News Logo
หน้าแรก
ปชน.แฉคดีฮั้ว สว.คอนเน็คชั่นอนุฯ36 กกต.โยง ภจท.'สมชัย'ชี้เจตนาบิด กม.

ปชน.แฉคดีฮั้ว สว.คอนเน็คชั่นอนุฯ36 กกต.โยง ภจท.'สมชัย'ชี้เจตนาบิด กม.

6 ก.ย. 2569 15:17
ผู้ชม 32 คน

ปชน. จัดเวทีเสวนา ฮั้ว สว." ตีแผ่คอนเน็คชั่น กกต.-DSI ผ่านหลักสูตร กกต.-ศาล รธน. "สมชัย" เผย อนุฯ 36 ตีความกฎหมายบิดเบี้ยว ช่วยการเมืองสีน้ำเงิน แฉโครงข่ายโยงใย 5 อนุกรรมการ พัวพันนักการเมืองภูมิใจไทย "พนิดา" หวั่น DSI ส่อแวว "เป่าคดี" เด้งมือสอบ "อั้งยี่ฟอกเงิน" ดันคนใกล้ชิดคุมกรม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ก.ย. 69 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนได้จัดเสวนาความไม่โปร่งใสในกระบวนการได้มาซึ่ง สว.

โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า กกต. มักไม่ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ ทำให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะประเด็นที่ไปยกเลิกการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วม ทำงานอย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ สามารถสืบค้นข้อมูลการเงินและการสื่อสารได้อย่างละเอียด ซึ่งส่วนตัวมองว่าการมีชุด 26 ไม่ผิดและดีด้วย

แต่คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งชุด 36 ไม่ผิดในเชิงกฎหมาย แต่มีความชอบธรรมน้อย เนื่องจากหลายคนในชุด 36 ก็อยู่ใน 35 ชุดแรกอยู่แล้ว และบางคนก็ไม่มีความเชี่ยวชาญจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

"สมชัย" ข้องใจอนุฯ 36 ตีความกฎหมายบิดเบี้ยว

นายสมชัยกล่าวถึงบันทึกการประชุมของอนุฯ 36 ว่าเห็นแพทเทิร์นการทำงานที่แปลก โดยมีการประชุมทุกวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2-2.5 ชั่วโมง ในการประชุม เลขาทีมของชุด 36 จะสรุปสำนวนของชุด 26 มาอ่านให้ฟัง โดยกรรมการมักไม่ซักถามหรือสงสัยในภายหลัง ยกตัวอย่างการประชุมครั้งที่ 13/2569 ที่เลขาอ่านคนเดียว 38 หน้ากว่าๆ โดยกรรมการไม่มีการโต้ตอบ

นายสมชัยเผยว่า ประธานอนุฯ 36 คือ นายเชาวนะ ไตรมาส แต่ผู้ที่มีบทบาทในการนำการประชุมคือ นายอนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งการประชุมมีเหตุการณ์ที่อนุกรรมการบางคนรีบทักท้วงไม่ให้รายงานข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับ "ผู้มีบารมีนอกพรรค" จากบุรีรัมย์ ซึ่งรายงานของชุด 26 เพียงกล่าวถึงอย่าง "เฉี่ยวๆ" เท่านั้น แต่ฝ่ายเลขาก็ยกกฎหมายมาโต้แย้งว่าบุคคลดังกล่าวเข้าข่ายเป็น "ผู้ใด" ที่กระทำความผิดได้

นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายเลขาที่มาชี้แจงไม่ได้อยู่ในคณะ 26 ทำให้ไม่สามารถตอบรายละเอียดการสอบสวนได้ และคณะ 36 ไม่ได้เรียกบุคคลจากชุด 26 มาชี้แจงเลย รวมถึงไม่มีการขอเอกสารต้นฉบับ 80,000-90,000 หน้า มาดูด้วย

อดีตเลขาฯ กกต.คาดการณ์ว่า คณะอนุฯ 36 น่าจะประชุมประมาณ 24 ครั้ง ตลอด 4 เดือน ซึ่งถือว่าเยอะกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก และทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของการทำงานของชุด 36 มากขึ้น

นายสมชัยได้วิเคราะห์การตีกรอบการวินิจฉัยของอนุฯ 36 โดยเฉพาะประเด็นความเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง ที่มองว่านักการเมืองไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวข้องสนับสนุนการเลือก สว. ได้ แต่การตีกรอบคำว่า "ยินยอม" และ "เจตนา" ของผู้สมัครนั้นบิดเบี้ยว โดยหากผู้สมัครไม่รู้เรื่องที่นักการเมืองช่วย หรือไม่ได้มีเจตนาจะเป็น สว. ก็จะไม่ผิด ซึ่งทำให้ "กรอบทุเรศแบบนี้" นักการเมืองหลุดพ้นจากความผิดได้

อดีตเลขาฯ กกต.กล่าวถึงความรับผิดชอบทางกฎหมายของอนุฯ 36 ว่า กกต. ต้องรับผิดชอบเองในการตัดสินใจ แต่หากมีการร้องขออำนาจศาลให้ดูรายงานการประชุมชุด 36 ครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน หากพบว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวในช่วงต้น ก็สามารถเอาผิดอนุกรรมการวินิจฉัยได้

สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยความปิดปกติ อนุฯ 36

สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยความปิดปกติ อนุฯ 36

"พริษฐ์" เปิด 4 ข้อพิรุธ อนุฯ 36 หวั่นมีธงทางการเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึง 4 ข้อพิรุธในการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มีรายละเอียดดังนี้

1. ที่มาและความจำเป็น: เหตุผลในการตั้งคณะอนุฯชุดที่ 36 ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ แตกต่างจากชุด 26 ที่มี DSI มาร่วมจึงจำเป็นต้องตั้งเป็นชุดพิเศษ การอ้างเรื่องภาระงานของ 35 ชุดเดิมนั้นไม่ชัดเจน เพราะไม่ระบุว่า 7 คนในอนุฯ 36 ไม่ได้มีภาระใน 35 ชุดเดิม รวมถึงยังไม่เห็นหลักฐานว่าอนุกรรมการมีประสบการณ์เฉพาะทางตามที่กล่าวอ้าง

2. กระบวนการทำงาน: ขาดข้อมูลที่ชัดเจนว่าชุด 36 ทำงานละเอียดเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับชุด 26 โดยชุด 26 ใช้เวลา 4 เดือน ประชุมเกือบทุกวัน มีเอกสาร 80,000-90,000 หน้า และมีการสอบพยานกว่า 700 ปาก ในขณะที่ชุด 36 ทำงานโดยฟังข้อมูลที่ฝ่ายเลขา สรุปมาจากชุด 26 และเลขานุการ ซึ่งนายสมชัยระบุว่าอาจจะไม่มีการซักถามมากนัก

3. การวินิจฉัย: การตีความของชุด 36 หลายครั้งดูเหมือนจะสอดรับกับ "ธงทางการเมือง" เพราะเหตุผลดังนี้

    • ปฏิบัติตนเป็นศาล: ชุด 36 พยายามตีตกหลักฐานที่น่าสงสัยเพียงเพราะยังไม่ได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัย ทั้งที่ กกต. ไม่ใช่ศาล

    • ปกป้องนักการเมือง: มีการตีกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้สาวไปถึง "นักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม" เช่น รัฐมนตรี สส. ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสอดรับกับข้อมูลที่นายสมชัยนำเสนอ

    • ปฏิเสธความเป็นขบวนการ: พยายามตีความว่าข้อพิรุธต่างๆ แยกขาดจากกัน ทั้งที่ความจริงมีรูปแบบและพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน บ่งบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกัน

4. ผลลัพธ์: ผลลัพธ์ของอนุฯ 36 ที่มีความเห็นว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ขัดแย้งกับหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่น กรณีผู้ช่วย สส. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก และกรณีนครพนมที่มีคลิปเสียง หลักฐานเส้นทางการเงิน และการทำโพยที่โรงแรม นอกจากนี้ยังขัดกับบรรทัดฐานของ กกต. เองในอดีต ที่เคยสั่งฟ้องคดีจากหลักฐานเพียงไม่กี่ข้อความใน Line

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ระบุข้อพิรุธการทำงานและที่มาอนุฯ 36

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ระบุข้อพิรุธการทำงานและที่มาอนุฯ 36

"ชยพล" แฉโครงข่าย 5 อนุกรรมการชุด 36 โยงใยภูมิใจไทยผ่านหลักสูตรพิเศษ

ด้านนายชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้เปิดเผยโครงข่ายโยงใยของอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ที่ลงมติ 5:2 ว่าไม่มีผู้ใดกระทำความผิด โดยมุ่งเน้นไปที่ 5 คนที่มีความคิดเห็นค้านสายตาประชาชน

อนุกรรมการ 5 คนที่ลงมติว่าไม่ผิดได้แก่:

• นายอนุชา จันทร์สุริยา: เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. เรียนหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่น 7 และหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่น 6

• ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล: อดีตรองอธิบดี DSI, อธิบดีกรมคุมประพฤติคนปัจจุบัน เรียน พตส. รุ่น 10 และ นทป. รุ่น 11 เคยไปไหว้ต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สนามบินบุรีรัมย์

• นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต: ที่ปรึกษาบอร์ด กกต. เรียนหลักสูตร นทป. รุ่น 6 และ พตส. รุ่น 6 มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท Marine (เจ้าของตระกูลราชกิจประการ) และบริษัทเสริมสร้าง Power Corporation (เจ้าของ สว. วิวัฒน์ ไกรพิสิตกุล หนึ่งใน 229 ผู้ถูกกล่าวหา)

• นายเชาวนะ ไตรมาศ: อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ เรียนหลักสูตร พตส. รุ่น 6 และเป็นประธานอนุ กกต. ชุด 36 เคยเป็นคนเซ็นใบจบหลักสูตร นทป.

• นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์: ประธานบอร์ดการท่าเรือ (ในสมัยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม) เคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (แต่งตั้งโดยนายพิพัฒน์ สมัยเป็น รมว.แรงงาน) เรียนหลักสูตร พตส. รุ่น 14

นายชยพลอธิบายว่าหลักสูตร พตส. เป็นหลักสูตรของ กกต. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเสริมสร้างความร่วมมือ แต่แท้จริงแล้วเป็น "หลักสูตรคอนเน็คชั่น" ที่คล้าย วปอ. ใน 5 อนุกรรมการชุด 36 เรียนหลักสูตรนี้ครบทุกคน นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองและบุคลากรสำคัญจากพรรคภูมิใจไทยหลายคนเรียนในหลักสูตรนี้ด้วย เช่น นายศุภชัย ใจสมุทร (พตส. รุ่น 2) นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พตส. รุ่น 3) พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ (พตส. รุ่น 5) และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. (พตส. รุ่น 6) กรรมการหลักสูตรบางคน เช่น นายอนุชา จันทร์สุริยา นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ก็เป็น 2 ใน 5 อนุกรรมการชุด 36 นายกสมาคมของหลักสูตร พตส. ก็มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย เช่น นายสรอรรถ กลิ่นประทุม และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

อีกหลักสูตรคือ นธป ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น "หลักสูตรคอนเน็คชั่น" เช่นกัน ใน 5 อนุกรรมการชุด 36 มี 3 คนที่เรียนหลักสูตรนี้ ได้แก่ นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต(รุ่น 6) นายอนุชา จันทร์สุริยา (รุ่น 7) และ ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล (รุ่น 11) รวมถึงบิ๊กเนมจากพรรคภูมิใจไทย เช่น นายอนุทิน และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ก็เรียนในหลักสูตรนี้ นายเชาวนะ ไตรมาส ในสมัยที่เป็นเลขาศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นคนเซ็นใบจบหลักสูตร นธป. ให้กับผู้ที่เรียน

นายชยพลชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์เหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมืองของ 5 อนุกรรมการชุด 36 และอาจเข้าผิดระเบียบ กกต. ข้อ 75 วรรค 3 ที่กรรมการ กกต. มีอำนาจสั่งให้ประธานหรืออนุกรรมการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่เป็นกลางทางการเมือง ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่งได้

นายชยพล สท้อนดี เผยคอนเน็คชั่น อนุฯ36 โยงภูมิใจไทย

นายชยพล สท้อนดี เผยคอนเน็คชั่น อนุฯ36 โยงภูมิใจไทย

"พนิดา" ชี้ DSI ส่อแวว "เป่าคดี" "อั้งยี่ฟอกเงิน" จับตาโผโยกย้ายคนทำคดี

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวถึงการทำงานของ DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่ฟอกเงินอันเนื่องมาจากการโกงเลือก สว. ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 6 มีนาคม 2568 โดยคณะพนักงานสอบสวน 41 คน มีอธิบดี DSI พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ เป็นหัวหน้าคณะ คณะนี้ได้สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมหลักฐานการเงิน การสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิคอื่นๆ

DSI ได้สรุปสำนวนส่งอัยการเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 โดยชี้ว่ามีผู้กระทำความผิด 8 ราย แต่เมื่อ 16 มกราคม 2569 อัยการได้ตีกลับสำนวน ให้สั่งสอบเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าเป็น "องค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1,200 คน แบ่งได้ถึง 7 กลุ่มผู้กระทำความผิด" อัยการระบุว่าผู้ต้องหา 8 คนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ และไม่สามารถแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลได้

นางสาวพนิดาตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายบุคคลในกระทรวงยุติธรรมที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 มีมติ ครม. สั่งย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธินไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเจ้าตัวได้ยื่นใบลาออกทันที และได้มีการแต่งตั้ง นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ามารับตำแหน่งแทน และเพียง 2 วันหลังเข้ารับตำแหน่ง นายปิยะศิริ ได้เซ็นคำสั่ง 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีสีน้ำเงินได้แก่

1. คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 153/2569: แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง พันตำรวจตรี ณฐพล ดิษยธรรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้สัมภาษณ์เปิดเผยข้อมูลพยานหลักฐานในคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จ พันตำรวจตรี ณฐพล มีส่วนสำคัญในหลายคดี เช่น คดีบุกรุกที่ดินการรถไฟเขากระโดง คดีใช้ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์สนามบินส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และเป็นหนึ่งในผู้ที่ยึดมั่นในพยานหลักฐานและยืนยันที่จะไม่ยุติการสอบสวนคดีเหล่านี้ การถูกสอบวินัยอาจทำให้ไม่สามารถขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีได้

2. คำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 1290/2569: ให้ข้าราชการปฏิบัติราชการ โดยมีการโยกย้าย นายเอกรินทร์ ดอนดง และ นายกิตติพงษ์ เดชาภิวุฒิ ซึ่งเป็นคณะพนักงานสอบสวน DSI ในคดี 24/2568 นายเอกรินทร์ ยังเป็น 1 ใน 3 พนักงานสอบสวน DSI ที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ที่มีมติสั่งฟ้อง 229 คน ซึ่งทั้งคู่ถูกย้ายไปทำหน้าที่ฝ่ายบุคคลและภารกิจอื่น

นางสาวพนิดายังเปิดเผยข่าวการโยกย้ายครั้งใหญ่ใน DSI โดย พันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI และ 1 ในคณะพนักงานสอบสวน DSI ในคดี 24/2568 รวมถึงเป็น 1 ใน 3 พนักงานสอบสวน DSI ที่ไปเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มีข่าวว่าจะถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดี 24/2568 จะถูกย้ายไปเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และคนที่มาแทนคือ ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ซึ่งปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ที่มีมติยกคำร้อง 229 รายในคดี สว.

นางสาวพนิดาตั้งคำถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้เป็นการบริหารบุคคลทั่วไป หรือเป็นการกำหนดทิศทางคดีที่เกี่ยวข้องกับ "สีน้ำเงิน" และชวนตั้งคำถามว่า หาก กกต. ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิด DSI จะเป่าคดีที่ดำเนินการอยู่ในมือตัวเองหรือไม่ โดยอ้างว่าไม่มีความผิดมูลฐาน รวมถึงหาก กกต. สั่งฟ้องใคร ก็จะไม่มีคนทำคดีเดิมไปเบิกความในศาล เพราะถูกย้ายไปทำอย่างอื่นแล้ว

นางสาวพนิดายังเผยข้อมูลว่า พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคยมีผู้บังคับบัญชาชื่อ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งเป็น 1 ใน 229 ผู้ถูกกล่าวหาในคดี สว. และได้คะแนนสูงในการเลือก สว. ระดับประเทศ

นางสาวพนิดาทิ้งท้ายว่า สถานการณ์นี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของคนไทยทั้งประเทศ และเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันส่งเสียง อย่าให้ใครนำ DSI ไปรับใช้การเมือง หรือทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวเพื่อเป่าคดีของตัวเอง

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ แจงโครงสร้าง DSI อาจทำให้เกิดการเป่าคดี

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ แจงโครงสร้าง DSI อาจทำให้เกิดการเป่าคดี

"ภัณฑิล" จี้ กกต. "ฐิติเชฏฐ์" รับผิดชอบปม "ถุงขนม 3 แสน" และโพย สว.

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เรียกร้องให้สังคมตรวจสอบ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. 1 ใน 7 คนที่มีอำนาจตัดสินคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะนายฐิติเชฏฐ์ที่ควรจะหมดวาระไปแล้วแต่ก็ยังอยู่

นายภัณฑิลได้กล่าวรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีตของ นายฐิติเชฏฐ์ได้แก่


• คดีถุงขนมสีน้ำตาล 3 แสนบาท: นายฐิติเชฏฐ์ ถูกกล่าวหาว่านำเงิน 3 แสนบาทใส่ถุงไปที่ สตง. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เพื่อสกัดการส่งเรื่องตู้แช่ไวน์ที่โผล่ในห้องทำงานของตนเองไปยัง ป.ป.ช. โดยอ้างว่ามีอนุกรรมการคนหนึ่งมอบให้ นายภัณฑิลตั้งคำถามว่า กกต. เคยตรวจสอบเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของนายฐิติเชฏฐ์หรือไม่


• โพย สว.: นายฐิติเชฏฐ์ เป็นผู้เก็บ "โพย" ที่มีรายชื่อและหมายเลขของผู้สมัคร สว. ที่มีคนไปเก็บมา ซึ่งนายฐิติเชฏฐ์เองก็ยอมรับว่าเก็บโพยในวันนั้น นายภัณฑิลตั้งคำถามว่าผ่านมา กกต. ทำอะไรกับเรื่องนี้บ้างหรือยัง

นายภัณฑิลยังกล่าวถึงความเชื่อมโยงของ นายฐิติเชฏฐ์ กับบุคคลชื่อ ดร.นัท (นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม) ซึ่งเคยถูกออกจากราชการอัยการเนื่องจากเรียกรับเงิน 1.5 ล้านบาท และวิ่งเต้นคดีใบแดงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม้จะถูกตั้งเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยคณะที่ 12 แต่ต่อมาอัยการสูงสุดได้แจ้งว่าพ้นจากราชการไปแล้ว นายพันทินตั้งข้อสังเกตว่า นายฐิติเชฏฐ์ กับ ดร.นัท เรียนร่วมรุ่นกันที่ ม.ปทุมธานี

นายภัณฑิลย้ำว่า นายฐิติเชฏฐ์ ไม่ควรอยู่ในตำแหน่ง กกต. แล้ว เพราะวุฒิสภาลงคะแนนรับเลือกคนใหม่เข้ามาแต่คนใหม่ยังเข้ามาไม่ได้ และยังวิจารณ์การประเมิน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ตอนแรกไม่ผ่านการประเมิน แต่มีการเปลี่ยนองค์ประกอบ กกต. และผลก็เปลี่ยนเป็นผ่านด้วยเสียง 5:2 นายพันทินเตือนว่า กกต. ในอดีตเคยถูกจำคุกมาแล้ว และหวังว่า นายทิติเชษฐ จะตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมาในวันที่ 14 กันยายนนี้

นายภัณฑิล เปิดโปงประวัติ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ

นายภัณฑิล เปิดโปงประวัติ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ

ช่วงถาม-ตอบ

เมื่อถามเกี่ยวกับหลักสูตรคอนเน็คชั่น และความกังวลเรื่องพลังทางการเมือง นายชยพล อธิบายว่า หลักสูตรต่างๆ มีจุดประสงค์ที่ดีในการให้ความรู้ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับการใช้แพลตฟอร์มนั้น โดย 5 อนุกรรมการชุด 36 เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการตัดสินคดี และคนกลุ่มนี้ไม่ควรนั่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินชะตาของ สว. และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง นายชยพลยืนยันว่าไม่ได้กังวลเรื่องพลัง แต่ดูกันที่พฤติกรรมหลังเรียน

นายพริษฐ์ เสริมว่า หลักสูตรเหล่านี้มักเป็นแหล่งรวมการบ่มเพาะ และหลายครั้งก็เป็นเครือข่ายที่เอื้อประโยชน์ให้กัน ดังนั้นส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วยกับการใช้หลักสูตรเหล่านี้สร้างคอนเน็คชั่น ที่สุดท้ายสร้างความเสียหายให้ประชาชน ทำให้เกิดการชี้ว่าการคัดกรองคนเข้าเรียนและการวัด KPI มีความบกพร่อง ทำให้ถูกบิดไปใช้เพื่อคอนเน็คชั่นมากกว่า

ส่วนนายภัณฑิลกล่าวว่า กกต. ควรทำเรื่องจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมมากกว่าไปหาทำเรื่องอื่น

เมื่อถามเกี่ยวกับกิจกรรมนอกสภาและการอภิปรายในสภา นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนมีการจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเวทีอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะไม่มีความพยายามจาก สส. รัฐบาลในการแทรกคิว หรือประวิงเวลาไม่ให้มีการอภิปรายรายงานประจำปี กกต. ในสภาวันที่พฤหัสบดีนี้ (10 กันยายน)

 นายพริษฐ์ยังแจ้งอีกว่าว่ากรรมาธิการองค์กรอิสระจะจัดเสวนาหัวข้อ "จับตาบทบาทองค์กรอิสระต่อวิกฤตการเมืองไทย" ในวันที่ 12 กันยายนที่จะถึงนี้

เมื่อถามเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ ยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีการยื่นโดยไม่ชักช้า มีการตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำญัตติ และ 2 คนที่จะครอบคลุมในการอภิปรายแน่นอนคือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล และ นายไชยชนก ชิดชอบ รวมถึงเรื่องการโกง สว. การโกงสอบท้องถิ่น และ TH-AI Passport ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปราย ซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้มีการพยายามตีความไม่ให้บรรจุเรื่องเหล่านี้ในญัตติ

เมื่อถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี การตัดสินใจทางการเมือง ที่พรรคประชาชนโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี นายพริษฐ์กล่าวว่าเป็นการครบรอบ 1 ปีถึงเหตุการณ์ที่พรรคตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งถูกลงโทษจากประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น

เกี่ยวกับกรณีนายณัฐวุฒิกล่าวโทษนางสาวพนิดา นางสาวพนิดา กล่าวว่าตนเคยถูกแจ้งความมาแล้วแต่ยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ และได้ชี้แจงต่อสาธารณะไปแล้วว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากระเบียบของรัฐสภาไม่ได้กำหนดข้อบังคับที่เอาผิดอนุกรรมการในลักษณะนั้นได้

การเชิญนายสมชัยเข้ามาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาปัญหาเรื่องการเลือก สว. เป็นเพราะความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของนายสมชัย และยังไม่เห็นว่าการร้องทุกข์กล่าวโทษมีมูลเหตุให้ต้องกังวลใจ ส่วนการดำเนินคดีกลับนั้น ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายของพรรคก่อน เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้อยากใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการห้ำหั่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีฮั้ว สว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาคตะวันออก107ราย! เปิดชื่อผู้สมัครสอบท้องถิ่นปี68 แก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้น
ภาคตะวันออก107ราย! เปิดชื่อผู้สมัครสอบท้องถิ่นปี68 แก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้น