"...กสถ. ไม่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการมาช่วยดำเนินงานในขั้นตอนที่จำเป็น กลับมอบหมายงานปฏิบัติการทั้งหมดในทุกขั้นตอนให้ มศว ในฐานะผู้รับจ้างหลัก และผู้รับจ้างช่วง คือ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และบริษัท ไอรีครูท จำกัด โดยขาดการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด...กสถ. ทำหน้าที่เพียงรับทราบผลการดำเนินการ..."
หมายเหตุ สำนักข่าว Next News : ในการเปิดเผยรายงานผลสอบข้อเท็จจริง กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ของ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ นั้น ก่อนหน้านี้ มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญไปแล้ว 3 ส่วน คือ

1.สถานะของ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 เรืองเดช แฉอธิบดีโทรหา 2 ทุ่มให้วินประสานบัญชีฯ
2.ที่มาเหตุผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมไปถึงผลการตรวจสอบประเด็นแรก เกี่ยวกับความผิดปกติ ในการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (1) : แก้คะแนน Excel ผู้สมัครทุจริตโผล่ 5,924 คน
3.Timeline เหตุการณ์สำคัญของปมทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 รวมระยะเวลาเกือบ 4 ปี
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (2) :Timelineเกือบ 4 ปี ถึงวันบุกค้น บ.จ่าพิชิต
4.การสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ ที่มีการตรวจสอบพบว่า อปท. ที่ไม่ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างมาตั้งแต่ต้น สามารถเข้ามาเรียกผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีภายหลังได้ถึง 3,155 อัตรา ขณะที่ อปท. ที่รายงานตำแหน่งและอัตราว่างไว้ตั้งแต่แรกยังเรียกบรรจุไม่ครบ จึงกลายเป็น จุดพิรุธสำคัญของกระบวนการ ว่าเหตุใดตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ในฐานเดิมจึงสามารถเข้ามาใช้บัญชีเดียวกันเพื่อเรียกบรรจุได้
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (3) 3,155 อัตราโผล่! เอื้อขบวนการเรียกผลปย.?
สำหรับข้อมูลสำคัญในตอนนี้ จะเป็นผลการตรวจสอบการจัดสอบแข่งขัน ที่มีประเด็นสำคัญว่า แม้ กสถ. จะมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดสอบ ควบคุม และกำกับกระบวนการสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่การสอบปี 2568 ได้ว่าจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้จัดสอบ ขณะที่รายงานพบข้อแตกต่างสำคัญเมื่อเทียบกับ ก.พ. และตำรวจ ซึ่งยังสงวนงานสำคัญหรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเข้าไปควบคุมผู้รับจ้างในแต่ละขั้นตอนอย่างใกล้ชิด
เบื้องต้น แม้จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คณะ แต่เป็นชุดเดิมที่เคยแต่งตั้งมาตั้งแต่ปี 2564 และ ไม่มีการปรับโครงสร้างคณะอนุกรรมการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การสอบปี 2568 ทั้งที่ขณะนั้นมีกระแสข่าวเรื่องการทุจริตสอบอย่างรุนแรง อีกทั้งไม่พบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประชุมเพื่อยกร่างแผนและขั้นตอนปฏิบัติทั้งหมดของการจัดสอบตามอำนาจหน้าที่ของ กสถ.
แต่ประเด็นที่หนักที่สุดอยู่ในขั้นตอน “การมอบหมายการดำเนินการแทน” ในรายงาน มีการเปรียบเทียบข้อมูลกับ ก.พ. สงวนงานสำคัญ เช่น การออกข้อสอบ คลังข้อสอบ การคัดเลือกชุดข้อสอบ และการประมวลผลคู่ขนานไว้ดำเนินการเอง ส่วนตำรวจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจำนวนมากเข้าไปกำกับแต่ละขั้นตอน แม้จ้างเอกชนก็ไม่ปล่อยให้ผู้รับจ้างดำเนินการโดยลำพัง
แต่ในกรณีของ กสถ. คณะทำงานฯ ระบุว่า ไม่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเข้าไปช่วยดำเนินงานในขั้นตอนที่จำเป็น กลับมอบหมายงานปฏิบัติการทั้งหมดในทุกขั้นตอนให้ มศว และผู้รับจ้างช่วง คือ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และบริษัท ไอรีครูท จำกัด โดยขาดการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และ กสถ. ทำหน้าที่เพียงรับทราบผลการดำเนินงาน
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การจัดสอบแข่งขัน
ข้อเท็จจริง
หลังจากคณะทำงานฯ ได้สอบสวนปากคำพยานบุคคล รวบรวม ศึกษาพยานเอกสาร พยานวัตถุ (พยานหลักฐานทางดิจิทัล) และเอกสารประกอบคำให้การของพยานทุกปากที่เกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ และกระบวนงานในการจัดสอบแข่งขันทั้งจากสำนักงาน ก.พ. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว พบว่า มีหลักการสำคัญและวิธีการปฏิบัติที่กำหนดเป็นมาตรฐานการปฏิบัติขั้นต่ำหรือมาตรฐานกลางในการปฏิบัติไว้เป็นสังเขป ซึ่งหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ รวม 32 กระบวนงาน
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะทำงานฯ จึงกำหนดกรอบแนวคิดในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า กสถ. ในฐานะผู้มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้อย่างไร เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำหรือมาตรฐานกลางของหน่วยงานรัฐอื่นที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการแล้วเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงมีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ขึ้น
จากการรวบรวมศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและพิจารณาประกอบกับคำให้การพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ทำให้สามารถจัดกลุ่มและแบ่งเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนงานในการจัดสอบแข่งขัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้ คือ 1) ขั้นตอนเตรียมการสอบทั้งการสอบข้อเขียนและภาคความเหมาะสม (10 ขั้นตอน) 2) ขั้นตอนระหว่างสอบข้อเขียน (10 ขั้นตอน) และ 3) ขั้นตอนหลังสอบข้อเขียน (12 ขั้นตอน)
โดยเกณฑ์การปฏิบัติดังกล่าว เมื่อปรับเข้ากับข้อเท็จจริงของการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น พ.ศ. 2568 แล้ว สามารถจำแนกกระบวนงานย่อยที่สำคัญออกได้ คือ
ระยะที่ 1 ขั้นตอนเตรียมการสอบทั้งการสอบข้อเขียนและภาคความเหมาะสม การเตรียมการสอบ (10 ขั้นตอน)
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคณะทำงานฯ โดยการรวบรวมพยานหลักฐานจากการเรียกหรือเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำ การตรวจสอบพยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานหลักฐานทางดิจิทัล รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง มาตรฐาน และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว ในชั้นนี้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ ดังนี้
- ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยจัดสอบแข่งขัน (กสถ.) (ขั้นตอนที่ 1, 2)
หน่วยจัดสอบแข่งขันต้องมีความเข้าใจในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองอย่างชัดเจน โดยพบว่า สำนักงาน ก.พ. มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 โดยเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป เพื่อรับผิดชอบการกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการสอบ การออกประกาศรับสมัคร การวางแผนและกำกับดูแลการดำเนินการสอบ ตลอดจนการควบคุมกระบวนการสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม
ทั้งนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอันควรสงสัยว่าอาจเกิดการทุจริตในการสอบ คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่รายงานต่อเลขาธิการ ก.พ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงการพิจารณาสั่งยกเลิกการสอบหรือดำเนินมาตรการอื่นตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดให้กองการสอบ กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการสอบแข่งขัน โดยมีหน้าที่จัดทำและเสนอแผนปฏิบัติการ เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน อาทิ คณะอนุกรรมการด้านการสืบสวนและป้องกันการทุจริต เพื่อกำกับดูแล ควบคุม และติดตามการดำเนินการสอบในทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่กำหนด
ในขณะที่ กสถ. จัดตั้งขึ้นตามข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 และมีอำนาจหน้าที่ตามประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 โดยในข้อ 5 กำหนดให้ กสถ. เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยจัดสอบเอง หรืออาจให้มหาวิทยาลัยที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้จัดสอบภายใต้การกำกับดูแลของ กสถ. ก็ได้
โดยในการสอบแข่งขันฯ ปี 2568 กสถ. ได้ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้จัดการสอบแข่งขันตามขอบเขตของงานและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง (TOR) ในฐานะผู้รับจ้าง โดยเป็นคู่สัญญากับ สถ. ในฐานะผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 10 แห่งประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปฯ
ทั้งตามประกาศดังกล่าวในข้อ 8 ยังให้ กสถ. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักสูตร วิธีการสอบแข่งขัน คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสอบ เกณฑ์การตัดสินในการสอบแข่งขันแต่ละภาค การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ มีหน้าที่ควบคุมดูแลและกำกับกระบวนการสอบแข่งขันให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และมาตรฐานที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ประกาศกำหนด
-การจัดประชุมคณะกรรมการดำเนินการสอบ (ขั้นตอนที่ 3)
หลังจากหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดสอบแล้ว จะต้องมีการจัดประชุมเพื่อวางแผนงานตั้งแต่กระบวนงานรับสมัครและวิธีการรับสมัคร เพื่อให้ได้จำนวนผู้สมัครและค่าธรรมเนียมสมัครสอบ เพื่อการวางแผนสำหรับการจัดสอบและขั้นตอนการจัดสอบต่อไป
ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สำนักงาน ก.พ. กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปเป็นผู้อนุมัติการดำเนินการสอบ หลักเกณฑ์ ระเบียบ และแนวทางการดำเนินการรับสมัครสอบทั้งหมด
สำหรับ ตร. กำหนดให้กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) จัดทำแผนการรับสมัครและการสอบแข่งขัน รวมทั้งประสานงานกับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมของระบบรับชำระค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ ตลอดจนกำหนดมาตรการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงแนวทางรองรับเหตุขัดข้องหรือเหตุฉุกเฉินของระบบ เพื่อให้การดำเนินการรับสมัครเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
โดยจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ของการรับสมัครและจัดสอบแข่งขัน โดยคณะอนุกรรมการต้องมีการประชุมกำหนดขอบเขตงานที่รับผิดชอบและดำเนินการในหน้าที่และอำนาจตามขอบเขตงานรับผิดชอบของแต่ละคณะ แล้วรายงานผลการดำเนินการให้ บช.ศ. ทราบในทุกระยะ เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละคณะอนุกรรมการได้ดำเนินการไปตามแผนรับสมัครและสอบแข่งขันหรือไม่
โดยในส่วนของ กสถ. มีการประชุมกำหนดขั้นตอนและห้วงระยะเวลาตั้งแต่การรับสมัครจนถึงการประกาศผลสอบและขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่า ในปี พ.ศ. 2565 มีการประชุมจำนวน 3 ครั้ง ปี พ.ศ. 2566 มีการประชุมจำนวน 5 ครั้ง ปี พ.ศ. 2567 มีการประชุมจำนวน 5 ครั้ง ปี พ.ศ. 2568 มีการประชุม 16 ครั้ง และปี พ.ศ. 2569 ถึงวันตรวจสอบข้อเท็จจริง มีการประชุม 7 ครั้ง
สำหรับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วย กสถ. ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน พบว่า ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 และครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 กสถ. มีมติเห็นชอบให้อำนาจประธานอนุกรรมการ จำนวน 5 คณะ ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการชุดเดิมที่เคยแต่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย
นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการและสนับสนุนการสอบ
นายเอนก เกษมสุข ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริต
นางชลิดา โชติยกุล ประธานคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผล
นายศรีพงศ์ บุตรงามดี ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์
นายเชนทร์ วิพัฒน์บวรวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสอบ
ทำการคัดเลือกอนุกรรมการเข้ามาจำนวนไม่เกินคณะละ 9 คน ให้ประธาน กสถ. ลงนามในประกาศแต่งตั้ง แต่ในขั้นตอนการสอบแข่งขันอื่นไม่มีการประชุมหารือเพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการมาช่วยดำเนินการแต่อย่างใด ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ตามข้อ 8 (7) ของประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปฯ
ทำให้เห็นว่าการประชุมของ กสถ. ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการจัดตั้งอนุกรรมการมาช่วยดำเนินการจัดสอบแข่งขัน
ทั้งยังพบว่าคณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งในปี พ.ศ. 2568 เป็นชุดเดิมที่เคยแต่งตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2564 โดยไม่มีการปรับบริบทและการแต่งตั้งอนุกรรมการให้เข้ากับสถานการณ์ของการจัดสอบแข่งขันในปี พ.ศ. 2568 ท่ามกลางกระแสข่าวการทุจริตสอบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งไม่พบข้อเท็จจริงการประชุมเกี่ยวกับการยกร่างแผนการปฏิบัติหรือขั้นตอนการปฏิบัติทั้งหมดของการจัดสอบตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในข้อ 8
-การกำหนดขั้นตอนการรับสมัคร วิธีการดำเนินการ และระบบไอที (ขั้นตอนที่ 4)
สำหรับขั้นตอนการรับสมัครและวิธีการรับสมัครและระบบไอทีนั้น สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้กำหนดระเบียบและแนวทางปฏิบัติทั้งหมด ร่วมกับ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ในการพัฒนาระบบรับสมัครออนไลน์ มีการเชื่อมโยง Web Service เข้ากับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง เพื่อยืนยันตัวตนผู้สมัครแบบ Real-time
ส่วน ตร. กำหนดให้ บช.ศ. ยกร่างแผนการรับสมัครและสอบแข่งขัน ประสานงานร่วมกับธนาคารเพื่อเตรียมระบบรับชำระเงินค่าธรรมเนียม กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศฉุกเฉิน
สำหรับ กสถ. มอบหมายให้บริษัท ไอรีครูท จำกัด (ผู้รับจ้างช่วง) เป็นผู้จัดทำและดูแลระบบรับสมัครออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม thaijobjob.com และประสาน บมจ.ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้รับชำระเงินค่าธรรมเนียม
-การมอบหมายการดำเนินการแทน (ขั้นตอนที่ 5)
ในกระบวนการรับสมัครและจัดสอบแข่งขันนั้น เนื่องจากมีขั้นตอนการปฏิบัติอยู่หลากหลายกระบวนงาน ดังนั้น ในบางกระบวนงานจำเป็นต้องแต่งตั้งคณะบุคคลหรือบุคคลมาดำเนินการแทน
โดยสำนักงาน ก.พ. สงวนกระบวนงานสำคัญไว้ดำเนินการเอง ได้แก่ การออกข้อสอบ การจัดทำคลังข้อสอบ การคัดเลือกชุดแบบทดสอบ และการประมวลผลสอบคู่ขนาน ณ สำนักงาน ก.พ. ส่วนงานจัดพิมพ์ ขนส่ง และคุมสอบ ให้ผู้รับจ้างดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
สำหรับ ตร. จะมีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานมาช่วยปฏิบัติงานตามภารกิจและขั้นตอนของการจัดสอบแข่งขันในทุกกระบวนการ อาทิเช่น คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ คณะอนุกรรมการรับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสอบ คณะอนุกรรมการจัดสอบข้อเขียน คณะอนุกรรมการออกแบบและคัดเลือกข้อสอบ คณะอนุกรรมการจัดพิมพ์ปัญหาข้อสอบ คณะอนุกรรมการจัดสอบข้อเขียน คณะอนุกรรมการประมวลผลสอบข้อเขียน คณะอนุกรรมการสอบสัมภาษณ์ คณะอนุกรรมการประมวลผลการสอบสัมภาษณ์ คณะอนุกรรมการอำนวยการ คณะอนุกรรมการงบประมาณและการเงิน และคณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตการสอบ
โดยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนั้น ไม่ใช่เฉพาะการแต่งตั้งบุคคลจาก บช.ศ. มาเป็นคณะอนุกรรมการเท่านั้น แต่จะแต่งตั้งบุคคลจากทุกหน่วยของ ตร. รวมถึงบุคคลภายนอก ตร. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ เนื่องจากถือว่าเป็นภารกิจภาพรวมของ ตร. และมีการกำกับดูแลการปฏิบัติของทุกคณะอนุกรรมการอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการจ้างสถาบันการศึกษาหรือบริษัทเอกชนภายในดำเนินการในบางขั้นตอนของการจัดสอบ อาทิเช่น การออกข้อสอบ การจัดพิมพ์ปัญหาข้อสอบและการประมวลผล การขนส่งปัญหาข้อสอบ ก็จะกำหนดให้คณะอนุกรรมการต่าง ๆ ที่มีขอบเขตความรับผิดชอบของงานเข้าไปกำกับดูแลการปฏิบัติของผู้รับจ้าง โดยระบุไว้ในขอบเขตการจ้างงาน (TOR) โดยไม่ปล่อยให้ผู้รับจ้างทำงานโดยลำพังปราศจากการควบคุมกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
แต่สำหรับ กสถ. ไม่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการมาช่วยดำเนินงานในขั้นตอนที่จำเป็น กลับมอบหมายงานปฏิบัติการทั้งหมดในทุกขั้นตอนให้ มศว ในฐานะผู้รับจ้างหลัก และผู้รับจ้างช่วง คือ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และบริษัท ไอรีครูท จำกัด โดยขาดการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
กสถ. ทำหน้าที่เพียงรับทราบผลการดำเนินการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามข้อ 5 ข้อ 8 และข้อ 10 ของประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปฯ
***หมายเหตุข้อมูลส่วนนี้ยังไม่จบ ยังมีการจัดทำ TOR และสัญญาจ้างจัดสอบแข่งขัน , การรับสมัครผู้สอบแข่งขัน , การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร , แผนการจัดสอบและการบริหารสนามสอบ และมาตรการป้องกันการทุจริตขั้นเตรียมการสอบอีก
รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดติดตาม
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




