ ผู้แทน สถ. ตอบว่า "เจ้าหน้าที่ของผมก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำข้อมูล" และ "ผมก็ตอบไม่ได้ครับว่ามันเท็จจากไหน" โดยระบุว่า ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่
กมธ.ฯยังคงสงสัยว่าไฟล์คะแนนดิบของ สถ. ตรงกับไฟล์ของจันวาณิชย์ หรือ มศว หรือไม่ แต่ผู้แทน สถ. ไม่สามารถตอบได้โดยตรงเรื่องการเปรียบเทียบไฟล์ดังกล่าว โดยย้ำว่าไฟล์คะแนนดิบไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ จึงไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งทำให้คณะกมธ.ฯยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความไม่สอดคล้องของข้อมูล
ข้อถกเถียงเรื่องการละเลยการสอบสวนภายในองค์กร:
พลโท พงศกร รอดชมภู ที่ปรึกษาคณะกมธ.ฯ ได้ตั้งคำถามว่ากลุ่มผู้ควบคุมการรับจ้าง (ผู้สุ่มตรวจ) ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการหรือไม่ และ สถ. ได้ตั้งผู้ควบคุมการรับจ้างตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ พลโท พงศกร ยังถามถึงการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ สถ. ระดับ 8-9 (ผู้ช่วยเลขาฯ) ที่อาจนำเรื่องเข้า และถามว่ามีการสอบสวนขบวนการทุจริตนอกราชการด้วยหรือไม่
กมธ.ฯได้สอบถามถึงการสอบสวนภายใน สถ. ว่ามีการเรียกสอบบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ,นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดี สถ., และอดีตอธิบดี คนอื่นๆ ซึ่งผู้แทน สถ. ชี้แจงว่ากรมส่งเสริมฯและกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งกรรมการสอบวินัยและสอบข้อเท็จจริง แต่เน้นว่าการสอบภายในมุ่งแก้ไขคะแนน โดยประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการปกป้องกระบวนการประกาศที่คลาดเคลื่อน และขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขผลประกาศที่คลาดเคลื่อนเป็นลำดับแรก และเมื่อถูกถามย้ำถึงชื่อบุคคลสำคัญที่ถูกสอบสวน ผู้แทน สถ. ระบุว่า "ไม่ทราบ" และต้องให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งสร้างความกังขาให้ กมธ.ฯเป็นอย่างมาก

ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




