News Logo
หน้าแรก
'รักชนก-ธีระชาติ' ยื่น ป.ป.ช.สอบโครงการ TH-AI Passport ปมล็อกสเปก

'รักชนก-ธีระชาติ' ยื่น ป.ป.ช.สอบโครงการ TH-AI Passport ปมล็อกสเปก

1 ก.ย. 2569 11:08
ผู้ชม 18 คน

"รักชนก-ธีระชาติ" ยื่น ป.ป.ช. สอบ "TH-AI Passport" ชี้ปัญหาล็อกสเปก TOR ประชาสัมพันธ์บิลบอร์ด เอื้อเอกชนบางราย หวั่น Google ไทยเสี่ยงละเมิด กม.สหรัฐฯ เพราะพัวพันโครงการมีข้อครหา ยืนยันนำเรื่องนี้ไปอภิปรายแน่ หลังถูกบริษัทในโครงการฟ้องหมิ่นประมาท

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธีระชาติ ก่อตระกูล ทีมยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาชน ได้เดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ณ สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวมีพิรุธและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) ที่ส่อไปในทางล็อกสเปก การเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย ไปจนถึงการบริหารจัดการสัญญาที่อาจนำไปสู่การผลาญงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายราย

น.ส.รักชนกได้เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้หลายราย ทั้งนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง รวมถึงบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) โครงการ และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนซ์ จำกัด

โดย น.ส.รักชนกกล่าวหาว่านายไชยชนกมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโครงการมีพิรุธและความผิดปกติ แต่กลับไม่พยายามที่จะหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการแต่อย่างใด ขณะที่ข้าราชการท่านอื่นๆ ถูกระบุว่าเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและเป็นคณะยกร่างทีโออาร์ที่ทำให้เกิดปัญหาในโครงการนี้

สส.พรรคประชาชนกล่าวถึงประเด็นการล็อกสเปกทีโออาร์อย่างละเอียด โดยระบุว่าโครงการ TH-AI Passport มีการเขียนข้อกำหนดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ในทีโออาร์ที่จำกัดผู้ให้บริการอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ต้องประชาสัมพันธ์บนจอภาพบิลบอร์ดไม่ต่ำกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, บนจอในร้านสะดวกซื้อไม่ต่ำกว่า 6,000 จอในกว่า 1,500 สาขา และในห้างสรรพสินค้าไม่ต่ำกว่า 200 จุด ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้สามารถนับนิ้วผู้ให้บริการได้เพียงไม่กี่รายที่สามารถทำได้จริง และระบุว่าบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนซ์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานนั้น เสมือนหนึ่งว่ามีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเจ้าของจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศอย่างบริษัท แพลนบี โดยมีผู้บริหารชุดเดียวกัน หรือมีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (Ultimate Beneficial Owner - UBO) ชุดเดียวกัน และยังจดจัดตั้งบริษัทอยู่ที่เดียวกันอีกด้วย แม้ทางผู้บริหารของบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนซ์ จะเคยออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่พรรคประชาชนย้ำว่าหลักฐานต่างๆ ที่สามารถรวบรวมได้จากหน่วยงานภาครัฐยืนยันข้อเท็จจริงนี้

นอกจากนี้ การตรวจสอบในชั้นคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยังพบว่า ในข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าประมูลทั้ง 3 ราย ไม่มีบริษัทใดระบุชื่อผู้ให้บริการจอประชาสัมพันธ์ที่จะใช้ตามที่ทีโออาร์กำหนดให้เป็นจอระดับท็อปไฟว์ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น.ส.รักชนกมองว่าเป็นเรื่องตลกและแปลกประหลาดที่คณะกรรมการพิจารณาจึงสามารถให้คะแนนและให้ผ่านในส่วนนี้ได้ ทั้งที่ไม่มีการระบุข้อมูลสำคัญดังกล่าว จึงเชื่อว่าอาจนำไปสู่การฮั้วประมูลได้

ประเด็นที่สองที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างรุนแรงคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบสัญญาจากเดิมที่เป็นแบบเหมาจ่าย 1,600 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงว่าแม้จะไม่มีผู้ใช้งานโครงการมากน้อยเพียงใด รัฐก็ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนนี้ให้กับเอกชน ซึ่งน.ส.รักชนกชี้ว่า นี่คือการหากินกับเงินงบประมาณและปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินให้กับบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุน "ระบอบสีน้ำเงิน" อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้ออกมาทักท้วงและติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนทำให้สัญญาต้องถูกเปลี่ยนเป็นแบบ "เปเปอร์ยูส" หรือจ่ายตามการใช้งานจริง ซึ่งน.ส.รักชนกประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้กว่า 1,500 ล้านบาท หากเทียบกับจำนวนผู้ใช้งานจริงในปัจจุบัน จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่แถลงข่าว โครงการ TH-AI Passport มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active User) เพียงประมาณ 100,000 คน หากคิดตามค่าใช้จ่ายรายหัว 25 บาทต่อคนตามที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงยืนยัน จะใช้งบประมาณเพียงประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งหากยังคงใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม เงิน 1,600 ล้านบาทก็จะสลายหายวับไป โดยที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์คุ้มค่า

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบเรื่องนี้ น.ส.รักชนกกล่าวว่า "ไม่คาดหวังอะไรเลยกับ ป.ป.ช." เนื่องจากองค์กรนี้ถูกครหามาโดยตลอดว่าทำงานราวกับมีผู้มีอำนาจใน "ระบอบสีน้ำเงิน" มาชี้นิ้วสั่งการได้ และอาจมี "กระดูกสันหลังถูกถอด" เพราะกรรมการส่วนใหญ่มาจากการรับรองของ สว. อย่างไรก็ตาม การยื่นเรื่องในครั้งนี้เปรียบเสมือนการ "กรีดแผล" เพื่อให้สาธารณะได้เห็นว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการกับโครงการที่ส่อทุจริตคอร์รัปชันอย่างชัดเจนนี้อย่างไร จะ "เป่าคดี" เหมือนกับคดีอื่นๆ ที่ผ่านมาหรือไม่

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ได้เสริมประเด็นความผิดปกติของโครงการ โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาต AI ที่ทีโออาร์ระบุว่าต้องมีอย่างน้อย 8 เจ้า แต่เอกสารที่ได้รับมาจากกระทรวงดีอีกลับพบว่าใบอนุญาตทั้งหมดมาจากเจ้าเดียวคือ Google ประเทศไทย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง และอาจขัดต่อกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ห้ามบริษัทอเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริต นอกจากนี้ ทีโออาร์ยังมีการระบุถึงการพาข้าราชการไปดูงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดในมุมมองของกฎหมายต่างประเทศและอาจนำไปสู่ข้อสงสัยได้

นายธีระชาติยังได้รีวิวการใช้งานแอป TH-AI Passport ว่า "ห่วยกว่าของฟรี" โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จำนวนมากก็ออกมารีวิวในทิศทางเดียวกัน และย้ำว่าความผิดปกติเริ่มต้นตั้งแต่ "กระดุมเม็ดแรกที่ติดผิด" ไม่ใช่เรื่องของความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าของโครงการ

น.ส.รักชนกยังกล่าวถึงการทำงานของกรรมาธิการติดตามงบประมาณ โดยยืนยันว่าปลัดกระทรวงดีอีได้ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหลายครั้งต่อสาธารณะเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือในการส่งเอกสารสำคัญแก่กรรมาธิการ ซึ่งกรรมาธิการได้ขอเอกสารหลายสิบฉบับ แต่ได้รับเพียง 9 ฉบับ โดยครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว สิ่งที่กรรมาธิการต้องการอย่างเร่งด่วนคือ ข้อเสนอเชิงเทคนิคของทั้ง 3 บริษัทที่เข้าประมูล เพื่อตรวจสอบว่ามีการฮั้วประมูลหรือไม่ รวมถึงสัญญาฉบับล่าสุดพร้อมภาคผนวกที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างครบถ้วน ทางกรรมาธิการจึงได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติในการเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดส่งวันที่ 8 กันยายน และจะมีการประชุมกรรมาธิการอีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน เพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้

ทั้งน.ส.รักชนกและนายธีระชาติยังกล่าวถึงการถูกบริษัท แพลนบี ฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท จากการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ โดยน.ส.รักชนกระบุว่าศาลชั้นต้นไม่รับไต่สวนมูลคดี แต่ทางแพลนบียื่นอุทธรณ์ต่อ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการ "ฟ้องปิดปาก" เพื่อไม่ให้มีการกล่าวถึงบริษัทดังกล่าวอีก พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการระบุชื่อบริษัท แพลนบี โดยตรง ไม่ใช้คำว่า "บริษัทดัง" หรือ "บริษัทในตลาดหลักทรัพย์" เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานในการตรวจสอบบริษัทเหล่านี้ โดยย้ำว่าการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายของบริษัท แพลนบี และ ฮิวแมน อินเทลลิเจนซ์ ว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกันนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้จากเอกสารทางราชการ และบริษัท แพลนบี เป็นผู้ครอบครองจอสื่อประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทีโออาร์ของโครงการนี้ และโครงการอื่นๆ ของภาครัฐ

น.ส.รักชนกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้จนถึงที่สุด โดยคาดหวังว่าถึงที่สุดแล้ว หากคดีสิ้นสุดและพบผู้กระทำผิด จะต้องมีคนถูกลงโทษและติดคุก แม้โครงการจะเดินหน้าไปแล้ว แต่การตรวจสอบจะไม่มีวันยุติลง และย้ำว่าประเด็น TH-AI Passport นี้จะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน นอกจากนี้ หากกระทรวงดีอีมีความพยายามที่จะผลักดันโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ต่อ ก็คิดว่านี่เป็นการกระทำที่หน้าด้านมาก เพราะปัจจุบันผู้ลงทะเบียนยังไม่ถึงครึ่งและผู้ใช้งานจริงยังไม่ถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่เพื่อถลุงเงินงบประมาณเท่านั้น ดังนั้นหากมีการผลักดันเฟส 2 จริง ก็จะเป็นเพียงการยืนยันข้อสังเกตที่ทางพรรคประชาชนได้พูดมาโดยตลอดว่าโครงการนี้ไม่ได้อยู่บนฐานคิดที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
TH-AI Passport



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขยี้แผลจัดสอบปี64 โชว์หนังสือร้องบัญชีโผล่ 459 ราย 'อนุพงษ์'การันตีถูก
ขยี้แผลจัดสอบปี64 โชว์หนังสือร้องบัญชีโผล่ 459 ราย 'อนุพงษ์'การันตีถูก